"พริม! วิ่ง!"
เสียงตะโกนทุ้มต่ำที่มักจะมาพร้อมกับคำว่า 'เธอโง่หรือเปล่า' ในทุกๆ สถานการณ์ปกติ กลับเต็มไปด้วยความร้อนรนจนสั่นระริก กวินทร์ไม่ได้แค่วิ่งนำหน้าเขาดึงข้อมือฉันให้พุ่งทะยานฝ่าความมืดของเรือนไม้สักเก่าคร่ำคร่าในป่าลึก แสงไฟฉายสั่นไหววูบวาบสาดส่องไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นหนาเตอะ ด้านหลังของเรา—ห่างไปเพียงไม่กี่เมตร—ร่างที่สวมเสื้อเชيرสีขาวตัวคุ้นตาของพี่ชายแท้ๆ ของฉันกำลังคลานสี่ขาด้วยความเร็วผิดมนุษย์ เสียงกระดูกข้อต่อลั่นกรอบแกลบราวกับกิ่งไม้แห้งหักท่ามกลางความเงียบสงัด มันกำลังหัวเราะ... เสียงหัวเราะที่บิดเบี้ยวและแหบพร่าจนขนในกายลุกชัน
ให้ตายเถอะ นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย! ไหนผู้จัดบอกว่าคอนเทนต์นี้จะเป็นแค่การสำรวจเรือนร้างธรรมดา ทำไมฉันถึงต้องมาวิ่งหนีผีที่หน้าตาเหมือนพี่ชายตัวเองตอนตีสองครึ่งด้วยวะเนี่ย!
"ไอ้คุณกวินทร์! ฉันเหนื่อย! ขาฉันพันกันหมดแล้ว!" ฉันกรีดร้องโวยวายด้วยความกลัวจนน้ำตาเล็ด วิ่งสะดุดขาตัวเองจนเกือบหน้าคว่ำไปหลายรอบ แต่แรงฉุดกระชากจากมือหนาที่กุมข้อมือฉันไว้แน่นไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนลงเลยแม้แต่น้อย
"ถ้าไม่อยากไปเป็นเพื่อนกินข้าวหม้อเดียวกับมัน ก็หุบปากแล้วซอยเท้าให้มันเร็วๆ หน่อยสยัยตัวดี!" กวินทร์หันมาตวาดกลับเสียงเขียว หน้าตาของสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งตอนนี้ยุ่งเหยิงจนแทบไม่เหลือมาดผู้ชายเท่ๆ ขวัญใจสาวๆ ในออฟฟิศ เหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผาก ดวงตาคมกริบฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ทำให้ฉันใจเต้นแรงไม่ใช่เพราะความกลัวผีข้างหลัง... แต่มันคือสัมผัสจากฝ่ามืออุ่นจัดที่กุมมือฉันไว้แน่นราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยมือแล้วฉันจะหายวับไปกับตา
ปัง!
เสียงประตูไม้บานเก่าแก่ถูกกระแทกปิดลงอย่างแรงโดยกวินทร์ เขาดึงตัวฉันเข้าไปหลบอยู่หลังตู้เสื้อผ้าไม้สักทองโบราณขนาดใหญ่ที่ฝุ่นเขรอะ ก่อนจะใช้ตัวบังฉันไว้มิดชิด ลมหายใจของพวกเราหอบกระชั้นถี่รัวจนหน้าอกกระเพื่อมไหว ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามแข่งกันดังระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
ข้างนอกประตูนั้น... เสียงฝีเท้าประหลาดกำลังเดินวนเวียน เสียงลากเล็บขูดกับผนังไม้ดังแสบแก้วหู "แกร่ก... แกร่ก..." สลับกับเสียงกระซิบเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยจนน่าสะพรึงกลัว
*‘พริม... น้องสาวตัวแสบ... เปิดประตูให้พี่หน่อยสิหนู...’*
ฉันยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่น กลั้นสะอื้นจนตัวโยน ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบ ภาพของพี่ชายที่ยืนยิ้มแป้นถือไฟฉายส่องหน้าเมื่อครู่ยังคงติดตา ฉันไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นคือตัวอะไรกันแน่ แต่มันไม่ใช่พี่ชายของฉันแน่ๆ สมองฉันขาวโพลน คิดอะไรไม่ออกนอกจากความกลัวจนอยากจะเป็นลมให้รู้แล้วรู้รอด
ในจังหวะที่ความหวาดกลัวกำลังกัดกินหัวใจจนแทบแหลกสลาย กวินทร์ก็ขยับตัวเข้ามาใกล้จนชิดแผ่นหลังของตู้ แขนแกร่งข้างหนึ่งยกขึ้นยันผนังไม้กักตัวฉันไว้ในอ้อมแขน สายตาที่มองมาในความมืดสลัวเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่สายตาดุๆ รำคาญๆ แบบที่เขาชอบทำ แต่มันคือความห่วงใยที่ล้นปรี่จนแทบจะทะลักออกมา
"กลัวเหรอ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบเบาหู ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ข้างขมับ ทำให้หัวใจที่กำลังเต้นบ้าคลั่งเพราะผี เปลี่ยนจังหวะมาเต้นระรัวเพราะคนตรงหน้าแทน
"ถามได้... ฮึก... นายไม่กลัวหรือไงวะ" ฉันพยายามส่งเสียงด่ากลับไปเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นเทาในน้ำเสียง แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อน้ำตาเจ้ากรรมดันไหลออกมาจริงๆ
กวินทร์ถอนหายใจยาวเหยียด มือหนาอีกข้างที่ไม่ได้ยันผนัง เอื้อมมาเกลี่ยคราบน้ำตาบนแก้มให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาฉันสะفุ้งเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบอย่างแรงในอก
"ฉันไม่ได้กลัวผี..." กวินทร์กระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงของเขานุ่มนวลจนน่าประหลาด "แต่ฉันกลัว... กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไปมากกว่า"
ฉันเบิกตากว้าง มองหน้าเขาในความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าๆ ส่องกระทบโครงหน้าคมคาย บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกสตั๊นต์ไว้ชั่วขณะ เสียงประหลาดข้างนอกประตูเหมือนจะถูกตัดขาดออกไปจากโลกใบนี้ เหลือเพียงเสียงลมหายใจของเราสองคนที่ประสานกัน
"นาย... พูดบ้าอะไรเนี่ย..." ฉันพยายามเบือนหน้าหนีความร้อนผ่าวที่ลามเลียขึ้นมาถึงใบหู ทั้งๆ ที่สถานการณ์ข้างนอกกำลังเป็นตายเท่ากัน แต่ทำไมหน้าฉันถึงได้ร้อนผ่าวยังกะโดนไฟลวกแบบนี้เล่ะ!
"ไม่ได้บ้า..." กวินทร์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าผากของเราเกือบจะชนกัน แววตาคมกริบคู่นั้นจริงจังจนฉันไม่กล้าหลบสายตา "รู้ไหม... ตั้งแต่เธอชวนฉันมาทำคอนเทนต์บ้าๆ นี่ ชีวิตฉันไม่เคยสงบสุขเลยสักวัน ต้องมาคอยแก้ปัญหา ต้องมาคอยเถียงกับเธอ ต้องมาคอยเป็นห่วงยัยเด็กปากดีที่ชอบทำเป็นเก่งแต่ขวัญอ่อนที่สุดในสามโลก"
"นี่นายว่าฉันเหรอ!" ฉันแหวใส่เบาๆ พยายามจะดันอกเขาออก แต่เจ้ากรรม... มือเจ้ากรรมดันไม่มีแรงเอาเสียเลย แถมไอ้คนตัวโตยังรวบเอวฉันเข้าไปชิดเข้าไปอีกจนตัวติดกัน
"ใช่... เธอมันน่ารำคาญที่สุด" กวินทร์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ใจฉันเต้นผิดจังหวะยิ่งกว่าเจอผีหลอกเสียอีก "แต่รู้ไหมพริม... ถึงเธอจะน่ารำคาญแค่ไหน..."
เขากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน เหมือนกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต
"...เธอคือเหตุผลที่ฉันยังอยากอยู่ข้างๆ ในทุกๆ วันนะเว้ย"
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันแชตในโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตของกวินทร์ดังขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบในเสี้ยววินาทีนั้นพอดีเป๊ะ!
กวินทร์สะดุ้งเฮือก รีบผละออกจากตัวฉันอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟลวก สีหน้ามาดนิ่งเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเลิกลั่กทำตัวไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด เขารีบควักโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย นิ้วเรียวกดละลานตาเพื่อจะกดยกเลิกข้อความบางอย่างที่คงเผลอพิมพ์ค้างไว้แล้วดันส่งออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจท่ามกลางความชุลมุน
แต่ไม่ทันแล้ว... หน้าจอเรืองแสงวาบสะท้อนให้เห็นข้อความที่ถูกส่งออกไปในแชตกลุ่มระหว่างเราสองคนอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
*[กวินทร์]: พริม... ฉันชอบเธอนะเว้ย ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด ไม่งั้นฉันจะจับเธอมาทำน้ำพริกผีให้กินจริงๆ ด้วย! (Message deleted)*
ฉันกะพริบตาปริบๆ ก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือตัวเองสลับกับใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีแดงก่ำของสถาปนิกหนุ่มผู้แสนจะปากแข็ง ที่ตอนนี้ยืนอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ทำได้เพียงเสมองเพดานหนีสายตาฉันแบบเนียนๆ
และในวินาทีนั้นเอง... เสียงเคาะประตูดังปัง! สนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงแหบพร่าที่ดังชิดติดบานประตูเข้ามาชนิดที่ว่าลมหายใจเป่ารดต้นคอ
*‘เปิดประตูให้พี่เถอะนะ... หรือว่าอยากให้ไอ้ผู้ชายข้างในมันตายก่อนล่ะ... หึๆๆ’*
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมหวีดไปด้วยกันเสมอนะคะ
— เสียงกระซิบยามดึก
มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 28
เธอคือเหตุผลที่ฉันยังอยู่
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!