“เรื่องของเรา… ค่อยเคลียร์กันทีหลัง แต่ตอนนี้ เตรียมใจไว้ให้ดีนะครับ”
ประโยคสุดท้ายจากตอนที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของฉัน ชนิดที่ต่อให้เปิดเพลงร็อค, เสียงเปิดพัดลมเบอร์สาม หรือเสียงสวดมนต์บทไหนก็กลบความหนกหูของประโยคนี้ไม่มิดค่ะ!
ไอ้คุณสถาปนิกหน้าตายอย่าง ‘กวินทร์’ นี่มันร้ายกาจเสียจริง ยามสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน วิญญาณสาวอาฆาตกำลังจ้องจะกระชากวิญญาณเราให้ออกจากร่างอยู่รอมร่อ พ่อคุณยังจะมีอารมณ์มาหยอดคำหวานปนขู่ขวัญให้หัวใจดวงน้อยๆ ของ ‘พริมโรส’ คนนี้เต้นผิดจังหวะเล่นเสียได้
“ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะครับ หรืออยากให้ผีเขามาอุ้มไปนั่งตักแทนผม ถึงได้ทำหน้าเคลิ้มขนาดนั้น”
เสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทดังขึ้น พร้อมกับฝ่ามือหนาที่เอื้อมมาฉุดกระชากข้อมือฉันให้วิ่งตามเขาฝ่าความมืดของโถงทางเดินเรือนไม้โบราณหลังเก่า กลิ่นอายอับชื้นผสมกลิ่นธูปและดอกไม้จันทน์ตีเข้าจมูกจนแสบขัด แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่ากลิ่นใดๆ คืออุณหภูมิร้อนผ่าวจากฝ่ามือของกวินทร์ที่กุมมือฉันไว้แน่น ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยแม้ว่าทางเดินข้างหน้าจะแคบลงทุกที
“นี่! เบามือหน่อยสิยะคุณ! นี่ยัยพริมนะ ไม่ใช่กระสอบทรายหรือลูกฟุตบอล จะได้ลากถูตามใจชอบแบบนี้!” ฉันโวยวายลั่น พยายามยื้อเท้าตัวเองไว้แต่ก็ต้องยอมกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามแรงดึงของเขาอย่างเสียไม่ได้ เพราะหางตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนร่างสูงใหญ่กำลังคลานสี่ขาไล่หลังมาด้วยความเร็วแสง!
*แม่เจ้าโว้ย! นั่นมันวิ่งเร็วกว่านักกีฬาทีมชาติไทยอีกนะนั่น!*
“ถ้าไม่อยากให้วิญญาณยัย ‘รำเพย’ มันควักไส้คุณออกมาทำลาบ ก็หุบปากแล้ววิ่งเงียบๆ ครับคุณอินฟลูเอนเซอร์สายแข็ง” กวินทร์หันมาแหวใส่เสียงเขียว สีหน้าของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกตกใจเหมือนคนทั่วไปที่เจอผี แต่มันกลับฉายแววเคร่งเครียดและ… ความเจ็บปวดบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ใต้ร่มเงาของความรำคาญ
พวกเราวิ่งเลี้ยวหักศอกเข้ามาหลบอยู่ในห้องนอนโบราณห้องหนึ่ง ฝุ่นหนาเตอะคละคลุ้งจนฉันเผลอสำลักออกมาเบาๆ *แค๊กๆ* กวินทร์รีบพุ่งตัวเข้ามาปิดปากฉันด้วยฝ่ามืออุ่นจัดของเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงร่างของฉันให้แนบชิดติดกับแผ่นหลังกว้างของเขาที่แอบอยู่หลังตู้เสื้อผ้าไม้สักทองโบราณ
ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้กันจนแทบจะหลอมรวมเป็นลมหายใจเดียวกัน เสียงหัวใจของฉันเต้นระรัวราวกับกลองเพลแตกตื่น ยิ่งกว่าตอนโดนผีหลอกร้อยเท่าพันทวี เพราะตอนนี้… ระยะห่างระหว่างเรามันใกล้เกินไป ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ปะปนกับกลิ่นเหงื่อ และใกล้จนฉันรู้สึกได้ถึงแผ่นอกแข็งแกร่งที่กระเพื่อมไหวรุนแรงไม่แพ้กัน
ร่างดำทะมึนลากผ่านหน้าห้องไปอย่างเฉียดฉิว เสียงโหยหวนแหบพร่ากระซิบติดริมผนัง *“มึง… มันคนทรยศ… กวินทร์… มึงต้องชดใช้”*
ชื่อนั้น… หลุดออกมาจากปากของวิญญาณร้ายตนนั้นอย่างชัดเจน
ความเงียบงันโรยตัวปกคลุมห้องมืดทึบ มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดสาดส่องลงมาทาบทับใบหน้าด้านข้างของกวินทร์ สันจมูกโด่งเป็นคม คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันจนเป็นปม และดวงตาคู่คมที่ทอประกายความเศร้าสร้อยล้ำลึกอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
เขากำลังเจ็บปวด… และความเจ็บปวดนั้นไม่ได้มาจากแผลกาย แต่มันมาจากแผลใจที่ถูกกัดกินมาเนิ่นนาน
“ปล่อยได้แล้วมั้งคะ…” ฉันกระซิบเสียงแผ่วเบา ความกลัวเรื่องผีเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความประหม่าและอยากรู้อยากเห็นอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อกวินทร์ค่อยๆ ลดมือที่ปิดปากฉันลง แต่เขากลับไม่ได้ขยับตัวออกห่าง ร่างสูงยังคงยืนกักตัวฉันไว้ระหว่างตู้เสื้อผ้ากับอ้อมแขนแกร่งที่ยันผนังไว้ทั้งสองข้าง
กวินทร์ก้มลงมองหน้าฉัน นัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับแบกรับภูเขาไว้ทั้งราวนม “คุณอยากรู้ใช่ไหม… ว่าทำไมผีตนนั้นถึงเรียกชื่อผม”
ฉันพยักหน้ารับช้าๆ โดยไม่เอ่ยปากแซวเหมือนทุกที บรรยากาศรอบตัวมันบังคับให้ฉันต้องสวมโหมด ‘ผู้ฟังที่ดี’ มากกว่า ‘อินฟลูเอนเซอร์ปากดี’
“ยัยรำเพย… หรือคุณรำเพย เธอไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนหรอกครับ” กวินทร์เริ่มเล่า เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย “เธอเป็น… คนรักเก่าของทวดผม หรือถ้าพูดให้ถูกตามกฎแห่งกรรมและสายสัมพันธ์ในอดีตชาติ… เธอกับผม เราเคยผูกพันกันมาในฐานะคู่หมั้นคู่หมายเมื่อเกือบร้อยปีก่อน”
“ห๊ะ! คู่หมั้นในอดีตชาติ? เดี๋ยวๆๆ นี่คุณกำลังจะบอกว่าตัวเองเป็นท่านชายเจ้าชู้ในละครพีเรียดช่องมากสีงั้นเหรอ?” ฉันเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจจนลืมตัว
“ผมจริงจังอยู่นะครับพริม” กวินทร์ส่งสายตาค้อนขวับมาให้ฉันทีหนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ดิ่งลึก “ในอดีต… ผมในชาตินั้นเป็นคนที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับมารับเธอจากเรือนหลังนี้ เพื่อไปแต่งงานกันที่พระนคร แต่ปรากฏว่า… ผมผิดสัญญา”
“คุณหนีงานแต่งเหรอคะ? โอโห้! ชาตินี้ปากจัด หน้ามึนขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยทำไมชาติที่แล้วถึงโดนผีอาฆาต!” ฉันอดไม่ได้ที่จะแซะตามนิสัยเดิม
กวินทร์มุมปากกระตุกเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ออก “ผมไม่ได้หนีงานแต่งครับ… แต่ผม ‘ตาย’ ระหว่างทางที่จะกลับมาหาเธอ เรือที่ผมนั่งมาเกิดล่มกลางแม่น้ำใหญ่ในช่วงพายุเข้า ร่างของผมจมดิ่งสู่ก้นแม่น้ำโดยที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่า ผมไม่ได้ผิดสัญญาเพราะหมดรัก… แต่ผมผิดสัญญาเพราะความตายพรากเราจากกัน”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที หัวใจดวงน้อยๆ ของฉันกระตุกวูบอย่างแรง ความรู้สึกหน่วงหนาลอยเคคว้างอยู่ในอกเมื่อมองเห็นแววตาเจ็บปวดร้าวรานของผู้ชายตรงหน้า
เรื่องราวไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าสยองขวัญทั่วไป แต่มันคือโศกนาฏกรรมแห่งความรักที่ค้างคาและเต็มไปด้วยความเข้าใจผิดมานานนับศตวรรษ!
“แล้วทำไม… เธอถึงยังแค้นคุณล่ะคะ ในเมื่อคุณไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งเธอสักหน่อย” ฉันถามเสียงเบา ความกล้าหาญและความกวนประสาทหายเกลี้ยง เหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
“เพราะความแค้นฝังใจ และการที่เธอคิดว่าผมมีหญิงอื่นในพระนครตามข่าวลือที่คนใจร้ายกุขึ้นมาก่อนผมตาย… ความโกรธเกรี้ยว ความน้อยใจ และคำอธิษฐานก่อนตายของเธอ ทำให้ดวงจิตของเธอถูกพันธนาการไว้กับเรือนหลังนี้ รอคอยวันที่ผมจะกลับมา เพื่อที่เธอจะได้… ครอบครองและดึงวิญญาณผมให้ไปอยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร์”
กวินทร์ก้มหน้าลงมา จนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดปลายจมูกของฉัน ทำให้สมองฉันขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก
“และตอนนี้… เธอก็เจอผมแล้ว” เขากระซิบชิดริมฝีปากฉัน แววตาคมกริบมองลึกเข้ามาในดวงตาของฉันราวกับจะค้นหาคำตอบบางอย่าง “เธอต้องการชีวิตของผม เพื่อแลกกับการปลดปล่อย… แต่ปัญหาคือ…”
กวินทร์หยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้หัวใจฉันเต้นรัวเหมือนกลองศึก
“ถ้าผมต้องตายไปอยู่กับเธอจริงๆ คนที่จะคอยมานั่งเถียง ปากดี ใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาดแล้วร้องกรี๊ดเวลาเจอผี… จะมีใครดูแลล่ะครับ”
“อื้อหือ… นี่คุณยังจะมีอารมณ์มาหยอดมุกเสี่ยวในสถานการณ์แบบนี้อีกเหรอคะ!” ฉันหน้าแดงแจ๋ ดันอกเขาให้ออกห่างด้วยความเขินอายปนหมั่นไส้ แต่กวินทร์กลับคว้าข้อมือฉันไว้แล้วดึงเข้าไปกอดแนบอกแน่นขึ้นกว่าเดิม
“ไม่ได้หยอดครับ… พูดจริง” เขากระซิบเสียงพร่าที่ข้างหู “และผมไม่มีวันยอมตายให้ผีตนไหนลากไปเด็ดขาด… จนกว่าผมจะได้เคลียร์เรื่องของเราให้รู้เรื่องซะก่อน”
“เรื่องของเราอะไรของคุณเล่า! ปล่อยนะ!” ฉันดิ้นยุกยิกอยู่ในอ้อมแขนของเขา พยายามซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุกไว้ไม่ให้เขาเห็น
ทว่า… ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าห้องนอน! *ตึง! ตึง! ตึง!*
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าธรรมดา… แต่มันคือเสียงลากโซ่ตรวนที่ดังลั่นสะเทือนไปทั้งพื้นเรือนไม้ พร้อมกับบานประตูห้องที่ถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี!
ร่างโปร่งแสงในชุดไทยโบราณเปื้อนโคลนและคราบเลือด ใบหน้าซีดขาวดวงตาสดสีแดงก่ำจ้องมองตรงมาที่เราสองคนด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อบกับเสียงกรีดแหลมสูงที่บาดแก้วหูจนแทบแตกสลาย
*“มึง… หนีไม่พ้นหรอก… กวินทร์… สัญญานั้น… ต้องเป็นของกูคนเดียว!”*
วิญญาณร้ายพุ่งทะยานเข้ามาหาร่างเราด้วยความเร็วสูง กวินทร์ผลักฉันไปหลบข้างหลังทันที พร้อมกับควاتสายสิญจน์ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาเตรียมรับมือ แต่ทว่า… จังหวะที่เงาดำกำลังจะพุ่งชนเขานั้น มือเรียวของใครอีกคนก็เอื้อมมาจากความมืดด้านหลัง แล้วกระชากคอเสื้อฉันลอยหวือออกไปจากรัศมีอันตราย พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นที่ทำให้ฉันช็อกยิ่งกว่าเจอผี!
“ไอ้กวินทร์! ระวังข้างหลัง! แล้วมึง… ปล่อยน้องกูเดี๋ยวนี้ไอ้สถาปนิกเจ้าชู้!”
ร่างของพี่ชายแท้ๆ ของฉัน… ที่ไม่ควรจะมาโผล่อยู่ที่เรือนร้างกลางป่าลึกแห่งนี้ในเวลาตีสอง กลับยืนถือไฟฉายส่องหน้าฉันตาแป๋ว!
________________________
ขอบคุณที่ติดตามและอยู่เคียงข้างความหลอนปนฮานะคะ!
มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 27
ความแค้นข้ามภพ
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!