มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 26

ผีไทยสไตล์อินดี้

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของพริมโรสสว่างวาบขึ้นมาในความมืดทึบของห้องเก็บของ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศแทบจะไร้ความหมายไปเลย เมื่อข้อความสารภาพรักกึ่งท้าทายที่เธอไม่ได้ตั้งใจจะกดส่ง มันดันพุ่งตรงไปยังแชตส่วนตัวของกวินทร์เข้าอย่างจัง! “อุ๊ย!” พริมโรสอุทานเสียงหลง มือเรียวเล็กพยายามปัดป่ายหน้าจอเพื่อกด ‘ยกเลิกข้อความ’ ให้ทันก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้เห็น แต่ความล่ำลั่กทำให้ปลายนิ้วสั่นเทาจนกดผิดกดถูก กลายเป็นกดส่งสติกเกอร์รูปแมวทำหน้าตื่นตระหนกแถมให้อีกหนึ่งดอก เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นจากร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้กันจนแทบจะแนบชิด ในความสลัว กวินทร์กำลังมองหน้าจอโทรศัพท์ของเธอสลับกับใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหูของเจ้าตัว พ.ศ. นี้ ต่อให้เป็นสถาปนิกผู้เยือกเย็นและยึดมั่นในหลักการแค่ไหน ก็คงยากที่จะรักษามาดนิ่งเอาไว้ได้เมื่อเจอการจู่โจมแบบมึนๆ ของอินฟลูเอนเซอร์สาวสายมู “มือลั่น หรือตั้งใจลั่นคะ คุณพริมโรส” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ น้ำเสียงเจือความระอาแกมเอ็นดูนิดๆ แบบที่ได้ยินแล้วชวนให้หมั่นไส้จนอยากจะเอาแฟ้มเอกสารฟาดหน้าผากสักที “ก็… ก็มันมืดนี่คะ! ใครใช้ให้คุณมายืนหายใจรดต้นคอเล่า บรรยากาศมันกดดันจนนิ้วมันเพี้ยนไปเองต่างหาก!” พริมโรสแก้ตัวเสียงดังกลบเกลื่อนความเขินอาย ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาเตาถ่านมาจ่อใกล้ๆ เธอรีบซ่อนโทรศัพท์ไว้ข้างหลังราวกับเด็กทำความผิดแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา กวินทร์กอดอก มองท่าทางพิรุธนั้นด้วยรอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายขึ้นท่ามกลางความมืด “อ๋อ… นิ้วเพี้ยน แต่ข้อความบอกว่า ‘ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ ก็เลิกแกล้งหนูสักที’ นี่คือผลผลิตจากความเพี้ยนสินะครับ น่าสนใจดีนะ อาการนิ้วพ무ลัดฟ้าเนี่ย” “คุณกวินทร์! เลิกแซะสักทีเถอะค่ะ บรรยากาศในห้องนี้มันก็วังเวงจะแย่อยู่แล้ว ยังจะมีอารมณ์มาเล่นลิ้นอีกเหรอคะ ดูนั่นสิคะ!” พริมโรสรีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน พร้อมกับใช้นิ้วชี้ไปยังมุมมืดสุดของห้องเก็บของที่จู่ๆ เงาสะท้อนบนกระจกตู้เหล็กก็ขยับไหวได้เอง ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น! บรรยากาศรอบตัวอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างกะทันหัน กลิ่นธูปจางๆ ลอยคละคลุ้งเข้ามาในโสตประสาท ทั้งที่ห้องนี้ปิดตายมานานหลายปี กวินทร์หุบยิ้มทันที ดวงตาคมกริบหันไปมองตามปลายนิ้วของหญิงสาว สัมผัสที่หกที่เขาพยายามเมินเฉยมาตลอดชีวิตกำลังส่งเสียงเตือนดังลั่นในหัว แต่ทว่า… สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาพวกเขากลับไม่ใช่ภูตผีปีศาจหน้าตาน่ากลัวน่าเกลียดอย่างที่พริมโรสจินตนาการไว้ เงาสلัวค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างโปร่งแสงของชายวัยกลางคนในชุดสูทวินเทจยุค 90 เค้าโครงใบหน้าดูใจดี แต่สิ่งที่ทำให้คนมองถึงกับอ้าปากค้างคือ ท่าทางของวิญญาณตนนั้นกำลังยืนเท้าสะเอว ทำหน้าทะเล้นใส่พวกเขา ก่อนจะยกมือขึ้นทำท่าเคาะประตูอากาศเบาๆ พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะคิกคักชวนขนหัวลุก *“ก๊อกๆๆ มีใครอยู่ไหมเอ่ย… ตู้เย็นบ้านนี้เสียงดังจังเลยน้า เปิดเพลงร็อคให้ฟังหน่อยสิ อยากโยกหัวบ้าง วิญญาณมันเหงาเข้าใจไหมฮึบ!”* เสียงแหบพร่าลอยละลิ่วมาตามลมเย็นๆ พริมโรสที่ตั้งท่าจะกรี๊ดสุดเสียงถึงกับสะดุดกึก อ้าปากค้างกึ่งกลัวกึ่งงุนงงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า นี่มันผีหรือตลกคาเฟ่ตกยุคกันแน่เนี่ย! “เอ่อ… คุณผีคะ คือพวกเรามากู้ภัยนะคะ ไม่ใช่ร้านขายแผ่นเสียง…” พริมโรสเผลอพูดโต้ตอบออกไปตามสัญชาตญาณความกวนของตัวเอง ลืมความกลัวไปชั่วขณะ วิญญาณลุงสูทวินเทจทำหน้ามุ่ยทันที ชักสีหน้าใส่แล้วบ่นงึมงำ *“โหย สมัยนี้วัยรุ่นไม่มีศิลปะในหัวใจเลยว่ะ เจ้าของห้องคนเก่าชอบเปิดแจ๊สกล่อมฉันจะตายไป นี่อะไร เอาไอ้หนุ่มหน้านิ่งนี่มาเดินตรวจตึก หน้าตาบึ้งตึงยิ่งกว่าส้วมตันซะอีก”* กวินทร์ที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ คิ้วกระตุกเบาๆ เขาขยับตัวก้าวมาบังหน้าพริมโรសไว้โดยอัตโนมัติ แม้จะรู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมอินดี้ของวิญญาณตนนี้ แต่สัญชาตญาณการปกป้องก็ทำงานเร็วกว่าสมองเสมอ “ถ้าไม่อยากให้ผมต้องใช้คาถาไล่ผีฉบับเร่งรัด กรุณาช่วยให้เกียรติสถานที่และหยุดพ่นมุกแป้กๆ ของคุณได้แล้วครับ” กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง แววตาคมดุจ้องมองตรงไปยังวิญญาณตนนั้นอย่างไม่เกรงกลัว วิญญาณลุงหัวเราะฮ่าๆ เสียงก้องกังวานจนผนังห้องสั่นสะเทือนเบาๆ *“โอ้โห ไอ้น้องหนุ่ม ดุชะมัด! ระวังเถอะ ปากแข็งแบบนี้ ระวังจะตกหลุมรักแม่สาวสายมูคนนี้จนโหัวไม่ขึ้นนะเว้ย ฮ่าๆๆ!”* สิ้นเสียงหัวเราะ ร่างโปร่งแสงก็สลายกลายเป็นกลุ่มควันสีเทาจางๆ ลอยหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความอึดอัดที่กลับมาเยือนอีกครั้ง พริมโรสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมคราม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตกใจผีหรือเพราะระยะห่างระหว่างเธอกับกวินทร์มันใกล้กันจนเกินไปในตอนนี้ “คะ… คุณผีเมื่อกี้ สงสัยจะดูทีวีเยอะไปหน่อยนะคะ” พริมโรสพูดแก้เก้อ พยายามขยับตัวถอยหลังแต่ติดชั้นวางของ กวินทร์ยังคงยืนนิ่ง ไม่ได้ขยับหนี เขาก้มมองหญิงสาวที่เงยหน้าขึ้นมองเขาพอดี แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องกระทบใบพวงแก้มเนียนที่ขึ้นสีแดงเรื่ออย่างชัดเจน บรรยากาศรอบตัวที่ควรจะน่ากลัว กลับเต็มไปด้วยความเงียบงันที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย สายตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบาจนแทบกระซิบ “เมื่อกี้… ที่คุณบอกว่า ‘ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ’ ในแชตนั้น…” กวินทร์เว้นจังหวะนิดนึง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “หมายความว่ายังไงเหรอครับ หืม?” พริมโรสตาโต รีบส่ายหัวดิกจนผมเผ้ากระเซิง “มะ… ไม่ได้หมายถึงอะไรทั้งนั้นค่ะ! มือลั่นจริงจังเลยนะแม่ค้าน้ำสลัดเป็นพยาน!” “แต่ผมว่า…” กวินทร์ขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้ม “ใจผมตอนนี้… เริ่มจะไม่นิ่งอย่างที่ผีตนนั้นเตือนจริงๆ แล้วล่ะครับ” ยังไม่ทันที่พริมโรสจะได้อ้าปากเถียงหรือโวยวายอะไรกลับไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อดังมาจากทางเดินด้านนอกห้องเก็บของ พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาทางรอยแตกของประตู “คุณพริมโรส! คุณกวินทร์! อยู่ข้างในนี้กันหรือเปล่าครับ ทางนี้เจอทางลับแล้วนะ!” เสียงของทีมงานดังขึ้นขัดจังหวะความชวนใจเต้นรัวนั้นอย่างพอดิบพอดี แต่ทว่า… ในวินาทีที่ประตูกำลังจะถูกผลักเปิดออก กวินทร์กลับไม่ได้ถอยตัวออกห่าง เขากลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แน่น ปลายกระซิบชิดริมหูด้วยประโยคที่ทำเอาพริมโรสแทบหยุดหายใจ “เรื่องของเรา… ค่อยเคลียร์กันทีหลัง แต่ตอนนี้ เตรียมใจไว้ให้ดีนะครับ” หวังว่ารี้ดเดอร์จะชอบความป่วนปนเขินของตอนนี้เสมอนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%