“ก้มหัวลงค่ะ! บอกให้ก้มไงยายตัวแสบ!”
เสียงทุ้มต่ำตวาดลั่นพร้อมกับแรงกระชากที่บริเวณต้นแขน ทำเอาพริมโรสที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หลุดจากภวังค์แห่งความหวาดกลัว เธอเซถลาเข้าไปกระแทกกับแผงอกกว้างของกวินทร์โดยไม่ทันตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นอายความเย็นยะเยือกของค่ำคืนนี้ลอยเข้าปะทะนาสิก ทว่าในวินาทีเป็นตายนี้ เธอกลับไม่มีกะจิตกะใจจะมาเขินอายกับระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงาม
เมื่อร่างของวิญญาณหญิงชราในชุดไทยสابعพับเปื้อนคราบเลือดพุ่งทะลุกำแพงสายสิญจน์เข้ามาด้วยความเร็วสูง แรงปะทะของจิตอาฆาตทำให้สายสิญจน์สีขาวบริสุทธิ์ที่ดีดตัวตึงขาดสะบั้นลงทีละเส้นราวกับเส้นด้ายเปื่อยยุ่ย เสียงกรีดร้องแหลมสูงบาดแก้วหูระเบิดขึ้นจนพริมโรสต้องยกมือขึ้นปิดหู หลับตาปี๋ด้วยความสะพรึงกลัวสุดขีด
*ฟึบ!*
ลมเย็นเฉียบพัดผ่านปลายจมูกไปอย่างเฉียดฉิว พร้อมกับเงาดำทะมึนที่พุ่งเลยหัวพวกเขาไปกระแทกเข้ากับชั้นวางหนังสือโบราณจนเศษไม้แตกกระจาย เสียงข้าวของตกแตกดังสนั่นหวั่นไหว กวินทร์ไม่ปล่อยให้วิญญาณร้ายได้ตั้งหลัก เขารemove มือข้างหนึ่งออกจากต้นแขนของเธอ คว้าเอาด้ายสายสิญจน์ที่เหลืออยู่พันรอบมือขวาอย่างคล่องแคล่วราวกับผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์ ทั้งที่ปากบอกว่าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้แต่แรก
“คุณกวินทร์! มัน... มันจะมาอีกแล้ว!” พริมโรสละล่ำละลักบอก เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ดวงตากลมโตคลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำตา ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูผิว
“เงียบแล้วยืนนิ่งๆ ค่ะ ถ้าไม่อยากหัวหลุดออกจากบ่า” กวินทร์เอ็ดเสียงเข้ม สีหน้านิ่งสนิทแต่หน้าผากชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังร่างโปร่งแสงที่กำลังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาของวิญญาณหญิงชราแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น ปากอ้ากว้างส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ
ในจังหวะที่วิญญาณตนนั้นกำลังจะพุ่งเข้ามาซ้ำ พริมโรสที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังพลันสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ความหวาดกลัวระคนตกใจเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยชั่วขณะ เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มองมาที่พวกเขาด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นความ... เจ็บปวด และเวทนา
*‘อย่า... ไป...’*
เสียงกระซิบแหบพร่าดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ไม่ใช่เสียงกรีดร้องแหลมสูงเมื่อครู่ แต่เป็นเสียงของหญิงชราที่เหมือนจะขาดใจตาย แรงสั่นสะเทือนจากคลื่นพลังงานบางอย่างทำให้พริมโรสรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านมาจากหัวใจของวิญญาณตนนั้น มันไม่ใช่ความอยากทำร้าย แต่มันคือ ‘ความหวาดกลัว’ ที่ถูกส่งต่อมา
“คุณกวินทร์... เดี๋ยวก่อนค่ะ” พริมโรสเอ่ยขึ้นเบาๆ มือบางเอื้อมไปดึงชายเสื้อสูทของสถาปนิกหนุ่มไว้
“อะไรอีกครับ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเล่นขายของนะ” กวินทร์ขมวดคิ้วมุ่น ปัดมือเธอออกเบาๆ เพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตีระลอกใหม่
“เปล่า... ฉันไม่ได้เล่น” พริมโรสสูดหายใจเข้าลึก and ตัดสินใจก้าวเท้าออกมาจากด้านหลังแผ่นหลังกว้างของเขา แม้ขาจะสั่นพับๆ จนแทบยืนไม่อยู่ก็ตาม เธอมองตรงไปยังวิญญาณหญิงชราที่ชะงักการเคลื่อนไหวเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามาใกล้
“คุณยายคะ...” พริมโรสเปล่งเสียงเรียกออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลงอย่างประหลาด เสียงลมพายุที่ควรจะพัดกระหน่ำนอกหน้าต่างกลับเงียบเชียบ ราวกับเวลาถูกหยุดไว้
กวินทร์เบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ รีบคว้าแขนเธอรั้งกลับมาทันที “คุณบ้าไปแล้วหรือไง ไปเดินเข้าหาผีทำไม!”
“ฉันไม่ได้บ้า!” พริมโรสหันไปแหวใส่เขาเสียงดังกลบเกลื่อนความกลัว “คุณไม่เห็นเหรอคะว่าแกไม่ได้จะทำร้ายเรา แกแค่... แกแค่กลัวอะไรบางอย่างอยู่ต่างหากเล่า!”
“กลัวบ้าอะไร ผีมันจะกลัวอะไรอีกในเมื่อตัวเองตายไปแล้ว!” กวินทร์เถียงกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความหงุดหงิดตามประสาคนปากไม่ตรงกับใจ
“ก็วิญญาณเขาก็มีความรู้สึกเหมือนคนนี่คะ!” พริมโรสเถียงกลับไม่ยอมแพ้ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับวิญญาณหญิงชราอีกครั้ง เธอค่อยๆ หลับตาลงตั้งสติ ปล่อยให้ความกลัวจางหายไป แล้วเปิดใจรับสัมผัสพิเศษที่เธอมักจะปฏิเสธมาตลอดชีวิต—โลกของวิญญาณที่เธอเริ่มเข้าใจมันทีละน้อยในวินาทีนี้
ภาพเหตุการณ์อดีตวูบวาบเข้ามาในหัวของพริมโรสราวกับแผ่นฟิล์มที่ถูกเร่งความเร็ว—ภาพบ้านหลังนี้ในอดีต ภาพคราบน้ำตา เสียงร้องไห้คร่ำครวญ และความลับบางอย่างที่ถูกฝังกลบไว้ใต้พื้นเรือนไม้เก่าแก่แห่งนี้
วิญญาณหญิงชราทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ร่างโปร่งแสงสั่นเทิ้ม ยกมือขึ้นกุมศีรษะราวกับกำลังทรมานจากความทรงจำอันเลวร้าย พริมโรสเม้มริมฝีปากแน่น ตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้ร่างนั้นช้าๆ ท่ามกลางสายตาท้วงติงแกมดุของกวินทร์ที่เอื้อมมือมาคว้าเธอไว้ไม่ยอมปล่อย
“คุณยายคะ... ไม่เป็นไรแล้วนะคะ” พริมโรสย่อตัวลงนั่งช้าๆ แม้จะอยู่ห่างจากวิญญาณเพียงไม่กี่คืบ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของกวินทร์ที่ยังคงจับแขนเธอไว้แน่นช่วยดึงสติและให้ความอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
วิญญาณหญิงชราค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยแดงก่ำมองมาที่พริมโรสด้วยแววตาที่อ่อนลง ก่อนริมฝีปากซีดเซียวจะขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำสุดท้ายก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศ
*‘ระวัง... มัน... กำลังตามหา...’*
ทันทีที่ร่างนั้นสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาว ประตูไม้บานใหญ่หน้าห้องก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงลมมหาศาล พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก—เสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากมนุษย์!
กวินทร์ดึงพริมโรสเข้ามาชิดอกแกร่งในคราวเดียว มือหนายกขึ้นปิดตาเธอไว้แน่นขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า ทว่าในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่เต้นระรัวเป็นจังหวะเดียวกัน เสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของพริมโรสก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ...
*Line Notification:*
**[คุณกวินทร์]:** *'ถ้าคืนนี้รอดไปได้... เลิกเป็นอินฟลูบ้าบิ่นแล้วมาเป็นแฟนผมแทนดีไหมครับ'*
*(ข้อความนี้ถูกส่งเมื่อ 1 นาทีที่แล้ว)*
พริมโรสเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ลืมเรื่องผีสางไปชั่วขณะเมื่อเงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลากลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด—เขายังไม่ได้กดยกเลิกข้อความนั้น!
ขอบพระคุณสำหรับการติดตามอ่านนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 23
ความเชื่อที่ต้องพิสูจน์
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!