"ถ้าคุณยังก้าวถอยหลังอีกแค่ก้าวเดียว ฉันจะถือว่าเราสองคนไม่ได้เป็นแค่นี้แล้วนะคะคุณกวินทร์!"
น้ำเสียงของพริมโรสสั่นเครือจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมหวีดหิวที่พัดกระโชกผ่านซากตึกเก่าของโรงพยาบาลร้างแห่งนี้ รอบตัวพวกเรามีเพียงความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นของกาลเวลาที่ชวนให้ขนหัวลุก แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเงาดำที่กำลังคลานอยู่ตรงปลายทางเดินยาวเหยียดนั้น กลับเป็นระยะห่างระหว่างเราสองคนที่ถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ จนแทบจะแนบชิด
กวินทร์หยุดชะงักฝีเท้า สถาปนิกหนุ่มผู้มีใบหน้านิ่งสนิทเป็นอาณัติรักหันกลับมามองด้วยแววตาที่ฉายแววระอาปนความกังวลอย่างปิดไม่มิด มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมมากระชากแขนเรียวของฉันให้เข้าไปยืนหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของเขาตามสัญชาตญาณ แม้ปากจะชอบบ่นว่าฉันเป็นตัวภาระที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว แต่ไออุ่นจากฝ่ามือที่กุมข้อมือฉันไว้อย่างแน่นหนานั้นกลับสั่นระริกเล็กน้อยจนคนขี้กลัวอย่างฉันสังเกตเห็นได้
"พูดมากน่าพริม... เดินเงียบๆ แล้วเกาะชายเสื้อผมไว้ดีกว่า ถ้าไม่อยากให้ผีมันลากตัวไปเป็นเพื่อนแก้เหงา" กวินทร์เอ็ดเบาๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดตามเคย แต่ในสถานการณ์ที่วิญญาณ อาฆาตกำลังเดินเรียงหน้าเข้ามาใกล้ทุกที คำพูดขู่ฟอดพวกนั้นกลับฟังดูเหมือนเพลงกล่อมเด็กที่อบอุ่นที่สุดในโลกสำหรับฉัน
หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของฉันสั่นรัวเพราะข้อความจากแอปพลิเคชันแชตที่เด้งขึ้นมาไม่หยุดหย่อนจากกลุ่มเพื่อนสนิทที่คอยลุ้นระทึกอยู่ข้างนอก แต่ฉันไม่มีอารมณ์แม้แต่จะกดอ่าน นิ้วเรียวสั่นเทาเปลี่ยนเป็นการกำชายเสื้อเชิ้ตสีเข้มของกวินทร์ไว้แน่นราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยมือแล้วเขาจะหายวับไปกับตา
ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนบังลมหนาวและสิ่งชั่วร้ายให้อย่างกล้าๆ กลัวๆ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวแรงยิ่งกว่าตอนเห็นผีเปรตโผล่มาหน้าห้องเสียอีก มันไม่ใช่ความกลัวจากภูตผีปีศาจ... แต่มันคือความหวั่นไหวแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนสติหลุด
บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกขึ้นอย่างฉับพลัน เสียงลากเท้าครูดกับพื้นปูนดัง "ครืด... ครืด..." ใกล้เข้ามาทุกที เงาดำทะมึนรูปร่างบิดเบี้ยวทาบทับลงมาบนผนังสีลอกร่น กวินทร์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ มืออีกข้างควักเอาวัตถุมงคลขึ้นมาถือไว้มั่น ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันเพื่อข่มขวัญสิ่งที่มองไม่เห็น พริมโรสซบหน้าลงกับแผ่นหลังของเขาโดยไม่รู้ตัว น้ำตาคลอเบ้าด้วยความกลัวจับจิต แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดก็ไหลซ่านเข้ามาในอก
"คุณกวินทร์..." ฉันกระซิบเสียงเครือ เรียชื่อเขาเบาหวิว
"หื้ม?" เขาส่งเสียงรับในลำคอโดยไม่หันกลับมามอง แต่กล้ามเนื้อแผ่นหลังที่เกร็งตึงผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อรับรู้ว่าฉันยังเกาะติดอยู่ไม่ห่าง
"ถ้า... ถ้าเราออกไปจากที่นี่ไม่ได้จริงๆ..." เสียงของฉันขาดหายไปในลำคอ กลืนก้อนสะอื้นลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง "คุณจะรำคาญฉันไปตลอดชาติเลยไหมคะ"
กวินทร์ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างเหนื่อยหน่าย ทว่าในความมืดมิดนั้น ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มบางเบาอย่างไม่มีใครทันสังเกต เขากุมมือฉันที่กำชายเสื้อเขาอยู่ให้แน่นขึ้นอีกนิด บีบเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยนในแบบฉบับของคนปากแข็ง
"ถ้าผมรำคาญ คุณคงโดนผมถีบตกตึกตั้งแต่อยู่ชั้นสามแล้วล่ะพริม... เลิกพูดจาไร้สาระแล้วตั้งใจฟังให้ดี" กวินทร์หันกลับมาสบตาในระยะประชิด แววตาคมคลาคล่ำไปด้วยความจริงจังที่หาได้ยากยิ่ง "สัญญาตรงนี้เลยนะ... ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามปล่อยมือจากผมเด็ดขาด จนกว่าเราจะเดินออกไปเจอแสงสว่างข้างนอกนั้นด้วยกัน"
คำพูดห้วนๆ แต่หนักแน่นราวกับคำประกาศิต ทำให้ขอบตาของอินฟลูเอนเซอร์สาวจอมท้าพิสูจน์ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ฉันพยักหน้ารัวๆ จนผมเผ้ากระเซิง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือของเขาที่กุมไว้
"ค่ะ! สัญญา... สัญญาค่ะว่าจะไม่ปล่อยมือคุณเด็ดขาด!" ฉันละล่ำละลักตอบรับเสียงสั่น
ทันใดนั้นเอง แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของกวินทร์ก็เกิดกระพริบติดๆ ดับๆ พร้อมกับเสียงกรีดแหลมสูงบาดแก้วหูที่ดังทะลุโสตประสาท เงาดำมหึมาพุ่งตรงเข้ามาหาเราด้วยความเร็วสูง กวินทร์ไม่รอช้า เขาคว้าเอวบางของฉันให้เข้ามาแนบชิดแล้วพุ่งตัวหลบไปอีกมุมหนึ่งของห้องโถงอย่างฉับพลัน แรงปะทะทำให้เราทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นฝุ่นตลบ โดยที่กวินทร์ใช้ร่างหนาของตัวเองเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกให้ฉันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ
ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ใกล้กันแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับกลิ่นอายความน่ากลัวรอบตัวทำให้สมองของฉันตื้อตันไปหมด ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อตระหนักว่าใบหน้าของเราอยู่ห่างกันไม่ถึงเซนติเมตร หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เสียงกรีดร้องของภูตผีภายนอกห้องเงียบหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยเสียงลมหายใจหอบถี่ของคนทั้งคู่ในความมืด
กวินทร์ก้มมองคนใต้ร่างที่นอนตาค้างด้วยความตื่นตะลึง มือข้างหนึ่งของเขายังคงโอบเอวฉันไว้แน่นเพื่อป้องกันอันตราย
"ไหนบอกว่าใจกล้าไงครับคุณพริมโรส... ทำไมตอนนี้ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำแบบนี้ล่ะ" เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูมาพร้อมกับลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอ ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ไม่ใช่เพราะผี... แต่เพราะความใกล้ชิดที่เกินต้านทานต่างหาก
ฉันเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเขินอายจนหน้าแดงก่ำ แม้ในความมืดก็ยังรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวบนพวงแก้ม "ก็... ก็ใครจะไปรู้ว่าผีที่นี่มันเล่นทีเผลอนี่คะ! แล้ว... แล้วก็เลิกแกล้งกันสักทีได้ไหมเล่า!"
กวินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทุ้มนุ่มและอบอุ่นที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงชวนสติหลุด เขายังมีอารมณ์มาหยอกล้อกันได้หน้าตาเฉยเสียจริง
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ฉันกำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย นิ้วมือเรียวยาวของกวินทร์ก็ยกขึ้นมาแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากของฉัน เพื่อส่งสัญญาณให้เงียบเสียงลง
ดวงตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มไม่ได้มองมาที่ใบหน้าของฉันอีกต่อไปแล้ว... แต่เขากลับจ้องมองเลยผ่านไหล่ของฉันไปยังความมืดสนิทที่มุมห้องด้านหลัง
ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านขึ้นมาถึงสันหลังอีกครั้ง เมื่อเสียงกระซิบแหบแห้งต่ำเตี้ยเรี่ยดินดังขึ้นข้างหูของฉันเอง...
*"สัญญา... แล้วห้ามคืนคำนะ..."*
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางขนหัวลุกและฟินไปด้วยกันเสมอนะคะ
มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 13
สัญญาใจแบบไม่ตั้งตัว
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!