มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 5

กฎเหล็กของคนเห็นผี

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
"ถ้าคุณยังกรี๊ดแตกแบบนี้อีกรอบ ฉันจะเอาเทปพันสายไฟมาแปะปากคุณไว้จริงๆ ด้วยนะพริมโรส" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดระคนเหนื่อยหน่ายดังขึ้นท่ามกลางความมืดสนิทของห้องทำงานสถาปนิก กวินทร์ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองร่างบางที่กำลังขดตัวกลมอยู่ใต้โต๊ะทำงานของเขา สภาพของอินฟluencer สาวผู้โด่งดังเรื่องการท้าพิสูจน์สิ่งลี้ลับตอนนี้ดูไม่จืดเลยสักนิด สองมือเล็กๆ ยกขึ้นปิดหูแน่น ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ แถมยังมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าอยู่ริมขนตางอนงามที่เปื้อนมาสคาร่าจนเลอะเป็นแพนด้า "ก็... ก็มันช่วยไม่ได้นี่คะคุณกวินทร์!" พริมโรสโผล่หน้าออกมาจากใต้โต๊ะด้วยความคับแค้นใจ น้ำเสียงสั่นเครือแต่ก็ยังไม่วายเถียงกลับทันควัน "ใครจะไปทำใจนิ่งได้เหมือนคุณล่ะคะ! นั่นมัน... มันผู้หญิงใส่ชุดไทยสไบเฉียงยืนลอยเคว้งอยู่ตรงหน้าต่างห้องประชุมนะยะ! ไม่ได้ยืนบนพื้นด้วยซ้ำ ขาเขอหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ตาเหลือกจนเห็นแต่ตาขาว ตั้งแต่เกิดมาฉันเพิ่งเคยเห็นคนลูกตาตกลงมาอยู่ตรงแก้มจริงๆ ก็วันนี้แหละ!" กวินทร์ถอนหายใจยาวเหยียด เขาขยับแว่นตาเล็กน้อยก่อนจะย่อตัวลงนั่งยองๆ ให้ระดับสายตาเสมอกับหญิงสาวที่ยังคงขยับถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับขาโต๊ะ "นั่นแหละคือปัญหาของคุณ" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มั่นคง "ที่คุณเห็นน่ะ เพราะคุณจ้องไปที่เขาเต็มตา ตั้งใจดูรายละเอียดเกินความจำเป็น ผีพวกนี้เขาชอบคนขี้สงสัยและขี้ตกใจ ยิ่งคุณกรี๊ด ยิ่งคุณวิ่งหนี พลังงานความกลัวของคุณมันก็เหมือนกับน้ำหอมฟีโรโมนชั้นดีที่ดึงดูดให้เขาอยากเข้ามาใกล้มากขึ้น... เข้าใจไหมครับ... เอ๊ย... เข้าใจไหมคะ" พริมโรสชะงักไปนิดเมื่อเห็นอีกฝ่ายเกือบเผลอหลุดคำผู้ชายออกมา แต่ความกลัวที่มีอยู่เต็มอกก็ทำให้เธอละความสนใจเรื่องสรรพนามไปชั่วขณะ เธอกะพริบตาปริบๆ น้ำตาหยดแหมะลงมาบนหลังมือ "แล้ว... แล้วฉันต้องทำยังไงล่ะคะ? ให้ฉันนั่งสมาธิแผ่เมตตาตอนนี้เลยไหม หรือต้องท่องคาถาชินบัญชรกลับหลังหัน?" "ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ 'ทำเป็นมองไม่เห็น'" กวินทร์ยื่นมือไปดึงข้อศอกเรียวให้ลุกขึ้นยืนตาม "กฎเหล็กข้อแรกของคนเห็นผีคือ 'อย่าสบตา อย่าทัก และอย่าให้เขารู้ว่าเรารู้สึกตัว' ทำตัวให้เหมือนธาตุอากาศ ทำเหมือนเขาเป็นแค่ฝุ่นละอองที่ปลิวผ่านหน้า เข้าใจไหม?" พริมโรสพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวเปลือก เธอยอมปล่อยให้ร่างสูงดึงให้ลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย แม้ว่ามือหนาของเขาที่กุมข้อศอกเธออยู่จะให้ความอบอุ่นที่ชวนให้ใจสั่นแปลกๆ จนเธอต้องแอบสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ "โอเค งั้นเราจะเดินออกไปพร้อมกัน เดินตามหลังผม ห้ามมองซ้าย ห้ามมองขวา และที่สำคัญที่สุด... ห้ามกรี๊ดเด็ดขาด ถ้าคุณกรี๊ดอีกรอบ ผมจะจูบปิดปากคุณจริงๆ ด้วย" คำขู่หน้าตายแต่จริงจังทำเอาพริมโรสเบิกตากว้าง แก้มเนียนสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อทันทีโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะความกลัวผีหรือเพราะความเขินคำพูดคนตรงหน้ากันแน่ "คนบ้า! ฉวยโอกาสตลอด!" เธอบ่นอุบอิบแต่ก็ยอมเอื้อมมือไปควชายเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มของสถาปนิกหนุ่มมาขยำไว้แน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย กวินทร์มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะยิ้มแต่ก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามเดิม เขาหันหลังกลับแล้วก้าวเดินนำออกจากห้องทำงานมุ่งตรงไปยังทางเดินยาวที่เชื่อมต่อไปยังลิฟต์ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของทั้งคู่ที่สะท้อนก้องไปตามทางเดินปูนเปลือยของตึกสำนักงานแห่งนี้ พริมโรสหลับตาปี๋ ก้าวเดินตามแผ่นหลังกว้างของกวินทร์ไปติดๆ เธอพยายามท่องคาถาในใจตามที่เขาบอก *ไม่เห็นๆๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น แกเป็นแค่ลม เป็นแค่ฝุ่น เป็นแค่ความดันโลหิตต่ำของฉันเอง...* แต่ทว่า... ในจังหวะที่เดินผ่านหน้าห้องประชุมกระจกใส พริมโรสก็ดันเผลอทำตามสัญชาตญาณความเสือกของมนุษย์ เธอลืมตาขึ้นแล้วเหลือบสายตาไปมองทางกระจกแวบหนึ่งตามความเคยชินของอินฟลูเอนเซอร์สายล่าท้าผี พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! ร่างระหงในชุดไทยสไบสีเลือดหมูเมื่อครู่ไม่ได้ยืนลอยอยู่ตรงหน้าต่างแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าหล่อนมายืนซ้อนทับอยู่ข้างๆ กวินทร์พอดีเป๊ะ! ใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษสา ดวงตาสดสีแดงก่ำไม่มีตาดำจ้องมองมาที่พริมโรสระยะประชิด ชนิดที่ว่าจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ แถมยังฉีกยิ้มกว้างจนฉีกถึงใบหู เผยให้เห็นฟันซี่แหลมคมเปื้อนคราบเลือด "กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!" เสียงกรีดร้องระดับแปดหลอดดังสนั่นลั่นตึก พริมโรสสติหลุดกระเจิง เธอสะบัดมือออกจากชายเสื้อกวินทร์แล้วกระโดดโหยงเข้าคว้าคอเสื้อของสถาปนิกหนุ่มหมับ หลับตาปี๋ซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขาแน่นด้วยความกลัวสุดขีด ร่างบางสั่นเทิ้มราวกับลูกนกตกในพายุฝน กวินทร์ที่กำลังเดินอยู่ถึงกับเซถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตกใจ เขาไม่ได้ตั้งตัวกับแรงปะทะระดับสิบล้อชน ร่างสูงยืนแข็งทื่อไปชั่วขณะเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กที่ลอยมาจากกลุ่มผมของคนตัวเล็กที่ซุกอยู่ตรงอก "พริมโรส! ผมบอกว่ายังไง ห้ามกรี๊ด!" กวินทร์ดุเสียงเข้ม พยายามจะดันไหล่บางออก แต่ทว่ามือเล็กๆ กลับกอดเอวเขาไว้แน่นยิ่งกว่าปลิงดูดเลือด "ฮืออออออออออออออออ! คุณกวินทร์ขาช่วยด้วยยยยยยย! ยัยป้าชุดไทยนั่นมายืนหายใจรดต้นคอฉันแล้วค่ะ! ฮือออออ หน้าเขาเขียวมากเลย ฮือออออออออออออออ!" กวินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความระอาปนเอ็นดู เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังเงาร่างโปร่งแสงที่ยืนแยกเขี้ยวอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับกัน เขากลับส่งสายตาดุๆ ไปให้ผีสาวตนนั้นราวกับผู้ใหญ่กำลังมองเด็กดื้อ และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น... เมื่อเจอสายตาพิฆาตของสถาปนิกหนุ่มเข้าไป ผีสาวในชุดไทยถึงกับชะงัก หุบยิ้มทันที แล้วค่อยๆ ถอยหลังจมหายไปกับกำแพงปูนอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าตัวเองจะโดนสถาปนิกหนุ่มจับส่งไปรีโนเวทใหม่ เมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา กวินทร์ก้มลงมองคนในอ้อมแขนที่ยังคงตัวสั่นไม่หยุด มือหนาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆ ยกขึ้นโอบรอบไหล่บางของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสอบอุ่นที่ส่งผ่านเนื้อผ้าทำให้พริมโรสค่อยๆ คลายความกลัวลงทีละน้อย "ไปแล้วครับ... ผีเขาไปแล้ว ลืมตาได้แล้วคนขี้1โวยวาย" เสียงทุ้มกระซิบอยู่เหนือศีรษะ นุ่มนวลและอ่อนโยนจนพริมโรสใจกระตุกวูบ พริมโรสค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เธอดันตัวเองออกจากอกกว้าง ใบหน้าเนียนแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูเมื่อรู้ตัวว่าเมื่อครู่เธอทำอะไรลงไปบ้าง สองมือเล็กๆ รีบปล่อยจากการกอดเอวสอบของเขาอย่างเก้ๆ กังๆ "เอ่อ... คือ... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะกอดคุณนะคะ! มัน... มันเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของกล้ามเนื้อค่ะ! สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ไงคะคุณ!" พริมโรสรีบแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก หลบสายตาคมที่กำลังมองมาด้วยรอยยิ้มเจ้าเลื้อ. "อ๋อ... สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเหรอครับ?" กวินทร์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง น้ำเสียงเจือความขบขันอย่างชัดเจน "แล้วสัญชาตญาณไหนล่ะที่ทำให้คุณเอาหน้ามาซุกอกผมซะแน่นแถมยังจับซะเต็มไม้เต็มมือขนาดนั้น?" "คุณกวินทร์!" พริมโรสแหวใส่เสียงดัง ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาเตารีดมาแนบ "คนบ้า คนฉวยโอกาส คน... อุ๊บ!" ยังไม่ทันที่พริมโรสจะได้ต่อว่าต่อขานอะไร จู่ๆ ไฟฉุกเฉินสีแดงเพลิงทั่วทั้งชั้นก็ดับวูบลงพร้อมกัน ทิ้งให้พื้นที่รอบตัวตกอยู่ในความมืดสนิทสนิทอีกครั้ง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบแหบพร่าเย็นเยียบก็ดังขึ้นติดริมหูซ้ายของพริมโรส *"มึง... กอดเขาแน่นจังนะ... ผัวมึงเหรอ?"* ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญและอมยิ้มไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%