มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 10

มุกตลกโบ๊ะบ๊ะในห้องเก็บศพ

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
กลิ่นอาลัมบิกและสารฟอร์มาลีนจางๆ ลอยอวลปะปนกับกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดิน อาคารเก่าแก่ทรุดโทรมหลังโรงพยาบาลร้างแห่งนี้ไม่ควรมีใครหลงเข้ามาเหยียบย่างในยามวิกาล ยิ่งไม่ใช่ในสถานการณ์ที่ความมืดมิดรอบตัวราวกับถูกควักลูกตาออกแล้วยัดด้วยสำลีสีดำสนิท "คุณ... คุณกวินทร์คะ ปล่อยมือก่อนเถอะค่ะ คือว่า... หน้าอกฉันจะติดกระดุมเสื้อคุณอยู่แล้วนะคะเนี่ย!" เสียงกระซิบสั่นเครือที่พยายามดัดให้ฟังดูแข็งกร้าวลอดไรฟันของพริมโรสออกมา ร่างบางถูกดึงเข้าหาแผ่นอกกว้างอย่างกะทันหันจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศหายใจ ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบเกร็งค้างอยู่กลางอากาศ ขณะที่มือหนาข้างหนึ่งของสถาปนิกหนุ่มยังคงทาบปิดใบหูข้างขวาของเธอไว้แน่น เพื่อบล็อกเสียงโหยหวนประหลาดที่ดังมาจากโถงทางเดินมืดทึบเมื่อครู่ กวินทร์ไม่ตอบ เขาเพียงแต่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อบังร่างเธอกับเสาปูนเปลือยที่กะเทาะจนเห็นเหล็กสนิมเขรอะ ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่เหนือกลุ่มผมสลวยของหญิงสาว ขณะที่ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาพยายามกวาดมองฝ่าความมืดไปยังเงาตะคุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่หลังกระจกฝ้าของห้องเก็บศพเก่า *กรอบแกรบ... แอ๊ด...* เสียงโลหะเสียดสีกันเบาๆ ราวกับลิ้นชักเหล็กใส่ศพถูกดึงเปิดออกทีละนิด บรรยากาศรอบตัวหนทึบจนแทบจะใช้มือคว้ามาปั้นเป็นก้อนได้ พริมโรสหลับตาปี๋ มือเล็กๆ กำเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขาแน่นจนยับยู่ยี่ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพลแตก เธออยากจะกรี๊ดแต่ลำคอตีบตันจนเปล่งเสียงไม่ออก ได้แต่ท่องคาถาบทสวดสารพัดที่จำได้สลับกับชื่อพระพุทธรูปทุกวัดในกรุงเทพฯ ในใจ "เลิกสั่นเป็นลูกนกตกน้ำสักทีได้ไหมครับคุณอินฟลูเอนเซอร์สายแข็ง" เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหู น้ำเสียงเรียบสนิทจนน่าหมั่นไส้ทั้งที่สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขอดขนาดนี้ พริมโรสลืมตาขึ้นข้างหนึ่งอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะพบว่าใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบ แววตาดุดันเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเหลือเพียงความระAอาใจปนเอ็นดูจางๆ "ใคร... ใครสั่นกันคะ! ฉันแค่... หนาวต่างหากค่ะ!" เถียงเสียงสั่นระรัวสวนทางกับคำแก้ตัวสิ้นคิดลิบลับ "แล้วนี่เราต้องมาแอบอยู่ในห้องซากศพเนี่ยนะ บรรยากาศโรแมนติกมากมั้งคะคุณสถาปนิก! ถ้าผีแถวนี้มันมีรสนิยมชอบดูคนสวีทกันบนกองฟอร์มาลีน ฉันคงต้องคิดค่าตั๋วเข้าชมแล้วนะคะ!" กวินทร์มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มหายากที่มักจะปรากฏขึ้นเฉพาะเวลาที่เขาจนปัญญาจะเถียงกับความปากเก่งของเธอ มือหนาที่เคยปิดหูเธอเปลี่ยนมาเป็นเลื่อนลงมาจับข้อมือบางที่กำเสื้อเขาออกเบื้องล่างอย่างนุ่มนวล แต่ปากก็ยังไม่วายพ่นคำคมกวนประสาท "ถ้าคุณยังปากดีไม่เลิก ผมจะปล่อยให้คุณไปยืนเต้นระบำหน้าห้องนั้นเดี่ยวๆ ดูซิว่าผีมันจะสนใจสถาปนิกหน้าตาดีอย่างผม หรืออินฟลูเอนเซอร์ปากเก่งที่ใส่เสื้อสีสะท้อนแสงจนผีคิดว่าเป็นไฟจราจรกันแน่" "นี่คุณกวินทร์!" พริมโรสอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตถลึงใส่เขาอย่างเคืองๆ ลืมความกลัวผีไปชั่วขณะ "เสื้อฉันออกจะชิค! สีพาสเทลนีออนกำลังอินเทรนด์นะคะ! ดีกว่าชุดสูทสีเทาหม่นๆ ของคุณที่ใส่แล้วเหมือนเดินออกมาจากงานศพตัวเองตั้งแต่ยังไม่ตายอีกค่ะ!" บทสนทนาโต้ตอบแบบฝอยทองเข้า "ชูส์..." กวินทร์ยยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเองเพื่อส่งสัญญาณเตือน สายตาคมกวาดกลับไปมองที่ห้องกระจกฝ้าเบื้องหน้าอีกครั้ง ความเงียบงันกลับมาโรยตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่ากลัวเหมือนก่อนหน้า มันแปลกประหลาด ตรงที่หัวใจของพริมโรสไม่ได้เต้นรัวเพราะความหวาดกลัวจากวิญญาณเร่ร่อนอีกต่อไปแล้ว แต่มันเต้นผิดจังหวะเพราะปลายนิ้วอุ่นที่ยังคงกุมข้อมือเธอไว้ และกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกลิ่นฝุ่นเก่าๆ ที่โชยมาจากตัวเขา มันให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด... ท่ามกลางซากศพและกลิ่นยาฆ่าเชื้อเนี่ยนะ? *บ้าไปแล้วยัยพริม!* เธอแอบด่าตัวเองในใจ *ปึง!* เสียงปิดลิ้นชักเหล็กดังสนั่นหวั่นไหวตามมาด้วยเสียงลากฝ่าเท้าหนักหน่วงบนพื้นปูน—*ลาก... ลาก... ลาก...* เสียงนั้นเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที ผ่านกำแพงกั้นบางๆ มุ่งตรงมายังมุมเสาที่พวกเขายืนหลบอยู่ พริมโรสสะดุ้งสุดตัว เผลอคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนแกร่งของกวินทร์โดยอัตโนมัติ ซุกใบหน้าลงกับอกเขาแน่นราวกับลูกนกหลงทาง กวินทร์นิ่งค้างไปชั่ววินาที ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางความมืด มืออีกข้างที่ว่างอยู่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทสัมผัสกับวัตถุเย็นเฉียบ—ยันต์กระดาษสีแดงชาดที่พระอาจารย์วัดดังมอบให้ก่อนเดินทางมาที่นี่ถูกกำจนยับยู่ยี่ แต่เขายังไม่หยิบมันออกมา เพราะสายตากลับก้มลงมองกลุ่มผมสีน้ำตาลคาราเมลที่ซุกอยู่ตรงอกเสื้อของตนเอง รอยยิ้มบางเบาที่ไม่เคยเผยให้ใครเห็นระบายขึ้นบนมุมปากอย่างไม่รู้ตัว "กลัวขนาดนี้เชียว?" เสียงกระซิบอ่อนโยนลงอย่างผิดหูผิดฝา "ไม่ได้กลัวค่ะ..." เสียงอู้อี้ตอบกลับมาทันควันทั้งที่ตัวสั่นเทาน้อยๆ "แค่... ไว้เชิงอินฟลูเอนเซอร์สายมูเฉยๆ หรอกค่ะ... ถ้าวันนี้รอดไปได้ ฉันจะไปทำบุญล้างซวยให้คุณสิบวัดเลยคอยดูสิ!" "เปลี่ยนเป็นเลี้ยงชาบูผมสิบมื้อจะดีกว่าไหมครับ ผมใกล้จะลงพุงเพราะความเครียดที่คุณหาเรื่องใส่ตัวอยู่แล้วนะ" "ย่ะ! พ่อสถาปนิกหุ่นนายโมเดล!" พริมโรสเงยหน้าขึ้นมาทำค้อนใส่ ทว่าจังหวะนั้นเอง... เงาสมส่วนในชุดกราวน์สีขาวเปื้อนคราบเลือดเก่ากรังก็ปรากฏขึ้นตรงหัวมุมเสา ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสองเมตร! ดวงตากลวงโบ๋ไร้แววตาคู่¬นั้นจ้องเขม็งมาที่ทั้งคู่ รอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหูเผยให้เห็นฟันซี่เหลืองน่ากลัว อ้าปากเตรียมจะส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ทำเอาแก้วหูแทบแตก พริมโรสหลับตาปี๋เตรียมรับชะตากรรม แต่กวินทร์กลับไม่รอช้า ร่างสูงก้าวออกมาบังหน้าเธอไว้พร้อมกับตวัดมือขว้างวัตถุบางอย่างออกไปข้างหน้าอย่างแม่นยำ พร้อมกับตะโกนสวนออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดังลั่นแข่งกับเสียงผี "เฮ้ย! ถ้าไม่อยากหัวล้านก่อนวัยอันควรก็ถอยไป! กูเป็นสถาปนิกนะเว้ย! งานออกแบบโครงสร้างตึกนี้กูเป็นคนเซ็นอนุมัติ ถ้าผีอย่างมึงยังมาวุ่นวาย เดี๋ยวพ่อสั่งทุบตึกทิ้งแล้วเอาชื่อมึงไปใส่ไว้ในบัญชีผู้รับเหมาเบี้ยวหนี้ซะนี่!" พริมโรสที่หลับตาอยู่ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองพรวด—*มุกอะไรวะเนี่ย?! เอาผีมาขู่ด้วยผู้รับเหมาเบี้ยวหนี้เนี่ยนะ?!* ทว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้เธอต้องอ้าปากค้างยิ่งกว่าเดิม เมื่อเงาสีขาวที่กำลังจะพุ่งเข้ามา กลับชะתาฝีเท้ากึก ดวงตากลวงโบ๋กะพริบปริบๆ ราวกับประมวลผลคำว่า "ผู้รับเหมาเบี้ยวหนี้" ไม่ทัน ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ จางหายไปกับอากาศธาตุอย่างไร้ร่องรอย ท่ามกลางความเงียบสงัดที่กลับคืนมาอีกครั้ง กวินทร์ยืนนิ่งถือแปลนบ้านที่ขยำแล้วค้างไว้ ท่าทางมาดนิ่งแต่แววตาฉายแววโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด เขาก้มลงมองหญิงสาวที่อ้าปากค้างตาโตเป็นไข่ห่านอยู่ข้างหลัง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความกวนประสาทตามสไตล์ "เห็นไหมครับ... บอกแล้วว่ามูเตลูไม่ช่วยอะไร ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ... และถ้าผู้รับเหมามันน่ากลัวกว่าผี" พริมโรสมองหน้ากวินทร์สลับกับจุดที่ผีเพิ่งหายไป สมองประมวลผลไม่ทันระหว่างความหลอนกับความกวนเบื้องล่างของพ่อหนุ่มมาดนิ่งคนนี้ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเม้มแน่นแล้วฟาดมือลงบนแขนเขาเต็มแรงหนึ่งที "ไอ้คุณกวินทร์บ้า! เล่นมุกอะไรเนี่ย! ผีเขาก็มีศักดิ์ศรีนะเว้ยเฮ้ย!" กวินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่อบอุ่นและมีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมา ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงในห้องเก็บศพร้างแห่งนี้ มือหนายื่นออกไปคว้ามือบางของเธอไว้โดยธรรมชาติ รั้งให้เดินตามออกมาจากมุมอับชื้นนั้นช้าๆ โดยที่ไม่มีใครยอมปล่อยมือจากกันอีกเลย แต่ทว่า... ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังก้าวพ้นประตูห้องใต้ดินออกสู่แสงไฟสลัวของโถงทางเดินหลัก เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของพริมโรสดังขึ้น—*ติ๊ง!* เธอหยิบมันขึ้นมาเปิดดูด้วยความงงงวย หน้าจอแสดงข้อความแชตจากบัญชีส่วนตัวของกวินทร์ที่ส่งเข้ามาสดๆ ร้อนๆ ทั้งที่เขายืนอยู่ข้างๆ เธอนี่เอง *[กวินทร์]: พริม... คือว่า... ถ้าออกจากที่นี่ไปได้... เป็นแฟนกับผมนะ...* พริมโรสเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้ใบหน้าคมสันขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีเข้มหลบวูบไปทางอื่นทันทีด้วยความเขินอาย มือหนารีบคว้าโทรศัพท์จากมือเธอไปหมายจะกดยกเลิกข้อความ แต่นิ้วซุ่มซ่ามของเขากลับดันไปโดนปุ่มผิด... *ติ๊ง! ระบบได้ส่งสติกเกอร์รูปหัวใจดวงโตพ่วงท้ายข้อความสารภาพรักออกไปสู่สาธารณะเรียบร้อยแล้ว* กวินทร์ค้างเติ่ง พริมโรสอึ้งกิมกี้... และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ไฟฉุกเฉินสีแดงฉานทั่วตึกก็ติดพรึบขึ้นพร้อมกับเสียงไซเรนเตือนภัยปริศนาดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตึกร้าง! --- *ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาสัมผัสความหลอนแบบเขินๆ ด้วยกันนะคะ รี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกคน* 🤍✨ — **เสียงกระซิบยามดึก**
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%