มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 11

เพื่อนร่วมทางที่แสนวุ่นวาย

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
เสียงเคาะแป้นพิมพ์สมาร์ตโฟนรัวเร็วจนแทบจะกลายเป็นเสียงระเบิดย่อมๆ ดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์รถกระบะยกสูงที่สั่นกระือไปทั้งคัน พริมโรสกำลังใช้นิ้วเรียวเล็กไถหน้าจอฟีดคอมเมนต์ของแฟนคลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะผูกกันเป็นโบว์ ขณะที่เบาะข้างคนขับคือสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งอย่างกวินทร์ ผู้กำลังทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์จำเป็นด้วยใบหน้าเรียบตึงราวกับอมสากกะเบือไว้ตลอดทาง "คุณกวินทร์ ขยับรถไปชิดเลนซ้ายอีกนิดได้ไหมคะ ตรงนั้นมันมีเงาตะคุ่มๆ เหมือนคนยืนกวักมือเรียกอยู่ข้างทางอ่ะ!" พริมโรสสะดุ้งสุดตัวเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นพุ่มไม้ริมถนนสายเปลี่ยวในช่วงพลบค่ำ มือบางคว้าหมับเข้าที่แขนเสื้อของคนขับโดยอัตโนมัติ แรงบีบนั้นหนักหน่วงเสียจนผ้าเนื้อดีแทบขาดติดมือ กวินทร์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เป็นรอบที่สิบของวัน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาเหลือบมองมือบางที่กำแขนเขาแน่น ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองถนนเบื้องหน้า ปากบางเฉียบเหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะตามนิสัย "นั่นมันหลักกิโลเมตรค่ะคุณพริมโรส ตาฝาดหรือว่าสมองเริ่มมีปัญหาเนื่องจากขาดน้ำตาลกันแน่ ถึงได้มองหลักกิโลผีสิงได้ทุก ๆ สามร้อยเมตรแบบนี้" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแซגלอย ๆ เจือความระอาอย่างปิดไม่มิด "นี่! อย่ามาปากดีแถวนี้นะคะคุณสถาปนิก! ตาฉันไม่ได้ฝาดนะ เมื่อกี้มันขยับได้จริง ๆ ย่ะ! อีกอย่าง... มูเตลูที่ฉันพกมาวันนี้เต็มกระเป๋าเนี่ย บอกเลยว่าศักดิ์สิทธิ์มาก พระพิฆเนศองค์นี้ผ่านการปลุกเสกมาเจ็ดวัดเจ็ดวาเชียวนะ!" พริมโรสเถียงเสียงแข็ง ใบหน้าหวานงอง้ำด้วยความขัดแย้งระหว่างความกลัวจับใจกับความอยากเอาชนะ "ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริง ทำไมรถผมถึงเพิ่งยางรั่วไปตอนบ่าย แล้วทำไมตอนนี้เราถึงต้องมาติดแหงกอยู่กลางทางหลวงสายอาถรรพ์นี่ล่ะครับคุณอินฟลูเอนเซอร์สายมู" กวินทร์หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ถนนลูกรังแคบ ๆ ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้รกทึบ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาทึบ แสงสุดท้ายของวันกำลังถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดของผืนป่าทึบเบื้องหน้า "ก็... ก็เพราะคุณขับรถไม่ระวังเองต่างหากเล่า! โทษสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไงกันคะ!" พริมโรสหันไปค้อนใส่ร่างสูงที่นั่งนิ่งสนิท มือข้างหนึ่งยังคงกำพระพิฆเนศในมือแน่นจนเหงื่อซึม แต่ถึงปากจะเก่งแค่ไหน ยามที่ไฟหน้ารถส่องกระทบเข้ากับป้ายไม้เก่าคร่ำคร่าข้างทางที่สลักคำว่า 'เขตหวงห้าม อาถรรพ์แรง' พริมโรสก็เผลอขยับตัวเข้าไปชิดเบาะฝั่งคนขับโดยไม่รู้ตัวโดยอัตโนมัติ กวินทร์เหลือบมองท่าทางหวาดระแวงที่พยายามฟอร์มทำเป็นเก่งของคนข้างกาย แววตาที่มักจะเรียบเฉยกลับฉายประกายความเอ็นดูระคนขบขันอย่างปิดไม่มิด มือหนาเอื้อมไปปรับแอร์ในรถให้เบลงนิดหน่อย พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "กลัวก็บอกว่ากลัวครับ ไม่เห็นต้องทำเป็นเก่งเอาพระมาขู่ผมเลย" "ใครกลัวกันคะ! พูดพล่อย ๆ นะคุณ! ฉันแค่... แค่กำลังใช้สมาธิกำหนดจิตสัมผัสพลังงานบางอย่างต่างหากเล่า!" พริมโรสรีบแก้ตัวเสียงดังกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นรำที่เริ่มผิดจังหวะ ไม่ใช่เพราะผีสางที่ไหนหรอก แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างไหล่ของเขากับเธอมันใกล้กันเกินไปจนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจาง ๆ เจือกลิ่นฝน ยิ่งทำให้บรรยากาศในรถแคบ ๆ นี้มันชวนอึดอัดชอบกล รถกระบะแล่นมาจอดสนิทบริเวณลานกว้างหน้าบ้านไม้สองชั้นทรงไทยโบราณที่ปิดตายมานานหลายปี สถาปัตยกรรมไม้สักทองที่เคยงดงาม บัดนี้กลับดูวังเวงและน่ากลัวท่ามกลางความมืดของราตรี เงาไม้ใหญ่ไหวเอนตามกระแสลมราวกับกำลังต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยความยินดีปรีดา กวินทร์ดับเครื่องยนต์ ความเงียบสงบเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมและเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันแกรกกรากราวนกระซิบกระซาบ "ถึงแล้วครับ บ้านร้างเป้าหมายแรกของคุณ" กวินทร์ปลดเข็มขัดนิรภัย หันมามองร่างบางที่นั่งแข็งทื่อ มองตรงไปที่ตัวบ้านไม้เก่าคร่ำคร่าด้วยดวงตากลมโตที่เบิกกว้าง "เอ่อ... คุณกวินทร์คะ..." พริมโรสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงของเธอนุ่มนวลลงจนผิดวิสัย มือบางเอื้อมไปจับชายเสื้อเชิ้ตของกวินทร์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว "เรา... เราเปลี่ยนใจกลับตอนนี้ยังทันไหมคะ ฉันรู้สึกว่า... ข้างในนั้นมันมีบางอย่างกำลังรอกลุ่มเราอยู่จริง ๆ นะ" กวินทร์มองมือบางที่กำเสื้อเขาไว้แน่น ดวงตาสีเข้มไหววูบไปชั่วขณะ ความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นมาในอกท่ามกลางบรรยากาศหนาวเยือก ชายหนุ่มยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่นาน ๆ ครั้งจะได้ยิน "ไหนบอกว่าอินฟลูเอนเซอร์สายท้าพิสูจน์ไม่เคยกลัวอะไรไงครับ... แต่ถ้าคุณกลัวจริง ๆ จะนั่งรออยู่ในรถล็อกประตูแน่นหนาก็ได้นะ เดี๋ยวผมเดินเข้าไปสำรวจคนเดียวเอง" พูดจบ กวินทร์ก็เตรียมจะผลักประตูลงจากรถ แต่ทว่า... พริมโรสกลับคว้าแขนเขาไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม แรงดึงนั้นทำให้กวินทร์ต้องหันกลับมามอง "บ้าหรือไงคะ! จะให้ฉันนั่งรออยู่ในรถมืด ๆ คนเดียวเนี่ยนะ! ฝันไปเถอะ!" พริมโรสกัดฟันกรอด แม้ตัวจะสั่นด้วยความกลัว แต่ศักดิ์ศรีและความไม่อยากอยู่คนเดียวมันมีมากกว่า "ไปไหนก็ไปกันสิคะ! ใครว่าฉันกลัว แค่... แค่ไม่อยากให้คุณไปตายคนเดียวต่างหากเล่า!" กวินทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ กับความปากแข็งของคนตรงหน้า ก่อนที่ทั้งสองจะเปิดประตูลงจากรถพร้อมกัน ท่ามกลางความมืดมิดของคืนเดือนมืดที่ซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้เบื้องหลังบานประตูไม้เก่าบานนั้น ทว่า ในขณะที่พริมโรสกำลังก้าวเท้าเดินตามหลังกวินทร์เข้าไปใกล้ตัวบ้าน สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนร่างหนึ่ง ยืนจ้องมองพวกเขาอยู่ตรงหน้าต่างชั้นสองของบ้านร้างหลังนั้น... เป็นเงาดำร่างสูงใหญ่ที่ไม่มีใบหน้า แต่กำลังยกมือขึ้นช้า ๆ แล้วโบกมือทักทายมาทางพวกเขาด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างจนถึงใบหู! "คุณกวินทร์...!" พริมโรสอ้าปากค้าง จะส่งเสียงกรีดร้องออกมาแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากลำคอ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเงาดำบนหน้าต่างนั้นพุ่งทะลุผ่านกระจกตกลงมาเบื้องหน้าพวกเขาด้วยความเร็วแสง! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความหลอนปนฮานี้นะคะ
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%