เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานที่กะพริบวาบสะท้อนบนม่านตาของพริมโรส ขับเน้นให้บรรยากาศรอบตัวในคอนโดมิเนียมหรูชั้นยี่สิบห้าดิ่งลึกลงสู่ความหนטเหน็บราวน้ำแข็ง หล่อนไม่ได้กรี๊ดร้องออกมาดังลั่นอย่างที่ปากมักจะโม้ไว้ในไลฟ์สด เพราะความกลัวระดับวิกฤตครั้งนี้มันจุกแน่นเสียบอดจนทำได้เพียงอ้าปากพะงาบๆ คล้ายปลาขาดน้ำ มือเล็กๆ ที่ขยุ้มกำแขนเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มของกวินทร์อยู่ เปลี่ยนเป็นจิกเกร็งฝังเล็บลงผ่านเนื้อผ้าจนเจ้าตัวต้องนิหน้าด้วยความเจ็บ
"ถ้าคุณยังขืนขุดเล็บลงมาที่แขนผมอีกนิดเดียว... ผมว่าวิญญาณตัวข้างนอกนั่นยังไม่ทันได้หักคอคุณ ผมคงได้เลือดตกยางออกเพราะยัยตัวป่วนแถวนี้ซะก่อนแน่ๆ ค่ะคุณพริมโรส"
เสียงทุ้มต่ำติดจะรำคาญใจดังขึ้นในความมืด แม้สถานการณ์รอบกายจะวิกฤตแค่ไหน แต่กวินทร์ก็ยังคงรักษามาดนิ่งสนิทไว้ได้—อย่างน้อยก็ภายนอกล่ะนะ เพราะถ้าสังเกตให้ดีที่สันกรามคมสันนั่นกำลังขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน และมืออีกข้างของเขาก็กำลังคว;านหาบางสิ่งในกระเป๋าเสื้อกาวน์สถาปนิกอย่างกระวนกระวาย
"นี่คุณ! ยังจะมีอารมณ์มาแซวฉันอีกเหรอคะ ดูโน่นสิ! หน้าจอกล้องวงจรปิดดับไปหมดแล้ว แล้วเสียงแตรบ้าอะไรเนี่ย หูฉันจะแตกอยู่แล้วนะ!" พริมโรสแว้ดใส่เสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างบางสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำจนน่าสงสาร ก่อนจะขยับเข้าไปเบียดแนบชิดร่างสูงของชายหนุ่มโดยอัตโนมัติราวกับเขาเป็นเสาเข็มต้นเดียวที่ค้ำจุนโลกใบนี้ไว้
กวินทร์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อความนุ่มนิ่มของคนข้างๆ แนบชิดสนิทตัว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูกลิ่นพีชลอยแตะจมูกท่ามกลางกลิ่นอับชื้นที่แปลกประหลาด กลิ่นอายความเย็นยะเยือกของภูตผีที่ลอยวนเวียนอยู่หน้าประตูห้องเริ่มแทรกซึมผ่านรอยต่อของบานประตูเข้ามาทีละน้อย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วดึงแผ่นยันต์สีแดงชาดที่เขียนอักขระขอมโบราณยึกยือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
"ถอยไปยืนข้างหลังผม ห้ามส่งเสียง ห้ามกระพริบตา และที่สำคัญที่สุด..." กวินทร์หันมามองสบตาหล่อนด้วยสายตาดุๆ "ช่วยปล่อยชายเสื้อผมสักทีเถอะครับ เดี๋ยวเสื้อราคาแพงของผมมันจะขาดเอา"
"ไม่ปล่อยโว้ย! ใครจะไปปล่อยให้โง่เล่า! คุณอยากตายแต่ฉันยังอยากอยู่ใช้เงินพรีเซนเตอร์นะคะ!" หล่อนเถียงกลับเสียงสั่นแต่ก็ยอมคลายมือจากการขยุ้ม เปลี่ยนมาเป็นกำชายเสื้อเขาไว้หลวมๆ แทน สายตากลมโตหวาดหวั่นมองตรงไปยังประตูห้องนอนใหญ่ที่ตอนนี้ลูกบิดมันกำลังหมุนวนด้วยตัวเองอย่างบ้าคลั่ง!
*แกร๊ก... แกร๊ก... แอ๊ดดด—*
เสียงกลอนประตูเหล็กกล้าถูกบิดเปิดออกอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยที่ยังคงส่งเสียงกะพริบแสงสีแดงสลับกับความมืดมิด ไอเย็นยะเยือกพัดกรรโชกเข้ามาจนเส้นผมของทั้งคู่ปลิวไสว เงาร่างสีดำทะมืดสูงใหญ่ผิดมนุษย์ ค่อยๆ ก้าวเท้าลอดผ่านกรอบประตูห้องนอนออกมาทีละก้าว... ร่างนั้นบิดเบี้ยว กระดูกลั่นกรอบแกลบราวกับกิ่งไม้แห้งหัก ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตาสีแดงฉานที่จ้องตรงมายังพริมโรสด้วยความอาฆาตมาดร้าย
"ฮيย... กวินทร์..." พริมโรสหลับตาปี๋ ซุกหน้าเข้ากับแผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่มทันที มือเล็กกำเสื้อเขาแน่นจนแทบขาด "มันมาแล้ว มันเอาจริงแน่ๆ คุณช่วยจัดการมันทีสิคะ เอาคาถาอะไรก็ได้สาดใส่หน้ามันเลย!"
"ผมเป็นสถาปนิกนะครับคุณพริมโรส ไม่ใช่หมอผีประจำตำบล" กวินทร์พึมพำลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบฉายแวววาวโรจน์ขึ้นอย่างที่หล่อนไม่มีทางได้เห็นในยามปกติ มือหนายกแผ่นยันต์ในมือขึ้นตั้งระดับสายตา ท่องคาถาพึมพำในลำคอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ถ้าคิดว่าแน่ ก็ลองก้าวเข้ามาอีกก้าวสิครับ ผมจะรื้อโครงสร้างกระดูกคุณให้ไม่เหลือชิ้นดีเลย!"
สิ้นเสียงคำรามต่ำของกวินทร์ แผ่นยันต์ในมือก็เปล่งแสงสีทองเรืองรองวาบขึ้น!
สถาปนิกหนุ่มไม่รอช้า เขาอาศัยจังหวะที่วิญญาณร้ายชะงักงัน พุ่งตัวเข้าไปประชิดร่างสูงโปร่งของผีร้ายอย่างไม่เกรงกลัว มือหนาซัดแผ่นยันต์แปะเข้าที่หน้าผากของมันเต็มแรง!
*โฮกกกกกกกกกกกก—!*
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนก้องห้องจนแก้วหูแทบแตก ร่างของวิญญาณร้ายดิ้นรนทุรนทุรายราวกับถูกไฟแผดเผา ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากร่างทึบแสงนั้น ก่อนที่มันจะพยายามเงื้อมือยาวเก้งก้างหมายจะตะปบเข้าที่ลำคอของกวินทร์
"ระวังค่ะ!" พริมโรสที่ยืนลุ้นจนตัวโก่งกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ หล่อนมองเห็นวิญญาณตนนั้นกำลังจะทำร้ายชายหนุ่ม สมองเจ้ากรรมสั่งการเร็วกว่าความคิด ร่างเพรียวพุ่งเข้าไปคว้าแจกันเซรามิกราคาแพงลิบลิ่วที่วางอยู่บนโต๊ะข้างโซฟา แล้วเหวี่ยงมันสุดแรงเกิดฟาดเข้าใส่หัวของผีร้ายเต็มรัก!
*เพล้งงงงงงง!*
แจกันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ แรงกระแทกนั้นทำเอาวิญญาณร้ายเซถลาไปด้านหลัง ส่วนพริมโรสเองก็เสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้นห้องอย่างไม่เป็นท่า
กวินทร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนทึ่ง เขารีบหันกลับมาคว้าตัวพริมโรสให้ลุกขึ้นยืนหลบไปข้างหลัง ก่อนจะสะบัดมือขวาซัดผงธูปเสกที่กำไว้ในมือสาดใส่ร่างผีร้ายที่กำลังคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ฝากไว้ก่อนเถอะ... กูจะเอาชีวิตมึง..." เสียงแหบพร่าเย็นยะเยือกดั่งมาจากขุมนรกเอ่ยขึ้นเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนที่ร่างสีดำทะมืดนั้นจะสลายกลายเป็นกลุ่มควันสีเทาจางหายไปกับสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างห้องที่เปิดกว้าง
ทว่า... ทันทีที่วิญญาณร้ายสลายไป เสียงสัญญาณเตือนภัยก็เงียบลง ระบบไฟในห้องกลับมาสว่างจ้าดังเดิม ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชุดหรูอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ที่ยืนมองหน้ากันนิ่ง
พริมโรสทรรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นอีกรอบด้วยความหมดแรง ขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนไม่อาจพยุงตัวเองไหว หล่อนซบหน้าลงกับหัวเข่า ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาด้วยความกลัวและโล่งอกในเวลาเดียวกัน
กวินทร์ยืนมองหญิงสาวที่นั่งขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ตรงหน้า แววตานิ่งขรึมในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เขาถอนหายใจยาว ย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าหล่อน ยื่นมือหนาออกไปหมายจะแตะปลอบโยนที่ไหล่บางที่กำลังสั่นไหว
"ร้องไห้เป็นเด็กๆ ไปได้... ปลอดภัยแล้วน่า ยัยตัวป่วน" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าทุกครั้งอย่างเห็นได้ชัด
พริมโรสเงยหน้าขึ้นจากหัวเข่า ดวงตากลมโตแดงก่ำมีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนแก้ม หล่อนมองค้อนเขาเบาๆ ทั้งที่ริมฝีปากยังสั่นระริก "ฮือ... คุณใจร้ายมากเลยนะกวินทร์ ฉันเกือบตายแล้วไหมล่ะ แล้วดูสิ... แจกันใบนั่นตั้งแพง ฉันอุตส่าห์สะสมมาตั้งนาน!"
กวินทร์หลุดหัวเราะพรืดออกมาเบาๆ กับความห่วงผิดประเด็นของหล่อน เขาเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยเปียกชื้นเหงื่อออกจากแก้มใสอย่างเบามือ นิ้วเรียวสัมผัสโดนผิวแก้มนุ่มนิ่มโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ชั่วขณะนั้น... โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน สายตาของทั้งคู่ประสานกันนิ่งเนิ่นนาน หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบอย่างแรงในอกซ้าย ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามเก็บกดไว้ภายใต้ความนิ่งมาตลอดเริ่มสั่นคลอน
"เรื่องแจกัน... เดี๋ยวผมซื้อคืนให้สิบใบเลยดีไหมล่ะครับ" กวินทร์กระซิบเสียงพร่า แววตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของหล่อน "แต่... ถ้าวันหลังคุณยังทำตัวบุ่มบ่ามเอาตัวเข้าแลกแบบนี้อีก ผมอาจจะไม่ได้แค่ซื้อแจกันคืนให้อย่างเดียวนะครับ"
"ห-หมายความว่ายังไงคะ..." พริมโรสใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่เนื้อตัวยังเปียกชื้นด้วยเหงื่อจากความกลัวเมื่อครู่ ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายต่อหัวใจยิ่งกว่าผีร้ายตนเมื่อกี้เสียอีก
กวินทร์ไม่ตอบ เขาค่อยๆ เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้หล่อนทีละนิด ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ริมฝีปากบางที่เผยอน้อยๆ
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ นั้นลงอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา พริมโรสสะดุ้งสุดตัวรีบผละออกห่างจากร่างสูงทันทีด้วยความเขินอาย หล่อนหน้าแดงแจ๋รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูแก้เก้อ
"เอ่อ... ฉัน... ฉันขอเช็กมือแป๊บนะคะ!" หล่อนละล่ำละลักพูดพลนต์ก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์
แต่ทว่า... ข้อความล่าสุดที่ปรากฏบนหน้าจอแชตกลุ่มของเพื่อนสนิท กลับทำให้รอยยิ้มค้างเติ่งบนใบหน้าของพริมโรสหายวับไปกับตา พร้อมกับความเย็นเยือกที่แล่นพล่านขึ้นมาถึงสันหลังอีกครั้ง
*[ข้อความจาก: พ่อหนุ่มหน้าหม้อ (ไอ้กร)]*
*"เห้ยพวกมึง... กูเพิ่งผ่านไปแถวคอนโดน้องพริมโรสเมื่อกี้ ทำไมไฟในห้องมันมืดสนิทแถมข้างล่างตึกเขากล B โวยวายกันใหญ่ว่าน้องพริมโรส... เสียชีวิตคาห้องไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้ววะ?!"*
พริมโรสตัวแข็งทื่อ ลมหายใจติดขัดขึ้นมาฉับพลัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด หล่อนค่อยๆ หันกลับมามองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าช้าๆ—กวินทร์ยังคงส่งยิ้มบางๆ ให้หล่อน รอยยิ้มที่ตอนนี้... มันดูเย็นยะเยือกและไร้ซึ่งเงาสะท้อนในกระจกเงาด้านหลังอย่างสิ้นเชิง!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญและอมยิ้มไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 3
สถาปนิกกับยัยตัวป่วน
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!