"บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเดินนำลิ่วแบบนั้น... พริมโรส!"
เสียงทุ้มต่ำของกวินทร์ลอดไรฟันออกมาด้วยความหงุดหงิดปนระอา แต่ทว่ามันกลับสั่นพร่าเล็กน้อยจนคนฟังอย่างฉันรู้สึกได้ สถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมคนเดิม หายไปไหนเสียแล้วล่ะคะตอนนี้ เหลือเพียงชายหนุ่มที่กำลังสาวเท้ายาวๆ เข้ามาคว้าข้อแขนฉันไว้แน่น ชนิดที่ว่าถ้ากำแน่นกว่านี้อีกนิดกระดูกฉันคงร้าวเป็นแน่
บรรยากาศรอบตัวในโกดังร้างหลังกองถ่ายรายการผีเมื่อครู่ มันไม่ใช่แค่ความมืดสลัวธรรมดาแล้วนะคะ แต่มันคือความมืดที่เหมือนมีชีวิต หมอกสีเทาจัดลอยอวลต่ำเรี่ยพื้น ทั้งที่นี่คือตึกปิดทึบไม่มีลมโชกผ่านสักนิด กลิ่นธูปเก่าๆ คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสาบสางบางอย่างที่ชวนให้อาเจียน
ฉันกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เมื่อหันไปมองรอบด้าน... ทำไมทางเดินที่พวกเราเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่ ถึงกลายเป็นโถงทางเดินแคบๆ ที่มีประตูไม้โบราณเรียงรายเป็นตับแบบนี้ล่ะคะ ทั้งที่ความจริงแล้วมันคือห้องโล่งกว้างสำหรับเก็บฉากละคร!
"พี่กวินทร์... คือ... คือว่า..." ฉันพยายามจะอ้าปากเถียงตามนิสัยเดิมที่มักจะฟอร์มจัดใส่เขา แต่เสียงมันกลับติดอยู่ที่ลำคอ ขาสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้า แค่จะขยับนิ้วก้อยยังทำไม่ได้เลยค่ะ
แย่แล้ว... ผีบังตาของแท้และแน่นอน! ในหัวของฉันตอนนี้ตีกันยุ่งเหยิง ภาพในไลฟ์ติ๊กต็อกที่เคยปากดีท้าทายสิ่งลี้ลับไหลย้อนกลับมาประจานความโง่เขลาของตัวเองเป็นฉากๆ ใครก็ได้ค่ะ ช่วยส่งหลวงพี่สينيةมาโปรดอินฟลูเอนเซอร์สาวอนาคตไกลคนนี้ทีเถอะ!
กวินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือหนาที่คว้าแขนฉันไว้เปลี่ยนมาเป็นการสวมกอดรวบตัวฉันให้เข้ามาแนบชิดกับแผ่นอกกว้างของเขาแทน ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามา แม้ในสถานการณ์สยองขวัญแบบนี้ หัวใจเจ้ากรรมของฉันมันดันเต้นรัวแรงจนไม่รู้ว่าตื่นกลัวผีหรือตื่นเต้นกับระยะห่างที่ใกล้เกินไปกันแน่
"บอกให้อยู่ใกล้ๆ ทำไมไม่ฟัง ดื้อด้านเป็นที่หนึ่ง" เขากระซิบดุชิดใบหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่แถวขมับจนฉันขนลุกซู่ไปหมด แต่ไม่ใช่เพราะผีหรอกนะคะ!
"ก็... ก็ใครจะไปรู้เล่าว่ายัยผีบ้านี่จะเล่นสกิลหายตัวแล้วย้ายพวกเรามาโผล่ตรงนี้!" ฉันเถียงเสียงสั่น มือเล็กๆ กำเสื้อเชิ้ตทำงานของเขาแน่นจนยับยู่ยี่ "แล้วนี่เราจะทำยังไงกันดีคะพี่กวินทร์ ขาหนูขยับไม่ได้เลย เหมือนมีใครมานั่งทับอยู่บนบ่าเนี่ย หนักมากเลย ฮือ..."
"เงียบก่อน" กวินทร์เอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้มองมาที่ฉัน แต่เขากำลังจ้องมองตรงไปยังสุดปลายทางเดินมืดมืด ที่ซึ่งเงามืดสีดำทะมกำลังบิดตัวไปมาอย่างน่าสยดสยอง ร่างเงานั้นสูงใหญ่ผิดมนุษย์ ค่อยๆ ลากขาเดินตรงดิ่งมาทางเราด้วยจังหวะก้าวที่ประหลาดและชวนขนหัวลุก
ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง กวินทร์ไม่ได้วิ่งหนี เขากลับยกมืออีกข้างขึ้นมาพนมไว้ระหว่างอก นิ้วมือเรียวยาวของสถาปนิกผู้ไม่เชื่อเรื่องงดงายขยับท่องคาถาในลำคอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง แม้ฉันจะฟังไม่ถัพท์ว่าเขาพูดภาษาอะไร แต่มันกลับทำให้ความกดดันรอบตัวเบาบางลงไปถนัดตา
แต่ทว่า... สิ่งที่ทำให้ฉันเกือบหัวใจวายตายคาอกยิ่งกว่าผีตรงหน้า ก็คือประโยคถัดมาที่เขาเอ่ยกระซิบข้างหู
*“พริม... ฟังพี่นะ อีกสามวินาทีข้างหน้า ห้ามกะพริบตา ห้ามหันไปมองด้านหลังเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีเสียงอะไรเรียกชื่อเธอ... เข้าใจไหม”*
"ตะ... แต่ว่า..."
*“ห้ามหันเด็ดขาด! อย่าให้พี่ต้องหันไปมองตามเธอ... เพราะถ้าพี่หัน เราสองคนจะไม่รอดออกไปจากที่นี่ทั้งคู่”*
น้ำเสียงของกวินทร์จริงจังจนน่ากลัว ไม่มีแววตาเจ้าเล่ห์หรือคำพูดกวนประสาทเหมือนทุกครั้ง มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและความกังวลที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น ดวงตาที่กำลังจ้องลึกเข้ามาในตาฉัน เพื่อดึงสติไม่ให้ฉันหลุดลอยไปกับภาพหลอนตรงหน้า
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของฉันและเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามรากระรัวระเบิด
ในจังหวะที่เงาดำนั้นเข้ามาประชิดจนได้กลิ่นเน่าเหม็นโชยเข้าจมูก จู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นที่ข้างหูขวาของฉัน... เป็นเสียงของผู้หญิงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด เสียงที่เรียกชื่อเล่นของฉันด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
*"พริมจ๋า... ทำไมถึงทิ้งฉันไว้คนเดียวล่ะ... หันมามองฉันหน่อยสิ..."*
ร่างทั้งร่างของฉันแข็งทื่อ สมองสั่งการให้หันไปมองตามสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็น แต่มือหนาของกวินทร์ที่โอบเอวฉันอยู่กลับรั้งแน่นขึ้น พร้อมกับที่ปลายนิ้วอุ่นของเขาแตะเบาๆ ที่คางของฉัน บังคับให้ใบหน้าของฉันฝังลงกับแผงอกของเขาแน่นสนิท ไม่ยอมให้หันไปมองเด็ดขาด
ทว่า... ในวินาทีที่ฉันกำลังจะหลับตาปี๋ด้วยความกลัวนั้นเอง ฉันกลับเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนจากกระจกเงาโบราณข้างทางเดิน...
ภาพที่สะท้อนอยู่ในกระจก ไม่ใช่เงาของผีสาวตนนั้น
แต่มันคือเงาของกวินทร์... ที่กำลังยิ้มเยาะด้วยรอยยิ้มที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญและอมยิ้มไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ•ตอนที่ 8
อย่าให้พี่ต้องหันไปมอง
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูไม่ช่วย ถ้าใจพี่ไม่นิ่งพอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!