แก้วไวน์ทรงสูงในมือของธีร์ถูกหมุนวนช้าๆ รสชาติฝาดเฝื่อนของไวน์แดงราคาแพงไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำนี้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แสงไฟสลัวจากร้านอาหารกึ่งไพรเวทแห่งนี้กลับยิ่งขับเน้นความอึดอัดให้เด่นชัดขึ้น เมื่อเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามไม่ได้มีเพียงรินรดาเท่านั้น แต่เงาตามตื้อของประธานหนุ่มจอมเผด็จการอย่างคีรินยังตามมารังควานถึงในระยะประชิด ท่าทางคุกคามแบบด้านๆ ชนิดที่เรียกว่าหน้าด้านหน้าทนของคีริน ทำให้โต๊ะอาหารสองที่นั่งกลายเป็นสนามรบขนาดย่อมไปโดยปริยาย
"ผมไม่คิดว่าคุณธีร์จะมีความสามารถพิเศษ... ในการชวนแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะด้วยนะครับ" คีรินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตาสีเข้มกลับคมกริบราวกับใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำแข็ง ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างกายรินรดาอย่างถือวิสาสะ ไหล่กว้างเบียดชิดจนหญิงสาวต้องขยับหนีด้วยความตกใจ
"ผมจำได้ว่าผมชวนคุณรินรดามาทานมื้อค่ำนะครับท่านประธาน ไม่ได้เชิญสุนัขเฝ้าบ้าน... เอ๊ย หรือว่าช่วงนี้ธุรกิจกำลังย่ำแย่ จนท่านประธานต้องผันตัวมาเป็นเงาตามติดผู้หญิงซะแล้วล่ะครับ" ธีร์สวนกลับทันควัน รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่ยอมแพ้
บรรยากาศรอบโต๊ะลดอุณหภูมิลดฮวบลงทันที รินรดากวาดสายตามองผู้ชายสองคนที่กำลังส่งกระแสไฟฟ้าใส่กันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เธอถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเหนื่อยหน่าย มือเรียววางช้อนส้อมลงบนจานเสียงดังเคร้งจนทั้งคู่ต้องหันมามอง
"นี่พวกคุณ... จะทะเลาะกันเพื่ออะไรคะ... เอ๊ย เพื่ออะไรครับ!" รินรดาเกือบหลุดสำเนียงคุ้นเคยออกไปเพราะความหัวเสีย เธอรีบเปลี่ยนคำลงท้ายแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาหรี่มองอย่างจับผิดของคีริน "ฉัน... ผมหมายถึงผมไม่ใช่สนามเด็กเล่นของพวกคุณนะ อยากจะมาก็มา อยากจะกัดกันก็ไปกัดกันที่อื่น ฉันขอตัวกลับก่อนดีกว่า"
ว่าแล้วหญิงสาวก็คว้ากระเป๋าถือเตรียมจะลุกขึ้นยืนหนีความวุ่นวาย แต่มีดมือไวของคีรินกลับคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน แรงบีบกระชับที่ส่งผ่านปลายนิ้วไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะตรึงให้เธอนั่งลงที่เดิม
"นั่งลง, รินรดา" คีรินสั่งเสียงต่ำ นัยน์ตาคมกริบช้อนมองเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่เจือจางลง เหลือเพียงความดื้อรั้นที่ซ่อนร้าวลึกบางอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน "อย่าไปกับมัน... ผมมีเรื่องสำคัญกว่านั้นที่ต้องคุยกับคุณ"
ธีร์หัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน "เรื่องสำคัญอะไรอีกครับท่านประธาน หรือว่ากลัวความจริงเรื่องในอดีตมันจะหลุดออกมาจากปากผมซะล่ะครับ?"
คำพูดของธีร์ทำเอาคีรินชะงักไปชั่วขณะ กรามแกร่งขบเข้าหากันแน่นจนสันนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาที่เคยดุดันกลับไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวขึ้นอีกครั้ง รินรดาสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้นชัดเจน หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างประหลาด ความอยากรู้เริ่มกัดกินความรู้สึก เธอหันไปมองหน้าคีรินสลับกับธีร์ด้วยแววตาคาดคั้น
"ความจริงอะไรคะ... เอ่อ ความจริงอะไรครับที่คุณธีร์พูดถึง" รินรดาถามเสียงเครือ เผลอใช้น้ำเสียงคาดคั้นกับคนตัวโตข้างกายโดยไม่รู้ตัว
คีรินหันมาสบตากับเธอ แววตาของเขาในวินาทีนั้นเต็มไปด้วยความลังเลและความหวาดกลัวที่ถูกปิดตายไว้ภายใต้หน้ากากความเย่อหยิ่งมาตลอดชีวิต ผู้ชายที่ผู้คนต่างหวาดกลัวและยำเกรง กลับมีแววตาเหมือนเด็กหลงทางในคืนที่มืดมิดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่เขาพยายามวิ่งหนี
"คุณไม่อยากฟังมันจากปากของไอ้เวนี่หรอก, รินรดา" คีรินเอ่ยเสียงแหบพร่า มือหนาที่กุมข้อมือเธออยู่เริ่มสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ "อดีต... มันก็แค่อดีตเน่าเฟะที่ไม่มีค่าอะไรให้จดจำ"
"แต่มันมีค่าสำหรับผม... และมันก็น่าสนุกมากด้วยที่จะได้เห็นว่า 'ประธานคีริน' ผู้ยิ่งใหญ่ในวันนี้ เคยเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ปกป้องคนที่ตัวเองรักไม่ได้ยังไงล่ะ!" ธีร์กระแทกเสียงใส่ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีเหนือกว่า รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของคู่แข่งทางธุรกิจรายนี้เปรียบเสมือนคมมีดที่กำลังกรีดแผลเก่าของคีรินให้ฉีกกว้างขึ้น
รินรดาหันกลับมามองคีริน เธอเห็นหยาดเหงื่อซึมตามไรผมของชายหนุ่ม ทั้งที่เครื่องปรับอากาศในร้านเย็นเฉียบ แรงบีบที่ข้อมือของเธอแน่นขึ้นจนเจ็บ แต่เธอกลับเลือกที่จะใช้มืออีกข้างทาบลงบนหลังมืออุ่นจัดของเขาเบาๆ เป็นการส่งผ่านความอบอุ่นและความเข้าใจที่ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ
สัมผัสอ่อนโยนนั้นทำให้คีรินสะดุ้งเล็กน้อย เขาก้มมองมือเรียวที่กุมมือเขาไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับรินรดา นัยน์ตาคู่คมเอ่อคลอด้วยประกายความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนานหลายปี
"คุณ... เคยรักใครจนหมดหัวใจไหมล่ะครับ, รินรดา" คีรินเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ แตกต่างจากคีรินคนเดิมโดยสิ้นเชิง "รักจนคิดว่าคนคนนั้นคือทั้งชีวิต ยอมทำทุกอย่าง ยอมก้มหัวให้คนทั้งโลกเพื่อปกป้องเธอไว้... แต่สุดท้าย ความไว้ใจทั้งหมดกลับถูกหักหลังด้วยคำว่า 'ผลประโยชน์' เพียงคำเดียว"
รินรดาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจบีบตัวเข้าหากันอย่างเจ็บปวดเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยรอยร้าวของเขา นี่คือปมในใจที่คีรินแบกรับไว้ตลอดมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นคนเย็นชา ปากร้าย และไม่ยอมเปิดใจให้ใครอีกเลย
"ผมเคยมีผู้หญิงคนหนึ่ง... คนที่ผมรักยิ่งกว่าชีวิต" คีรินแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพชตัวเอง ดวงตาสสีเข้มแดงก่ำขึ้นทีละน้อย "เธอคือกำลังใจเดียวในวันที่ผมไม่มีอะไรเลย แต่เธอกลับเลือกที่จะเดินจากไปหาคนที่พร้อมกว่า ทิ้งผมไว้ในกองเพลิงแห่งความอัปยศ... และคนที่อยู่เบื้องหลังการพังทลายในวันนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน..."
คีรินหันขวับไปจ้องหน้าธีร์ด้วยสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้จริงๆ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนรินรดายังต้องผวาถอยหลัง
"...ก็คือไอ้สารเลวที่นั่งอยู่ตรงหน้านี่ไงล่ะ!"
สิ้นคำพูดของคีริน ธีร์ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ ไร้ซึ่งความสำนึกผิดใดๆ "ใช่! ผมเองแหละ คนที่กระชากหน้ากากความรักจอมปลอมนั่นให้คุณตาสว่าง คนที่ทำให้คุณรู้ว่า... ความรักแท้จริงมันไม่มีอยู่จริงบนโลกธุรกิจหรอก คีริน!"
รินรดานั่งนิ่งอึ้ง สมองประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดที่เพิ่งได้รับรู้ ความเกรี้ยวกราดของคีรินในตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยความร้าวรานที่เธอบังเอิญได้เข้าไปสัมผัสอย่างลึกซึ้ง หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งสงสาร เห็นใจ และ... หวงแหน
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดแห่งความตึงเครียด โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของคีรินก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ร่างสูงขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดแต่ก็ยอมหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ ปลายสายคือเลขาคนสนิทที่โทรมาด้วยน้ำเสียงร้อนรนจนผิดปกติ
"ท่านประธานครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ตอนนี้มีคนปล่อยข่าวลับเรื่องโปรเจกต์ใหม่ลงในอินเทอร์เน็ต แถมยังแอบอ้างชื่อคุณรินรดาว่าเป็นคนขายข้อมูลให้อีกด้วยครับ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันมาโดยตลอดนะครับ
ดีลร้ายสะกดรักคุณบอส•ตอนที่ 17
ความจริงจากอดีต
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลร้ายสะกดรักคุณบอส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!