ไายเดือดในจอกสุราที่ไป๋อวิ๋นถืออยู่ยังคงคุกรุ่น ส่งกลิ่นหอมหวานผสมกลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคละคลุ้งไปทั่วโรงเตี๊ยมรกร้างริมชายป่า เม็ดฝนด้านนอกสาดซัดกระแทกบานหน้าต่างไม้เก่าจนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับกลองศึก แต่ภายในห้องโถงกลับเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ติดขัดของเหล่าโจรป่าห้าสายนับสิบชีวิต
“นั่นคือ… ผู้อาวุโสโลหิตทมิฬ ผู้สังหารอาจารย์ของข้า…”
เสียงของมู่หลานถิงสั่นเครือเล็กน้อย แต่นัยน์ตาคู่คมกลับลุกโชนด้วยเพลิงแค้นที่ไม่อาจดับมอด นางกำด้ามกระบี่น้ำแข็งในมือแน่นจนข้อต่อปลายนิ้วขาวซีด พลังปราณเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจนหยดน้ำฝนที่รั่วไหลลงมาจากหลังคาแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงกะטกระทบพื้น ทว่าเบื้องหน้าของนาง หาใช่ร่างของมารเฒ่าผู้นั้นไม่ กลับเป็นภาพสะท้อนในคราบไอน้ำของจอกสุรา ที่ฉายเงาอดีตอันเจ็บปวดและคราบเลือดที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณ
“แม่นางมู่ ยามนี้ชีพจรลมปราณของท่านกำลังตีกลับจากการฝืนใช้เคล็ดวิชา ‘เหมันต์สลายวิญญาณ’ เมื่อครู่ หากท่านยังดึงดันจะชักกระบี่ออกไปในสภาพนี้ เกรงว่าศัตรูยังไม่ทันตาย ท่านคงกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งให้สุนัขป่าแทะเล่นเสียก่อนนะครับ”
ไป๋อวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย เขายกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ ราวกับสถานการณ์รอบด้านเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศ นัยน์ตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งอย่างคนเมามาย แต่ประกายคมกริบดั่งกระบี่ที่ซ่อนในฝักกลับวับ
“เรื่องของข้า! เจ้าสวะสุรา เจ้าจะไปรู้อะไร… ความแค้นร้อยปีของสำนักหิมะนิรันดร์ ย่อมต้องชำระด้วยโลหิต!” มู่หลานถิงตวาดกร้าว ร่างระหงเซถเล็กน้อย พิษโลหิตทมิฬที่แทรกซึมผ่านกระบวนท่าเมื่อครู่กำลังกัดกินเส้น
“หึๆ รู้หรือไม่ว่าทำไมสุราจึงมีรสชาติขมปร่าในตอนแรก แต่หวานล้ำในตอนท้าย?” ไป๋อวิ๋นหัวเราะในลำคอ เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้ที่ผุกร่อน ก่อนจะหยิบกิ่งไผ่แห้งยาวเท่าศอกที่ตกอยู่ข้างเท้าขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ “ก็เพราะว่าความแค้นก็เหมือนสุราพิษ ยิ่งดื่มมาก เจ้าก็ยิ่งมึนเมา และสุดท้ายผู้ที่ล้มลงก่อน ก็คือตัวเจ้าเอง หาใช่ศัตรูไม่”
“หนอย! ไอ้สารเลวหน้าตัวเมีย บังأันมาสอนสั่งท่านเทพธิดาหรือ!”
เสียงตะคอกคำรามดังลั่นขัดจังหวะ หัวหน้าโจรป่าสายนอกนามว่า ‘เค่อซาน’ ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่น ถือขวานศึกเคลือบอาคมสีชาดพุ่งทะยานเข้ามาหากลุ่มของพวกเขาทันที แรงกดดันจากลมปราณขั้นหลอมรวมวิญญาณระเบิดออกกวาดเอาโต๊ะเก้าอี้รอบด้านแหลกละเอียดเป็นจุล คมขวานมหึมาหวาดผ่าลงกลางศีรษะของไป๋อวิ๋นอย่างเหี้ยมโหด ไร้ซึ่งความปรานี!
มู่หลานถิงเบิกตากว้างตามสัญชาตญาณ นางพยายามจะขยับกายช่วย แต่กระแสลมปราณที่ปั่นป่วนทำให้ร่างของนางทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้น เลือดสีดำคล้ำกระပ်ากระเด็นออกมาจากริมฝีปากบาง
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ไป๋อวิ๋นกลับยังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นสลัก
*ฟึ่บ!*
ร่างของจอมยุทธ์ขี้เมาไหววูบอย่างประหลาด ราวกับสายลมพัดผ่านเงาไม้ กิ่งไผ่ในมือของเขาไม่ได้ถูกชักออกไปเพื่อฟาดฟัน แต่กลับสะบัดออกเบาๆ คล้ายคนเมาปัดไล่แมลงวัน ทว่าวิถีของกิ่งไผ่กลับสอดคล้องกับวัฏจักรของธรรมชาติ เคลื่อนไหวอย่างไร้ร่องรอยแต่ทรงพลังดั่งขุนเขา
*เปรี้ยง!*
เสียงปะทะกันระหว่างโลหะหนักและกิ่งไม้แห้งกลับดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสุนีบาตฟาด เค่อซานผู้มีพละกำลังมหาศาลกลับรู้สึกราวกับขวานของตนฟาดลงบนภูเขาเหล็กอันไร้ขอบเขต แรงสะท้อนย้อนกลับมหาศาลทำให้กระดูกแขนทั้งสองข้างของมันแตกละเอียด ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ละอองสุราที่ไป๋อวิ๋นพ่นออกจากปากเมื่อครู่ กลับซึมซาบผ่านลมปราณของโจรป่า เข้าไปเผาไหม้เส้นชีพจรภายในจนแหลกสลายในพริบตา!
“อ๊ากกก… วิชาบ้าอะไรกันนี่!” เค่อซานกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน ร่างมหึมาปลิวทะลุกำแพงโรงเตี๊ยมออกไปนอนแน่นิ่งจมกองเลือด ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าโจรป่าที่เหลือ ที่ต่างก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ไม่มีใครมองเห็นกระบวนท่าเมื่อครู่… ไม่มีประกายกระบี่ ไม่มีจิตสังหารที่รุนแรง มีเพียงกลิ่นเหล้าที่ลอยวน และกิ่งไม้ไผ่ที่ไร้ซึ่งคม
ไป๋อวิ๋นค่อยๆ หมุนกิ่งไผ่ในมือเล่น ปรายตามองเหล่าโจรป่าที่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวนตามเคย
“ข้าเตือนพวกเจ้าแล้วว่า ฝนตกถนนลื่น เดินทางให้ระวังตัว… แต่วันนี้ ดูท่าทางพวกเจ้าคงไม่อาจเดินกลับออกไปได้ครบสามสิบสองส่วนแล้วกระมังครับ”
มู่หลานถิงแหงนเงยใบหน้าอันซีดเซียวขึ้นมองแผ่นหลังของบุรุษผู้สวมชุดคลุมเก่าคร่ำคร่าเบื้องหน้า หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายมาตลอดหลายปีกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ นางเห็นเพียงเงาร่างอันโดดเดี่ยวที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุฝน ราวกับค้ำจุนฟ้าดินไว้ด้วยกิ่งไม้ไผ่เพียงกิ่งเดียว
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันกำลังปกคลุมอีกครั้ง สายลมภายนอกกลับเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม… กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระดับ ‘ขอบเขตราชันย์’ แผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมโรงเตี๊ยมแห่งนี้ในพริบตา จนแม้แต่เศษฝุ่นบนพื้นยังลอยค้างกลางอากาศ
เสียงหัวเราะแหบพร่าอันเย็นเยียบราดรดลงมาจากหลังคาราวกับเสียงของมัจจุราช
“ฮ่าๆๆ… ไม่เลวๆ สมคำร่ำลือกับฉายา ‘กระบี่สุราไร้พ่าย’ จริงๆ… แต่เด็กน้อยเจ้าคิดหรือว่า กิ่งไม้ไผ่เน่าๆ กิ่งเดียว จะปกป้องนังหนูตระกูลมู่จากเงื้อมมือของข้าได้?”
ร่างในชุดคลุมสีโลหิตปรากฏขึ้นบนขื่อคาบ้านอย่างเงียบเชือก ใบหน้าครึ่งหนึ่งสวมหน้ากากกระดูกอสูร นัยน์ตาสสีแดงฉานจ้องมองมาที่ไป๋อวิ๋นและมู่หลานถิงราวกับมองมดปลวก และคนผู้นั้นก็คือ ‘ผู้อาวุโสโลหิตทมิฬ’ เป้าหมายที่นางตามล่ามาตลอดชีวิต!
ไป๋อวิ๋นหุบรอยยิ้มกวนประสาทลงทันที นัยน์ตาคู่คมที่เคยฉายแววขี้เล่นเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังดั่งมหาสมุทรลึก เขาค่อยๆ ขว้างกิ่งไผ่ในมือทิ้งลงพื้น ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะด้ามกระบี่ไม้เก่าๆ ที่คาดอยู่ข้างเอวเป็นครั้งแรก
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้นะครับ
เซียนสุราไร้พ่ายกับนางเซียนผู้ตัดบ่วงมาร•ตอนที่ 2
กระบี่ไม้ไผ่ที่ไร้กระบวนท่า
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้พ่ายกับนางเซียนผู้ตัดบ่วงมาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
