คมกระบี่ไม้เก่าคร่ำคร่าในฝักส่งเสียง "กริ๊ก" แผ่วเบา แต่กลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของคนทั้งคู่ราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดผ่ากลางฤดูร้อน บรรยากาศรอบกายของไป๋อวิ๋นแปรเปลี่ยนจากชายขี้เมาผู้สำมะเลเทเมาอย่างไร้แก่นสาร กลายเป็นพยัคฆ์หนุ่มหมอบซ่อนเขี้ยวเล็บ ผู้พร้อมจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่งให้แหลกเป็นจุลหากมีผู้ใดล้ำเส้น
มู่หลานถิงหาได้สะท้านสะเทือนไม่ นัยน์ตาคู่คมดุจกระบี่น้ำแข็งของนางยังคงความราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัว แม้ปลายนิ้วเรียวขาวราวหยกสลักจะขยับเข้าใกล้ด้ามกระบี่วิเศษประจำกายอย่างสัญชาตญาณก็ตาม
"เจ้าคิดจะใช้กำลังกับข้าอย่างนั้นหรือ... ไป๋อวิ๋น?" น้ำเสียงของนางเยือกเย็นจนเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบจากยมโลก แต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
"กำลังหรือ? หึ..." ไป๋อวิ๋นแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมที่มักฉายแววขี้เล่นบัดนี้กลับลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่ไร้ก้นบึง เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เพียงแต่ปล่อยให้จิตสังหารอันเข้มข้นไหลเวียนผ่านปลายนิ้วที่กุมด้ามกระบี่ "ข้าเป็นเพียงบัณฑิตผู้รักสงบและหลงใหลในรสสุรา จะกล้าใช้กำลังกับศิษย์เอกแห่งสำนักหิมะนิรันดร์ผู้สูงส่งได้อย่างไรกันเล่าแม่นางมู่ เพียงแต่... ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดมาออกคำสั่ง และยิ่งเกลียดชังการถูกต้อนให้จนมุมเป็นที่สุด"
สายลมยามราตรีพัดโชยผ่านซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยมเก่าแก่ กลิ่นอายของความตายและกลิ่นสุราหมักชั้นดีคละคลุ้งปะปนกันในอากาศ ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าวนี้เปรียบเสมือนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย หากใครคนใดคนหนึ่งขยับผิดจังหวะ แม้แต่เงาของตนเองก็อาจไม่หลงเหลือให้เห็น
ความจริงแล้ว ทั้งคู่ต่างรู้ดีแก่ใจ... เบาะแสของ 'คัมภีร์บรรพกาลสุริยันจันทรา' ที่พวกเขากำลังตามหา มิได้กระจัดกระจายอย่างไร้ทิศทาง แต่มันถูกกักเก็บไว้ในเขตอาคมโบราณที่ตั้งอยู่ลึกลงไปในหุบเขาหมื่นอสูร ซึ่งลำพังแค่ฝีมือของคนผู้เดียว ต่อให้เป็นเซียนผู้บรรลุ มรรคผลแล้ว ก็ยากที่จะฝ่าด่านค่ายกลมรณะเข้าไปได้โดยไร้รอยขีดข่วน
มู่หลานถิงถอนหายใจยาวนาน นางป้องมือเก็บกระบี่กลับเข้าที่เดิม ความเย็นชาบนใบหน้านั้นอ่อนลงเพียงเสี้ยวอารมณ์ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบกายผ่อนคลายลง "เจ้าโง่เง่า... สำนักหิมะนิรันดร์ของข้าและเหล่าพรรคพวกมารกำลังเคลื่อนไหว หากเจ้าคิดจะเดินทางลำพังเพื่อตามหาคัมภีร์เล่มนั้น เกรงว่าเจ้าคงกลายเป็นโครงกระดูกแห้งๆ ก่อนจะได้ลิ้มรสสุราไหต่อไปเสียอีก"
ไป๋อวิ๋นหุบรอยยิ้มกวนประสาทลงทันที นัยน์ตาคู่คมที่เคยฉายแววขี้เล่นเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังดั่งมหาสมุทรลึก เขาค่อยๆ ขว้างกิ่งไผ่ในมือทิ้งลงพื้น ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะด้ามกระบี่ไม้เก่าๆ ที่คาดอยู่ข้างเอวเป็นครั้งแรก เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทุ้มลึกบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ต่อให้ข้าต้องกลายเป็นโครงกระดูกจริง อย่างน้อยวิญญาณของข้าก็ยังคงอิสระ ไม่ต้องก้มหัวให้กฎเกณฑ์งี่เง่าของสำนักใด และที่สำคัญ..." ไป๋อวิ๋นก้าวเข้าไปประชิดตัวนางช้าๆ จนได้กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของหญิงสาวลอยเข้าจมูก "ข้าไม่ชอบร่วมทางกับคนหน้าตาบูดบิ้งที่เอาแต่พูดเรื่องคุณธรรมและกฎระเบียบตลอดเวลาหรอกนะแม่นางมู่"
"ถ้าเช่นนั้น... เจ้าก็จงเดินไปตายตามลำพังเถอะ" มู่หลานถิงหมุนกายกลับทันที ชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วไหวตามแรงลม นางก้าวเท้าเตรียมจะจากไปโดยไม่เหลียวแล
"เดี๋ยวก่อน!" เสียงทุ้มเอ่ยรั้งไว้
หญิงสาวชะงักฝีเท้าแต่ไม่หันกลับมามอง "มีอันใดอีก?"
ไป๋อวิ๋นยกไหสุราขึ้นซดอึกใหญ่ ปาดคราบสุราที่เปื้อนมุมปากลวกๆ ด้วยหลังมือ ก่อนจะยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้นางต้องขมวดคิ้วมุ่น "หุบเขาหมื่นอสูรมีค่ายกลแปดทิศสวรรค์สะท้าน หากเจ้าไม่มี 'เข็มทิศวิญญาณสุรา' ของข้า ต่อให้เจ้ามีกระบี่ยาวิเศษวิโสมาจากไหน เจ้าก็ทำได้เพียงเดินวนอยู่ในเขาวงกตนั้นจนแก่ตาย... ตกลงว่า เราจะร่วมมือกันดีๆ หรือจะให้ข้าดื่มสุรามองดูเจ้าหลงทางอยู่ในนั้นจนหมดลมหายใจกันแน่ล่ะ?"
มู่หลานถิงหันกลับมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองปนความระอา นางรู้ดีว่าชายผู้นี้เจ้าเล่ห์เพทุบายและเชื่อถือไม่ได้เสียยิ่งกว่าจิ้งจอกพันปี แต่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ข้อเสนอของเขาคือหนทางเดียวที่จะทะลวงเข้าสู่ใจกลางค่ายกลได้
"ก็ได้..." นางเค้นเสียงลอดไรฟัน "เราจะร่วมทางกัน... แต่ถ้าเจ้ากล้าตุกติกหรือถ่วงแข้งถ่วงขาข้าแม้แต่ก้าวเดียว กระบี่ในมือข้าจะไม่ไว้หน้าสำนักไหนทั้งสิ้น!"
"ตกลงตามนี้!" ไป๋อวิ๋นหัวเราะร่าเริงอย่างอารมณ์ดี เขายื่นไหสุราไปตรงหน้าหญิงสาวราวกับจะแสดงความจริงใจ "เช่นนั้นในฐานะสหายร่วมทาง... แม่นางมู่ จะลองดื่มอึกอักร่วมกับข้าสักไหเพื่อเป็นเคล็ดลับความเฮงก่อนออกเดินทางสักหน่อยไหมล่ะ?"
มู่หลานถิงปัดไหสุราในมือเขาจนเกือบคว่ำด้วยความรังเกียจ นางสะบัดหน้าหนีแล้วก้าวเดินนำหน้าไปก่อน "เก็บสุราโสโครกของเจ้าไว้ดื่มคนเดียวเถอะ ไป๋อวิ๋น! เราจะออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้!"
ไป๋อวิ๋นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาคมกริบมองตามแผ่นหลังบางอันสง่างามที่เดินนำหน้าไป เขาหยิบไหสุราขึ้นมาซดอีกรอบพลพพึมพำกับตัวเองเบาๆ "หึ... เย็นชาเสียจริง ระวังเถอะ แม่นางน้ำแข็ง... ยิ่งเจ้ารังเกียจข้ามากเท่าไหร่ เจ้าอาจจะตกหลุมรักรอยยิ้มของข้ามากเท่านั้นในภายภาคหน้า..."
การเดินทางอันยาวนานและเต็มไปด้วยกลิ่นอายเลือดของสองขั้วอำนาจได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า...
ในเงื้อมเงาของพงไพรเบื้องหน้า มีนัยน์ตาสีแดงฉานคู่หนึ่งกำลังจ้องมองความเคลื่อนไหวของพวกเขาทุกฝีก้าว พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังขึ้นมาจากความมืดมิด
*"หึหึ... ในที่สุดเหยื่อทั้งสองก็เดินเข้ามาในกรงเล็บพร้อมกันเสียที..."*
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ยุทธภพไปพร้อมกับข้า ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
เซียนสุราไร้พ่ายกับนางเซียนผู้ตัดบ่วงมาร•ตอนที่ 3
ข้อตกลงที่ไม่มีใครต้องการ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้พ่ายกับนางเซียนผู้ตัดบ่วงมาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
