รอยขีดสีแดงบนกระดาษไขแผ่นนั้นยังร้อนผ่าว...
"ถ้าคุณยังยืนกรานจะยัดเสาบดบังทัศนียภาพตรงมุมรับแขกนี้เข้าไปอีกต้น ผมเกรงว่าโปรเจกต์นี้คงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น 'เรือนจำโมเดิร์น' แทนที่จะเป็นบูติกโฮเต็ลนะคะ คุณวิศวกร"
กวินท์สะบัดปลายปากกาโรลเลอร์บอลในมือ กระแทกเสียงใส่อย่างไม่ไว้หน้า ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตลินินพับแขนขึ้นถึงข้อศอกยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานชั่วคราวในตู้คอนเทนเนอร์สำนักงานสนาม ดวงตากลมโตเรียวรีฉายแววพยศอย่างชัดเจน ไม่มีทีท่าว่าจะยอมลดราวาศอกให้วิศวกรหนุ่มรุ่นพี่ที่ยืนค้ำหัวอยู่เลยแม้แต่น้อย
ภีมพ่นลมหายใจพรืดใหญ่ออกทางจมูกโด่งเป็นสัน มือหนาที่เปื้อนคราบฝุ่นปูนบางเบายกขึ้นเสยผมสีเข้มที่ชื้นเหงื่ออย่างหงุดหงิด เขาก้มตัวลงต่ำ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนแทบสัมผัสได้ถึงไออุ่นระอุจากร่างกาย
"เรือนจำบ้าอะไร ถ้าไม่มีเสารับน้ำหนักจุดนั้น ชั้นสองที่คุณอวดนักอวดหนาว่าเป็น 'พื้นที่โล่งไร้เสาขวางกั้น' ของคุณ มันจะร่วงลงมาฝังร่างพวกเราก่อนที่จะได้เปิดให้บริการลูกค้าด้วยซ้ำครับ คุณสถาปนิกปากแจ๋ว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนจัดลอดไรฟันออกมา ภีมจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ระคนเอ็นดูที่เขาต้องเก็บซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าบึ้งตึง
*ช... หรือว่า...*
ความคิดบางอย่างสะดุดกริ๊กในหัวของกวินท์เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าระยะห่างระหว่างเขากับภีมมันใกล้เกินความจำเป็น ดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายที่มักจะดุเขาราวกับครูฝ่ายปกครองเวลานี้กลับพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจในอกข้างซ้ายกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว
กวินท์เบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันทีเพื่อซ่อนร่องรอยความปั่นป่วนที่จู่ๆ ก็ตีรวนขึ้นมาในอก มือเรียวแสร้งหยิบแปลนก่อสร้างขึ้นมาสะบัดพรึบพรัับกลบเกลื่อนความประหม่า
"ช... ช่างมันเถอะค่ะ! เรื่องโครงสร้างเดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่ เอาเป็นว่าตอนนี้พักรบเรื่องงานก่อนเธียร... เอ๊ย! หมายถึงคุณภีม" กวินท์เกือบหลุดปากเรียกชื่อเล่นสมัยมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ใช้มาหลายปีดีดัก โชคดีที่ดึงสติกลับมาทันในเสี้ยววินาที
ภีมชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมหรี่ลงอย่างจับผิดเมื่อได้ยินเสียงสะดุดนั้น แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ต่อความยาวยืดเยื้อ
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่อบอ้าวด้วยไอแดดยามบ่ายเปลี่ยนเป็นความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแข่งกับเสียงเครื่องจักรกลหนักนอกหน้าต่าง
ภีมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พับอลูมิเนียมฝั่งตรงข้ามอย่างหมดแรง ถอดหมวกนิรภัยสีขาวออกวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วคลึงขมับตัวเองเบาๆ ความเครียดสะสมจากการตรวจหน้างานตลอดสัปดาห์ฉายชัดบนใบหน้าคมคายที่แม้จะดูเหนื่อยล้าแต่ก็ยังมีเสน่ห์แบบดิบเถื่อนในแบบฉบับของวิศวกรสายลุย
กวินท์แอบชำเลืองมองผ่านหางตา ร่างสูงที่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ตรงนั้นชวนให้นึกถึงภาพสเก็ตช์ถ่านไม้ที่เขาเคยแอบวาดสมัยเรียนปีสอง—โครงหน้าชัดเจน สันจมูกคม และริมฝีปากที่มักจะเม้มเข้าหากันเวลาใช้ความคิด
"เอ้า..." เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบโดยที่เปลือกตายังคงปิดสนิท ภีมเลื่อนกระป๋องกาแฟดำเย็นจัดที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราวมาตรงหน้ากวินท์ "ดื่มซะ หน้าซีดเป็นไก่ต้มเข้าไปทุกทีแล้ว หรือว่าสมองเริ่มฝืดจนคิดดีไซน์ไม่ออกแล้วล่ะ"
ปากร้ายไม่เคยเปลี่ยน! กวินท์ค้อนขวับ คว้ากระป๋องกาแฟมาเปิดฝาอย่างแรงจนของเหลวสีดำกระฉอกเล็กน้อย
"ฉันไม่ได้คิดไม่ออกค่ะ แค่กำลังคิดอยู่ว่าจะแก้ปัญหาความหัวดื้อของคุณยังไงต่างหาก" กวินท์เถียงกลับเสียง
"ปากดี" ภีมลืมตาขึ้น มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มหายากที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก ยิ้มที่ทำให้ดวงตาคู่นั้นแพรวพราวเสียจนคนมองต้องรีบหลบสายตา "กินเข้าไปซะ จะได้มีแรงมาเถียงผมต่อ"
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัดระหว่างสงครามประสาท หากแต่เป็นความนิ่งงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด
ภีมหยิบสมุดโน้ตปกหนังสีน้ำตาลเข้มของตัวเองขึ้นมาพลิกเปิดดู มันไม่ใช่แปลนวิศวกรรม แต่เป็นภาพสเก็ตช์ลายเส้นอิสระรูปอาคารทรงโค้งแปลกตาที่ผสานเข้ากับพื้นที่สีเขียวอย่างลงตัว
กวินท์เหลือบไปเห็นเข้าพอดี คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ "นั่น... คุณวาดเหรอคะ?"
ภีมชะงักเล็กน้อย รีบปิดสมุดโน้ตลงทันทีก่อนจะดันมันไปไกลตัว ใบหน้าคมเข้มมีร่องรอยความเก้อเขินฉาบขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างแนบเนียน
"งานอดิเรกน่ารำคาญ อย่าใส่ใจเลย" ภีมตอบเสียงห้วน พยายามทำตัวเป็นปกติ แต่หูทั้งสองข้างกลับแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด
"งานอดิเรก?" กวินท์ทวนคำ ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความทึ่งแกมท้าทาย "วิศวกรสายบู๊อย่างคุณเนี่ยนะจะมานั่งสเก็ตช์รูปสถาปัตยกรรมอินทรีย์แบบนี้? ไหนขอดูหน่อยสิคะ อย่าหวงนักเลย"
ร่างโปร่งขยับตัวโน้มเข้าไปใกล้โต๊ะฝั่งตรงข้ามโดยไม่ทันระวังตัว มือเรียวเอื้อมไปหมายจะคว้าสมุดเล่มนั้น แต่ภีมไว
พรึบ!
มือหนาคว้าข้อมือบางของกวินท์ไว้มั่น แรงดึงเพียงเล็กน้อยทำให้ร่างของสถาปนิกหนุ่มเสียหลัก พุ่งไถลไปตามแรงดึงจนหน้าอกเกือบแนบชิดกับอกแกร่งของวิศวกรหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
ลมหายใจสะดุดกึก กลิ่นอายแดดอ่อนๆ และกลิ่นบุรุษเฉพาะตัวจากกายของภีมโชยเข้าปะทะจมูก กวินท์เบิกตากว้าง หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ขณะที่ภีมเองก็นิ่งค้างไปเช่นกัน นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นก้มลงมองริมฝีปากที่เผยอออกเล็กน้อยด้วยความตกใจอย่างเผลอไผล
ไม่มีใครขยับเขยื้อน ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดออกมา ท่ามกลางเสียงเจาะถนนจากไซต์งานก่อสร้างด้านนอก โลกทั้งใบราวกับถูกกดปุ่มหยุดชăngชั่วขณะ
นิ้วอุ่นจัดของภีมยังคงกุมข้อมือของกวินท์ไว้หลวมๆ สัมผัสอุ่นซ่านลามเลียจากผิวเนื้อเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว กวินท์เงยหน้าขึ้นสบตา ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มกันและกันในระยะประชิดที่ใกล้จนอันตราย
"คุณ..." กวินท์กระซิบเสียงสั่น พยายามจะดึงมือกลับแต่ภีมกลับกระชับมือแน่นขึ้นกว่าเดิม
ดวงตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มทอประกายลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา ริมฝีปากหยได้รูปขยับเข้าใกล้ชิดริมฝีปากของอีกฝ่ายช้าๆ ราวกับถูกสะกดจิต
"ถ้าไม่อยากให้ผมเผลอทำอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้..." เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบแผ่วเบาอยู่ชิดริมฝีปาก "ช่วยเลิกทำหน้าแบบนี้เวลาอยู่ใกล้ผม... สักทีได้ไหมครับ กวินท์"
กวินท์สมองขาวโพลน คำพูดจิกกัดทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วไปทั่วใบหน้า
แกร๊ก! เสียงลูกบิดประตูกระแทกเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับเสียงใสของรินรดาที่ดังลั่นทะลุเข้ามา
"พีกวินท์คะ! ทางเทศบาลโทรมาแจ้งเรื่อง... อุ๊ย!"
สถาปนิกรุ่นน้องหยุดชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า—ภาพที่วิศวกรหนุ่มตัวโตกำลังโอบกอดสถาปนิกคนเก่งไว้ในอ้อมแขนบนโต๊ะทำงานตัวน้อยอย่างแนบชิดสนิทสนม
รินรดาอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า รีบยกมือขึ้นปิดตาตัวเองทันควันแต่ก็ยังแอบกางนิ้วออกมอง "เอ่อ... ขอโทษค่ะ! คือหนู... หนูไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะรัก... เอ๊ย! ขัดจังหวะคุยงานนะคะ!"
กวินท์สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต รีบผลักอกภีมออกสุดแรงแล้วกระโดดถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู ร่างโปร่งจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่อย่างลนลาน พยายามทำตัวให้ปกติที่สุดแต่เสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกองศึกกลับทรยศความนิ่ง
ภีมถอนหายใจยาวด้วยความเสียดายระคนขัดใจ ดวงตาคมตวัดมองรุ่นน้องตัวแสบที่ยืนยิ้มแห้งๆ อยู่ตรงประตูอย่างคาดโทษ แต่ริมฝีปากหนากลับกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น
"มีอะไรก็ว่ามาสิครับ รินรดา" ภีมเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตายังคงจ้องมองคนหน้าแดงที่ยืนหลบมุมอยู่ข้างหน้าต่างไม่วางตา
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน รู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัววิศวกรหนุ่มรุ่นพี่ แต่เรื่องที่เธอนำมาแจ้งนั้นมันด่วนเสียยิ่งกว่าด่วนจนเธอไม่มีทางเลือก
"คือ... ทางเขตสั่งระงับการก่อสร้างชั่วคราวค่ะ!" รินรดาโพนทะนาเสียงดังลั่นห้อง "เพราะมีคนร้องเรียนว่าแบบแปลนโครงสร้างชั้นสามของเรา... ขัดกับกฎหมายควบคุมอาคารโบราณสถานใกล้เคียงค่ะ!"
คำพูดประโยคสุดท้ายทิ้งน้ำหนักลงกลางห้องราวกับระเบิดเวลา กวินท์หันขวับกลับมามองหน้าภีมทันที ความตึงเครียดเรื่องงานกลับมาพุ่งทะยานเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ในเสี้ยววินาที ขณะที่ภีมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าคมเข้มตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อตระหนักถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาเคาะประตูห้องทำงานของพวกเขา
ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างและร่วมเดินทางไปกับ "หมอกไม้ไผ่" ในทุกๆ ตัวอักษรนะคะ
สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน•ตอนที่ 7
พื้นที่ปลอดภัยในเขตก่อสร้าง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!