“แบบแปลนชุดนี้คุณกวินท์เซ็นอนุมัติเองกับมือ แต่ทำไมหน้างานถึงกลายเป็นงานแก้แบบที่ไม่ตรงกับโครงสร้างหลักไปได้ล่ะครับ”
เสียงทุ้มต่ำของภีมดังข้ามโต๊ะประชุมไม้ตัวยาว บรรยากาศในห้องทำงานชั่วคราวกลางไซต์งานเงียบสนิทจนได้ยินเสียงแอร์เก่าๆ ครางหึ่ง กวินท์ที่กำลังก้มหน้าขีดเขียนเส้นสายลงบนพิมพ์เขียวชะงักมือ เขาวางปากกาด้ามหรูลงช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง
“ผมสั่งแก้เพราะผมเห็นว่ามันไม่สมดุลกับสุนทรียภาพที่ผมวางไว้ ส่วนเรื่องโครงสร้าง... คุณเป็นวิศวกรไม่ใช่เหรอภีม? ถ้าแก้แค่นี้แล้วรับมือไม่ได้ ก็อย่ามาอ้างเรื่องมาตรฐานกับผมเลย” กวินท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกราวกับใบมีดโกน
ภีมขบกรามแน่นจนเห็นสันกรามเด่นชัด เขาไม่ได้โกรธเพราะงาน แต่เขาโกรธที่ความสัมพันธ์ของเขากับอีกฝ่ายถูกแช่แข็งมานานกว่าสัปดาห์ นับตั้งแต่คืนนั้นที่ทั้งคู่ต่างคนต่างล้ำเส้นความรู้สึกกันไปมา ทั้งสองก็เหลือเพียงความเงียบที่ทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นกลาง
“ผมไม่ได้บอกว่ารับมือไม่ได้ แต่ที่ผมพูด คือผมต้องการความชัดเจน... ไม่ใช่การประชดประชันแบบที่คุณกำลังทำอยู่”
“ชัดเจนพอหรือยังครับ?” กวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือเรียวสวยดันแฟ้มงานไปตรงหน้าอีกฝ่าย “ถ้าคุณมองว่างานผมมันมีปัญหา ก็แค่ทำตามหน้าที่ไป หรือถ้าทำไม่ได้ ก็บอกผมมาตรงๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งปั้นหน้าเย็นชาใส่กันแบบนี้ให้เสียเวลา ผมมีงานต้องทำต่อ”
ภีมไม่ได้หยิบแฟ้ม แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของกวินท์จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ กวินท์ชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ยังเชิดหน้าท้าทายไว้เหมือนเคย ดวงตาคมคายของวิศวกรหนุ่มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของสถาปนิกปากร้ายราวกับจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบนั้น
“ทำเป็นปากดีไปเถอะกวินท์” ภีมกระซิบชิดริมฝีปาก “ข้างในคุณอาจจะบอกว่าไม่สน แต่สายตาคุณมันฟ้องตลอดว่าคุณกำลังรอให้ผมง้อ... หรือว่าผมเข้าใจผิด?”
กวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ “สำคัญตัวผิดไปหน่อยหรือเปล่า? งานที่ล่าช้าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว แต่มันเกี่ยวกับ ‘ความไร้ประสิทธิภาพ’ ของคนที่อยู่หน้างานต่างหาก”
ภีมไม่ปล่อยให้กวินท์ได้ต่อปากต่อคำ เขาคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่นแรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่ทว่าหนักแน่นและกักขัง กวินท์พยายามสะบัดออกแต่ภีมกลับดึงร่างบางให้เข้ามาใกล้จนหน้าอกเกือบชนกัน
“สามวันแล้วนะกวินท์” ภีมลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ “สามวันที่ห้องประชุมนี้เงียบเหงาจนผมแทบบ้า คุณจะเล่นเกมนี้ไปถึงไหน?”
“ก็จนกว่าคุณจะรู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ” กวินท์สวนกลับทันควัน แม้หัวใจจะเต้นรำไปกับสัมผัสที่ข้อมือ แต่เขาก็ยังคงไว้ซึ่งทิฐิอันแรงกล้า
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่เย็นชาเหมือนช่วงแรก มันกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดที่แฝงไปด้วยความปรารถนาที่ไม่มีใครยอมพูดออกไป ทั้งคู่ต่างจ้องตากันราวกับกำลังทำสงครามประสาทที่ไม่มีผู้ชนะ ทุกลมหายใจของภีมรดรินอยู่บนใบหน้าของกวินท์ ขณะที่นิ้วเรียวของสถาปนิกหนุ่มเริ่มสั่นเทาอยู่ภายใต้การกอบกุมนั้น
ทว่าก่อนที่ความเงียบจะถูกทำลายด้วยคำพูดใดๆ ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดผางออกอย่างแรง รินรดาที่ถือม้วนแบบพะรุงพะรังวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“พี่กวินท์! พี่ภีม! แย่แล้วค่ะ! ฝนที่ตกหนักเมื่อคืนทำให้น้ำรั่วเข้าโกดังเก็บวัสดุไม้ที่เพิ่งส่งมาใหม่หมดเลย! ทางฝ่ายจัดซื้อโทรมาโวยวายใหญ่แล้วค่ะ!”
กวินท์รีบสะบัดข้อมือออกทันที เขาเบนหน้าหนีไปมองทางอื่นเพื่อซ่อนริ้วรอยความวุ่นวายในใจ ส่วนภีมทำเพียงแค่ผ่อนลมหายใจยาวด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ แต่เขาก็รู้ดีว่างานสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
“ตามมา” ภีมสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะหันหลังเดินผ่านหน้ารินรดาออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
กวินท์ขยับเนกไทที่เริ่มอึดอัดพลางเม้มปากแน่น เขาไม่ได้เดินตามภีมไปทันที แต่หยุดยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความที่ค้างอยู่ในแอปพลิเคชันสนทนา... เป็นข้อความจากภีมที่พิมพ์ทิ้งไว้เมื่อคืนนี้ แต่กวินท์ยังไม่เคยเปิดอ่าน
*‘พรุ่งนี้เช้า... เรามาคุยกันให้จบเรื่องสถานะของเราได้ไหม’*
กวินท์ปิดหน้าจอนั้นลงด้วยใจที่เต้นรัว ความเงียบที่เขาใช้เป็นอาวุธตลอดหลายวันที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นหอกที่ทิ่มแทงหัวใจของเขาเองเสียแล้ว
รินรดาที่ยังยืนอยู่ตรงประตูมองสลับไปมาระหว่างแผ่นหลังของคนทั้งคู่ด้วยแววตาที่จับพิรุธได้บางอย่าง เธอไม่ได้โง่พอที่จะไม่รู้ว่าบรรยากาศระหว่างสถาปนิกและวิศวกรคู่นี้มันกำลังเดือดพล่านจนแทบจะระเบิดออกในไม่ช้า
“สรุปว่า... จะไปดูหน้างานกันหรือยังคะ? หรือจะรอให้ฝนตกซ้ำลงมาอีกรอบก่อน?” รินรดาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงประชดประชันนิดๆ
กวินท์สูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นสถาปนิกผู้เย็นชาดั่งเดิม ก่อนจะก้าวเดินผ่านรินรดาออกไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตาแล แต่มือของเขากลับกำแน่นจนขาวซีด
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู มือหนาของใครบางคนที่ยืนรออยู่มุมมืดของทางเดินก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเขา พร้อมกับแรงดึงที่ลากตัวเขาเข้าไปในมุมอับของตึก... ที่ซึ่งไร้สายตาของผู้คน
ภีมผลักกวินท์จนหลังชนกับผนังปูนเย็นเยียบ ก่อนจะกักขังเขาไว้ด้วยวงแขนที่แกร่งดั่งเหล็กกล้า กวินท์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ดวงตาคู่นั้นสั่นระริกเมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความดุดันแต่ก็โหยหาของคนตรงหน้า
“เราไม่ได้คุยกันเรื่องงาน... แต่เราต้องคุยเรื่อง ‘เรา’ ให้จบเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ความเงียบมันจะฆ่าผมตายเสียก่อน” ภีมก้มหน้าลงมาจนหน้าผากชิดกัน “กวินท์... บอกมาคำเดียว ว่าคุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมเลย แล้วผมจะหยุดกวนใจคุณนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป”
กวินท์เม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความเงียบที่เขาพยายามสร้างขึ้นเพื่อเป็นกำแพงป้องกันตนเอง กำลังจะพังทลายลงด้วยคำถามเพียงประโยคเดียวจากคนปากร้ายที่เขาทั้งรักทั้งเกลียดคนนี้
หมอกไม้ไผ่หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ใจเต้นไม่เป็นจังหวะเหมือนกับที่หมอกรู้สึกตอนเขียนนะคะ ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงตอนที่ 24 ค่ะ!
สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน•ตอนที่ 24
ความเงียบคือคำตอบ
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!