สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน•ตอนที่ 13

ปาร์ตี้บริษัทคือสมรภูมิ

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
“ดื่มอีกแก้วเถอะน่า สถาปนิกผู้สูงส่ง หรือว่ากลัวว่าดีไซน์เนอร์อย่างคุณจะเมาจนกลับคอนโดไม่ถูกล่ะครับ?” เสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงจังหวะเร้าใจและแสงไฟนีออนสลัวสีม่วงแดงภายในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวของโรงแรมหรูริมแม่น้ำ งานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของโปรเจกต์ใหญ่ประจำปีดำเนินมาถึงช่วงเวลาวัดใจ โต๊ะกลมตัวยาวเต็มไปด้วยขวดแก้วทรงสูงและแก้วค็อกเทลสีสวย ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับคุกกรุ่นยิ่งกว่าอุณหภูมิห้อง กวินท์ตวัดสายตาคมกริบมองหน้าคนท้าทายด้วยความหมั่นไส้ ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มเหยียดหยามอย่างเคยตัว นิ้วเรียวยาวหยิบแก้วทรงเตี้ยที่มีของเหลวสีอำพันอัดแน่นด้วยแอลกอฮอล์ขึ้นมาหมุนวนช้าๆ รสชาติร้อนแรงบาดคอไม่ได้ทำให้เขาสะท้านแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือศักดิ์ศรีของสถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร—โดยเฉพาะกับวิศวกรปากร้ายที่ชื่อ ‘ภีม’ “คำก็ผู้สูงส่ง สองคำก็กลัว… คุณช่วยกรุณาจำไว้ด้วยนะวิศวกรภีม ว่าคนอย่างกวินท์ไม่เคยถอยให้ใครในสนามรบ ไม่ว่าจะบนหน้ากระดาษเขียนแบบหรือหน้าโต๊ะดื่มนี่ก็ตาม” พูดจบ กวินท์ก็กระดกของเหลวรวดเดียวหมดแก้ว วางกระแทก concordance ลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นท่ามกลางเสียงโห่ร้องเชียร์ของพนักงานในบริษัท รินรดาที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับเบิกตากว้าง รีบยื่นมือมาดึงแขนเสื้อรุ่นพี่ไว้ทันที “พี่กวินท์ พอเถอะค่ะ นั่นวิสกี้เข้มข้นนะ ไม่ใช่น้ำเปล่า… ดูสิ หน้าแดงหมดแล้ว” “ฉันยังไหว ริน” กวินท์ปัดมือรุ่นน้องออกเบาๆ ทว่าดวงตากลมโตที่ปกติมักจะฉายแววเฉียบคมและดุดัน ตอนนี้กลับเริ่มมีประกายฉ่ำน้ำและความมึนงงพาดผ่านอย่างปิดไม่มิด สติที่เคยควบคุมทุกอย่างไว้ด้วยความสมบูรณ์แบบเริ่มสั่นคลอนทีละนิดตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่พุ่งสูงขึ้นในกระแสเลือด ภีมมองท่าทางนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือเพียงแววตาคู่คมที่ฉายความกังวลลึกซึ้งระคนความดุ ชายหนุ่มขยับตัวเข้ามาใกล้จนไหล่กว้างเบียดชิดกับอีกฝ่าย กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยแอลกอฮอล์และน้ำหอมราคาแพงโชยเข้าจมูกจนกวินท์เผลอสูดหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว “ไหวเหรอครับ หน้าคุณตอนนี้แดงไปถึงใบหูแล้วนะ สถาปนิกปากเก่ง” ภีมกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความดังลงเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำให้กวินท์ขนลุกซู่โดยอัตโนมัติ “ยุ่งน่า…” กวินท์พึมพำเสียงเบา มือเรียวยกขึ้นนวดขมับตัวเองที่เริ่มตุบๆ ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนต้องปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวเม็ดบนออกเพื่อระบายอากาศ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนเป็นบางจังหวะ ทิฐิอันสูงส่งที่เคยค้ำคอเริ่มพังทลายลงทีละน้อยภายใต้ฤทธิ์ของน้ำเมา ความเงียบงันชั่วขณะเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ท่ามกลางความอึกทึกครึกโครมรอบตัว รินรดาฉลาดพอที่จะถอยฉากออกไปเนียนๆ ปล่อยให้รุ่นพี่ทั้งสองเผชิญหน้ากันตามลำพังในพื้นที่ส่วนตัวที่ถูกสร้างขึ้นโดยความเงียบงันทางอารมณ์ กวินท์หันไปมองหน้าภีม แววตาที่เคยแข็งกร้าวตอนนี้กลับฉายความเปราะบางที่เจ้าตัวพยายามซ่อนเร้นมาตลอดชีวิต ความกดดันจากงาน การแข่งขัน และความคาดหวังรอบด้านที่แบกไว้บนบ่า บัดนี้มันถูกขับออกมาผ่านหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอหน่วยตาอย่างน่าใจหาย “ทำไม…” กวินท์เอ่ยเสียงพร่า มือเรียวยื่นไปคว้าปกเสื้อของวิศวกรหนุ่มไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แรงดึงทำให้ภีมต้องโน้มตัวเข้าไปใกล้มากขึ้นจนหน้าผากเกือบชนกัน “ทำไมคุณต้องคอยขัดใจฉันตลอดเวลาด้วยวะภีม… ในหน้างานก็เถียงกัน นอกเวลางานก็ยังตามมาป่วน… คุณเกลียดฉันมากนักหรือไง?” คำถามนั้นไม่ใช่การหาเรื่อง แต่มันคือเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งของหัวใจที่อ่อนล้า กวินท์ในยามนี้ไม่ได้เป็นสถาปนิกมือหนึ่งผู้เย่อหยิ่งอีกต่อไป แต่เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเหนื่อยล้าและต้องการใครสักคนมารับฟัง ภีมชะงักไป ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าเนียนที่ขึ้นสีแดงจัดและริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความอึดอัด ความโกรธเคืองหรือความกวนประสาทที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงหัวใจที่เต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก มือหนายื่นไปกอบกุมมือเรียวที่กำปกเสื้อของตัวเองไว้ ค่อยๆ แกะนิ้วที่สั่นเทานั้นออกอย่างเบามือ แล้วเปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมกระชับมือคู่นั้นไว้แน่นแทน ความอบอุ่นจากฝ่ามือของภีมส่งผ่านความมั่นคงไปยังหัวใจที่กำลังเคว้งคว้างของกวินท์ “ผมไม่เคยเกลียดคุณเลย… กวินท์” ภีมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล และจริงจังอย่างที่กวินท์ไม่เคยได้ยินมาก่อน “ที่ผมต้องคอยขัด คอยคุม คอยตามติดคุณ ก็เพราะผมทนมองคุณฝืนตัวเองจนแทบไม่ไหวต่างหาก… คุณเก่งเกินไป จนบางทีคุณลืมไปแล้วว่าตัวเองก็มีสิทธิ์ที่จะเหนื่อย มีสิทธิ์ที่จะพังได้เหมือนกัน” กวินท์นิ่งอึ้ง สมองที่ประมวลผลช้าลงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์พยายามทำความเข้าใจคำพูดนั้น หัวใจกระหน่ำเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมไม่ใช่เพราะฤทธิ์สุรา แต่เป็นเพราะแววตาคมกริบที่กำลังทอดมองมา เต็มไปด้วยความคลั่งรักและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่หลังท่าทีปากร้ายมานาน “ภีม…” เสียงเรียกชื่อนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ทว่าก่อนที่กวินท์จะได้พูดอะไรต่อ ประตูห้องจัดเลี้ยงก็ถูกผลเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายของกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่เดินกลับเข้ามาพร้อมเค้กเซอร์ไพรส์ชิ้นใหญ่ “เฮ้ย! สองคนนั้นทำอะไรกันน่ะ หน้าชิดกันขนาดนั้น จะจูบกันโชว์เพื่อนร่วมงานเหรอวะ!” เสียงแซวของเพื่อนร่วมงานดังขึ้นก้องห้อง กวินท์สะดุ้งสุดตัว สติที่กระเจิดกระเจิงกลับเข้าร่างทันทีด้วยความตกใจ ชายหนุ่มรีบสะบัดมือออกจากการกอบกุมของภีมอย่างแรง ถอยหลังกรูดจนสะดุดเข้ากับพนักเก้าอี้ ทว่าก่อนที่ร่างเพรียวจะล้มลงไปกระแทกพื้น แขนแกร่งของภีมก็พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที ดึงรั้งเข้ามาชิดแนบอกแกร่งในเสี้ยววินาที ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดริมฝีปากกันและกัน ท่ามกลางเสียงโห่แซวรอบตัวที่ดังเซ็งแซ่จนแทบไม่ได้ยินเสียงอะไร ภีมก้มมองคนในอ้อมแขนที่นิ่งค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ริมฝีปากหยักยกยิ้มเจ้าเลื้อ.นขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าแววตากลับลึกล้ำเกินกว่าที่ใครจะคาดเดา “ระวังหน่อยสิครับ สถาปนิก…” ภีมกระซิบชิดริมฝีปากของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่จงใจให้ได้ยินกันแค่สองคน “เกมนี้ยังไม่จบหรอกนะ… เพราะคืนนี้ ผมยังไม่ยอมปล่อยให้คุณหนีผมไปไหนเด็ดขาด” ขอบพระคุณคุณรี้ดทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความละมุนและปะทะคารมไปพร้อมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%