"ถ้าสถาปนิกคนเก่งอย่างคุณจะใส่ใจรายละเอียดเรื่องโครงสร้างให้ได้สักครึ่งหนึ่งของความพยายามในการเถียงผม หน้างานคงไม่วุ่นวายจนผมต้องมาตามแก้ปัญหาให้ดึกดื่นแบบนี้หรอกนะคะ... อ้อ หรือว่าสมองส่วนการคำนวณของคุณมันถูกใช้ไปกับการคิดคำคมไว้ประชดผมหมดแล้วคะ คุณกวินท์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดแต่มันกลับแฝงความห่วงใยไว้อย่างมิดชิดดังขึ้น ท่ามกลางแสงไฟนีออนสีขาวนวลของตู้คอนเทนเนอร์สำนักงานชั่วคราวกลางไซต์งาน กวินท์สะดุ้งเล็กน้อย ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนจนถึงข้อศอกชะงักมือที่กำลังจรดปากกาลงบนกระดาษไขแผ่นใหญ่ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับวิศวกรหนุ่มเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทางกวนประสาทไม่เปลี่ยน
ภีมในยามนี้ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย เส้นผมหยักศกเล็กน้อยชื้นเหงื่อจากการลุยตรวจหน้างานมาทั้งวัน ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองตรงมาที่เขา—สายตาที่กวินท์เกลียดนักเกลียดหนา เพราะมันมักจะมองทะลุปรุโปร่งไปถึงความเหนื่อยล้าที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งๆ เสมอ
"ถ้าวิศวกรผู้ตรวจการจะกรุณาหุบปากแล้วเอาเวลาไปตรวจแบบแปลนฐานรากตามที่ผมคอมเมนต์ไว้เมื่อวาน ป่านนี้เราคงไม่ต้องมานั่งหน้าดำคร่ำเครียดกันในนี้นะครับ... เอ๊ย หมายถึงนะคะ" กวินท์เกือบเผลอหลุดคำพูดคุ้นปาก แต่ก็แก้เกมกลับได้อย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เคลือบด้วยความเย่อหยิ่งตามสไตล์
ภีมแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานจนพื้นที่แคบๆ ในตู้คอนเทนเนอร์แคบลงถนัดตา กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝุ่นปูนและน้ำหอมผู้ชายจางๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัสของกวินท์จนต้องแอบสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ
"ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะกวินท์" ภีมว่าพลางวางแก้วกระดาษสีน้ำตาลอุ่นๆ ลงบนโต๊ะทำงาน ทับกระดาษสเกตช์รูปทรงอาคารที่กวินท์เพิ่งร่างเสร็จ "กาแฟดำ... ลดหวานตามสั่ง ไม่ต้องมองผมด้วยสายตาระแวงแบบนั้น ผมแค่สั่งเกินแล้วมันเหลือ ขี้เกียจถือกลับบ้านต่างหาก"
กวินท์ก้มมองแก้วกาแฟอุ่นๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ชel มักจะเป็นแบบนี้เสมอ... ภีมปากร้าย ชอบจิกกัด ชอบหาเรื่องติติงงานออกแบบของเขาให้หงุดหงิดเล่น แต่ทุกครั้งที่เขาโหมงานหนักจนลืมเวลา วิศวกรหนุ่มคนนี้มักจะมีกาแฟอุ่นๆ หรือขนมปังรองท้องมาวางไว้ให้แบบไม่เคยขาด โดยมีข้ออ้างสารพัดเพื่อไม่ให้ตัวเองดูใจดีเกินไป
*ผู้ชายอะไร ซึนเดเระเป็นบ้า...* กวินท์ค่อนขอดในใจ พยายามบังคับมือไม่ให้สั่นตอนเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเพื่อกลบเกลื่อนความไหววูบในแววตา
"ขอบคุณค่ะ สำหรับความกรุณา... แต่บอกไว้ก่อนนะว่าต่อให้คุณเอาคาปูชิโน่พรีเมียมมาล่อ ผมก็ไม่ยอมลดสเปกกระจกเทมเปอร์ลงเด็ดขาด ความปลอดภัยของอาคารต้องมาก่อนความประหยัดงบงี่เง่าของคุณ เข้าใจตรงกันนะคะ"
ภีมถอนหายใจยาว ยอมแพ้ให้กับความดื้อรั้นที่ผสมอยู่ในดีเอ็นเอของสถาปนิกหนุ่มตรงหน้า ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าหวานที่เริ่มมีร่องรอยความอ่อนเพลียใต้ดวงตาอย่างพินิจพิเคราะห์
"ใครบอกว่าจะให้ลดสเปกกระจก? ผมแค่จะบอกว่าตรงมุมโค้งรับแรงลม ถ้าเพิ่มความหนาอีกนิดตามที่คุณเสนอมา มันจะเซฟกว่าเดิม... ผมเห็นด้วยกับคุณ จบไหม?"
คำพูดที่ยอมจำนนโดยง่ายทำเอากวินท์ชะงัก ค้างปากกาไว้กลางอากาศ ดวงตากลมโตมองอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจนัก ปกติแล้วภีมจะต้องหาเหตุผลร้อยแปดมาเถียงคอเป็นเอ็นเพื่อแย้งงานออกแบบของเขา แต่วันนี้... เขากลับยอมรับง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ?
"คุณ... กินยาผิดซองหรือเปล่าคะวันนี้ จู่ๆ ก็เห็นด้วยกับสถาปนิก มีแผนอะไรแอบแฝงหรือเปล่าเนี่ย" กวินท์หรี่ตามองอย่างจับผิด
"หรือต้องให้ผมหาเรื่องเถียงคุณทุกครั้ง คุณถึงจะสบายใจ?" ภีมเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงทุ้มเจือแววเอ็นดูกลายๆ ที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ "ผมแค่มองว่า... คุณหักโหมเกินไปแล้วนะกวินท์ งานออกแบบน่ะมันเสร็จทันกำหนดแน่ๆ แต่ถ้าสถาปนิกหน้าตาดีคนนี้ล้มป่วยคาสั่งงานขึ้นมา คนที่ซวยและต้องมารับผิดชอบงานต่อก็คือผมไม่ใช่หรือไง"
คำพูดนั้น... แม้จะพยายามห่อหุ้มด้วยเหตุผลเรื่องงาน แต่มันกลับซ่อนความห่วงใยที่ร้อนรุ่มเสียจนกวินท์ต้องรีบเบนสายตาหนี มองออกไปนอกกระจกตู้คอนเทนเนอร์ที่สะท้อนเงาไฟวับแวมจากเครนก่อสร้างด้านนอก
*อย่าหวั่นไหว... กวินท์ แกกำลังใจอ่อนกับผู้ชายปากร้ายคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด*
เขาท่องอยู่ในใจซ้ำๆ พยายามดึงกำแพงทิฐิที่สร้างขึ้นมาตั้งแตั้งแต่เริ่มโครงการนี้กลับมาตั้งตระหง่านอีกครั้ง ภีมเป็นแค่วิศวกร... เป็นคู่กัด เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ในการทำงาน และเป็นคนที่ทำให้หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะบ่อยเกินไปในยามที่เข้าใกล้เกินระยะปลอดภัย
"ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอกค่ะ เอาเวลาไปตรวจความเรียบร้อยของนั่งร้านโซน C ดีกว่า เดี๋ยวรินรดามาเห็นเข้า จะเอาไปเม้าท์สนุกปากในกรุ๊ปไลน์สถาปนิกอีก" กวินท์ตัดบทเสียงแข็ง พยายามทำเป็นสนใจหน้าจอแท็บเล็ตตรงหน้า
ภีมมองท่าทางตั้งกำแพงนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่นานๆ ทีจะปรากฏและมีอานุภาพทำลายล้างความตั้งใจทั้งหมดของกวินท์ได้ในพริบตา ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกนิดจนระยะห่างแทบไม่เหลือ
"รินรดากลับไปนานแล้วค่ะคุณสถาปนิก... ตอนนี้ในไซต์งานนี้ มีแค่เราสองคน"
น้ำเสียงที่ลดระดับความดังลงจนกลายเป็นกระซิบพร่าเลือน ทำให้หัวใจของกวินท์กระตุกวูบอย่างแรง เขาเงยหน้าขึ้นหวังจะเอavวาจาจิกกัดกลับไปให้สมศักดิ์ศรี แต่ทว่า... ใบหน้าของภีมกลับอยู่ห่างออกไปเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณข้างแก้มจนขนลุกชัน
"คุณ... ถอยไปไกลๆ เลยนะ ภีม! พื้นที่ส่วนตัวมีไว้ทำไมไม่รู้จักใช้ห๊ะ" กวินท์เอ็ดเบาๆ มือบางดันอกแกร่งเอาไว้ แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีทีท่าจะขยับหนี หนำซ้ำยังโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีก จนดวงตาสองคู่ประสานกันแนบแน่นในระยะประชิด
ความเงียบโรยตัวปกคลุมไปทั่วห้องทำงานชั่วคราว มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงฮัมเบาๆ ภีมจ้องมองริมฝีปากที่ขยับบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุดนิ่งนั้นด้วยแววตาลึกล้ำ ความอดทนที่สะสมมาตลอดหลายสัปดาห์เริ่มสั่นคลอน
"ผมรู้จักใช้พื้นที่ส่วนตัวดี... แต่กับคุณ ผมแค่อยากใช้พื้นที่ 'หัวใจ' มากกว่า"
กวินท์เบิกตากว้าง สมองประมวลผลคำพูดกำกวมและสายตาที่ร้อนแรงนั้นไม่ทัน คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การป้องกันทำเอาสถาปนิกปากเก่งถึงกับพูดไม่ออก ลมหายใจสะดุดกึก ความตึงเครียดเรื่องงานมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู
"คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย เมาฝุ่นหรือไง..." กวินท์เสียงสั่น หันหน้าหนีความร้อนรุ่มจากสายตาคู่นั้น แต่ปลายนิ้วอุ่นของภีมกลับเอื้อมมาแตะที่คางมน บังคับให้เขากลับมาสบตาอีกครั้งอย่างนุ่มนวล ทว่าเด็ดเดี่ยว
"ไม่ได้เมา... และพูดจริงทุกคำ" ภีมกระซิบชิดริมหางตา เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าเล็กน้อย "เลิกทำเป็นเก่งแล้วหันมามองผมตรงๆ สักทีได้ไหม กวินท์... ผมเหนื่อยที่จะต้องมานั่งหาเรื่องกวนประสาทคุณทุกวันเพื่อให้ได้เห็นหน้าแล้วนะ"
กวินท์เม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน ทิฐิที่เคยมีพังทลายลงไม่เป็นท่าในวินาทีที่ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยไล้ข้างแก้มอย่างทะนุถนอม
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้นกะทันหันราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ทำเอาทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัวผละออกจากกันแทบไม่ทัน ภีมสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความขัดใจ ขณะที่กวินท์หน้าแดงแจ๋ รีบคว้าปากกาขึ้นมาทำทีเป็นตรวจแบบแปลนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ประตูห้องเปิดผางออกพร้อมกับร่างของรินรดารุ่นน้องตัวแสบที่ก้าวเข้ามาพร้อมชานมไข่มุกในมือสองแก้วเต็มๆ
"อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าคะเนี่ย พอดีหนูซื้อน้ำมาฝาก... เอ๊ะ ทำไมหน้าพี่กวินท์แดงจังคะ หรือว่าแอร์ในตู้คอนเทนเนอร์เสีย?" รินรดากะพริบตาปริบๆ มองสลับระหว่างสถาปนิกหน้าแดงกับวิศวกรหนุ่มที่ยืนหน้าบึ้งตึงด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด
ภีมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว แม้แววตาจะยังมีความคุกรุ่นหลงเหลืออยู่ไม่น้อย เขาสบตากวินท์ที่ยังคงนั่งนิ่งทำตัวไม่ถูกก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
"เปล่า... แอร์ไม่ได้เสียหรอกรินรดา แต่พอดี... 'กฎเหล็ก' บางข้อของสถาปนิกแถวนี้ กำลังจะถูกผมทำลายให้ราบคาบในเร็วๆ นี้ต่างหากล่ะ"
กวินท์ชะงักมือที่กำลังถือปากกา หัวใจกระตุกวูบขึ้นมาอีกครั้งเมื่อสบเข้ากับดวงตาพราวระยับที่ส่งสัญญาณท้าทายกลับมาอย่างชัดเจน...
...และก่อนที่กวินท์จะทันได้อ้าปากเถียงกลับ ประตูห้องทำงานก็ถูกปิดลงพร้อมกับการก้าวถอยออกไปของภีม ทิ้งให้สถาปนิกหนุ่มนั่งใจเต้นไม่เป็นส่ำอยู่กับความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้บนเส้นด้ายแห่งความสับสนนี้เพียงลำพัง
ขอบพระคุณคุณรี้ดทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความละมุนและปะทะคารมไปพร้อมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน•ตอนที่ 15
กฎเหล็กของคนปากแข็ง
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมงาน: ใครจะยอมหักก่อนกัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!