“คุณรินรดาคะ... ดูเหมือนรวิชญ์จะจ้องมองคุณไม่วางตาเลยนะ แทนที่จะมองแบบคู่ค้าน่ะ”
เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูทำให้รินรดาชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวไปตามจังหวะดนตรีคลาสสิกที่แผ่วเบา ธันวาไม่ได้เอ่ยประโยคนั้นด้วยความหึงหวงไร้เหตุผล ทว่าเขากลับกระชับมือที่โอบเอวคอดของเธอแน่นขึ้นอีกนิด แรงกดที่แผ่นหลังเบาๆ สื่อถึงความเป็นเจ้าของที่เขามอบให้เธอเพียงผู้เดียวท่ามกลางงานเลี้ยงการกุศลที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา
รินรดาไม่หันไปมองทิศทางที่รวิชญ์ยืนอยู่ เธอเลือกที่จะสบตากับดวงตาคมเข้มของธันวาแทน แววตาของเขาในตอนนี้ไม่ได้มีความใจดีอย่างที่เคยเป็นเสมอมา แต่แฝงไปด้วยความระแวดระวังและหวงแหนอย่างเข้มข้น
“เขาก็แค่หมากตัวหนึ่งในเกมที่ยังไม่จบค่ะธันวา... และที่สำคัญ รินไม่ได้สนใจว่าใครจะมองอย่างไร ตราบใดที่มือของรินยังอยู่ในมือคุณ” เธอกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าในใจกลับเต้นระรัวราวกับกลองรัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดราตรีผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม
ธันวากระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคนมองแทบหยุดเต้น “คุณกล้าหาญเสมอ... นั่นคือเหตุผลที่ผมละสายตาจากคุณไม่ได้เลย แม้แต่วินาทีเดียว”
ดนตรีจังหวะวอลทซ์เริ่มเร่งเร้าขึ้น การเต้นรำในค่ำคืนนี้เปรียบเสมือนสมรภูมิที่ไร้เสียง ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอีกฝ่าย ธันวาหมุนตัวเธออย่างแคล่วคล่อง มือที่หนาและอบอุ่นของเขาเลื่อนขึ้นมาสัมผัสที่ท้ายทอยของเธออย่างถือวิสาสะ นิ้วโป้งของเขาไล้เบาๆ บนผิวเนียนละเอียดตรงช่วงคอ ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วร่าง
“คุณกำลังทำอะไรคะ...” เธอถามเสียงแผ่ว ลมหายใจเริ่มติดขัด
“บอกความในใจผ่านจังหวะการเต้นไงคะ” ธันวาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบชิดกัน “คุณอาจจะคิดว่าเรากำลังเต้นรำเพื่อเข้าสังคม แต่สำหรับผม ทุกจังหวะที่คุณขยับ มันคือคำตอบว่าต่อให้โลกทั้งใบจะหมุนเปลี่ยนไปอย่างไร ผมจะไม่มีวันปล่อยมือจากคุณเด็ดขาด... รินรดา”
ถ้อยคำนั้นไม่ได้เป็นเพียงคำพูดหวานหู แต่มันคือคำสัญญาที่หนักแน่น รินรดาหลับตาลงชั่วขณะ ซึมซับความอบอุ่นที่เขามอบให้ เธอรู้ดีว่าปมในใจเรื่องการถูกทอดทิ้งในวัยเด็กกำลังถูกเยียวยาด้วยความรักที่มั่นคงของชายตรงหน้า แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รับรู้ถึงสายตาเย็นเยียบจากมุมมืดของงานที่ยังคงจับจ้องมาไม่วางตา
ธันวาเปลี่ยนท่าเต้นเป็นวงแคบลง บังคับให้เธอต้องแนบชิดกับอกแกร่งของเขามากขึ้น กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาที่ผสมกับกลิ่นอายบุรุษจางๆ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ทว่าในจังหวะที่ดนตรีทอดจังหวะช้าลงเพื่อรอการเปลี่ยนโน้ต ธันวากลับกระซิบเสียงต่ำจนแทบเป็นเสียงคำราม
“รวิชญ์ไม่ได้มาคนเดียวค่ะ... เขาพา ‘ใครบางคน’ มาด้วย”
รินรดาเบิกตากว้างขึ้นทันที เธอพยายามจะหันไปมองทิศทางที่เขาบอก แต่ธันวากลับรั้งใบหน้าเธอไว้ไม่ให้หันไป “อย่าเพิ่ง... ถ้าคุณมองตอนนี้ เกมจะพังทันที”
“เขาคือใครคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้เป็นปกติที่สุด แม้หัวใจจะเริ่มสั่นไหวด้วยความกังวล
“คนที่คุณคิดว่าหายสาบสูญไปตั้งแต่สิบห้าปีก่อนไงคะ... ริน”
จังหวะดนตรีที่ควรจะงดงามกลับกลายเป็นเสียงก้องกังวานในหัวที่เริ่มพร่าเลือน รินรดารู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ากำลังสั่นคลอน รวิชญ์เล่นสกปรกเกินกว่าที่เธอจะคาดคิด เขาไม่ได้แค่ต้องการแย่งชิงโครงการ แต่เขากำลังจะกระชากอดีตที่เธอพยายามลืมเลือนขึ้นมาทำลายชีวิตปัจจุบันของเธอให้ย่อยยับ
ในวินาทีที่ดนตรีจบลงพอดี ธันวาก็ถอยห่างออกมาเพียงเล็กน้อย เขายังคงกุมมือเธอไว้แน่น แต่ดวงตาของเขากลับมองข้ามไหล่เธอไปที่ประตูทางเข้างาน รินรดาตัดสินใจหมุนตัวกลับไปมองตามสายตาของเขา และนั่นคือภาพที่ทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบ
ร่างสูงโปร่งที่ก้าวเข้ามาในงานพร้อมกับรวิชญ์ไม่ได้เป็นใครอื่นนอกจากชายที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้พบอีก—ผู้ชายที่ถือสิทธิ์ขาดในฐานะ ‘พ่อ’ ผู้ทอดทิ้งเธอและแม่ไปอย่างไร้เยื่อใยในวันที่พวกเธอต้องการเขามากที่สุด เขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีที่ดูเย่อหยิ่งและร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม โดยที่ในมือของเขามีแฟ้มเอกสารบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นชนวนระเบิดเวลาที่รอจังหวะจุดชนวนให้ทุกอย่างพังทลายลงในค่ำคืนนี้
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านจังหวะชีวิตของรินรดาและธันวาในตอนนี้นะคะ!
ละอองดาวเดือนเก้า
พันธะรักละมุนใจใต้แสงดาวเดือนเก้า•ตอนที่ 36
การเต้นรำที่ไร้เสียง
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักละมุนใจใต้แสงดาวเดือนเก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!