“อย่าขยับ…”
เสียงกระซิบของธันวาทุ้มต่ำสั่นพร่า เขาคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่นก่อนจะดึงร่างบางให้มาหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้าง ความมืดมิดในห้องทำงานของเธอกลายเป็นกับดักที่บีบหัวใจให้เต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก กลิ่นน้ำหอมยี่ห้อโปรดของเขาที่ผสมกับกลิ่นจางๆ ของฝนที่เพิ่งซาไปนอกหน้าต่างกลับให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับราวกับมีใครบางคนกำลังจ้องมองเราทั้งคู่อยู่ในเงามืด
“คุณธัน… คุณแน่ใจเหรอคะว่ามีคนอยู่” รินรดาถามเสียงเบาหวิว แม้จะพยายามรวบรวมสติแต่ปลายนิ้วของเธอกลับเย็นเฉียบ
ธันวาไม่ตอบ เขาเพียงแต่ขยับตัวไปหยิบที่เปิดจดหมายโลหะบนโต๊ะทำงานของเธอมาถือไว้มั่น สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปที่มุมห้อง ฝั่งที่มีตู้เก็บแบบแปลนขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ เงาตะคุ่มที่ไหววูบเพียงเสี้ยววินาทีทำให้เขามั่นใจว่าสัญชาตญาณของตัวเองไม่เคยพลาด
“อยู่ตรงนั้น… ออกมาเดี๋ยวนี้!” ธันวาตะโกนก้อง เสียงของเขาดุดันและทรงพลังจนรินรดาเผลอหลับตาปี๋
ความเงียบทิ้งช่วงยาวนานราวกับนับร้อยปี ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักๆ จะขยับเลื่อนออกจากเงามืด ร่างสูงโปร่งของใครบางคนก้าวออกมาสู่แสงสลัวจากโคมไฟถนนที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจก รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยดี… รวิชญ์
“ใจร้อนเหมือนเดิมเลยนะ ธันวา” รวิชญ์เอ่ยเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความตกใจ มีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปาก “ผมแค่มาดูว่าผลงานชิ้นโบแดงของคุณรินรดาไปถึงไหนแล้ว เห็นช่วงนี้ทำงานดึกดื่น คงจะกดดันน่าดูสินะ”
ธันวาไม่ลดการป้องกันลง เขาก้าวขวางหน้ารินรดาไว้มิดชิด “การบุกรุกเข้ามาในที่ทำงานคนอื่นยามวิกาลแบบนี้ ผมคิดว่ามันเกินคำว่า ‘คู่แข่งทางธุรกิจ’ ไปมากนะครับ รวิชญ์… หรือว่าโครงการนี้มันสำคัญจนทำให้คุณยอมลดตัวลงมาเป็นหัวขโมย”
“หัวขโมยเหรอ?” รวิชญ์หัวเราะในลำคอ เขาเดินวนรอบโต๊ะทำงานช้าๆ นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามขอบแบบแปลนที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ “ผมแค่มาเตือน… ว่าบางครั้งการไว้ใจคนที่อยู่ใกล้ตัวเกินไป ก็อาจจะนำหายนะมาสู่ตัวเองได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องการแค่ความสำเร็จอย่างคุณรินรดา”
รินรดาขบกรามแน่น เธอรู้ดีว่าคำพูดของรวิชญ์มีไว้เพื่อปั่นหัวให้เธอไขว้เขว แต่มันกลับทำให้ความเจ็บปวดในวัยเด็กที่เธอเคยถูกคนรอบข้างทอดทิ้งสั่นคลอนขึ้นมาอีกครั้ง เธอรู้สึกถึงสัมผัสอบอุ่นที่ฝ่ามือใหญ่ของธันวาที่เอื้อมมาจับมือเธอไว้เบาๆ เป็นการส่งสัญญาณให้เธอรับรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ และเขาเชื่อใจเธอ
“รวิชญ์ ออกไปจากที่นี่ซะ ก่อนที่ผมจะแจ้งตำรวจ” ธันวาพูดน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
รวิชญ์หยุดชะงัก สายตาที่เคยจ้องมองรินรดาอย่างเยาะเย้ยเปลี่ยนเป็นความเครียดแค้นชั่วครู่ ก่อนจะกลับมานิ่งเฉยดังเดิม “ได้… ผมจะไป แต่จำไว้นะธันวา เวลาของพวกคุณเริ่มเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว”
เมื่อประตูห้องถูกปิดลงพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ห่างออกไปจนเงียบหาย ความตึงเครียดในห้องก็ค่อยๆ จางลง แต่ความหวั่นไหวกลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ธันวายังคงจับมือรินรดาไว้แน่น เขาค่อยๆ หันกลับมามองเธอ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความดุดันเป็นความห่วงใยที่ลึกซึ้งจนคนถูกมองแทบหยุดหายใจ
“คุณเป็นอะไรไหมริน?” เขาเอ่ยถาม เสียงนั้นอ่อนโยนจนน่าใจหาย
“ริน… รินไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบพลางก้มหน้าหลบสายตา ใจของเธอเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่เป็นเพราะสัมผัสจากมือของเขาที่กำลังอุ่นซ่านไปทั่วหัวใจ “แค่ตกใจนิดหน่อยค่ะ ไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำขนาดนี้”
ธันวาถอนหายใจยาว เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนรินรดารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา เขาใช้มืออีกข้างเชยคางเธอขึ้นช้าๆ ให้สบตากับเขา แสงดาวจันทร์สลัวที่ทอดผ่านหน้าต่างทำให้ใบหน้าของเขาดูละมุนและเต็มไปด้วยความนัยที่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้
“อย่าให้คำพูดของเขามาทำร้ายคุณนะริน” ธันวากระซิบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความทะนุถนอม “คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว… ผมจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องหัวใจ”
รินรดานิ่งงัน คำพูดนั้นช่างเรียบง่ายแต่กลับกรีดลึกเข้าไปในกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเองมาตลอดชีวิต เธอเผลอมองริมฝีปากหยักได้รูปของเขาที่ขยับพูดคำเหล่านั้น สายตาของเธอพร่ามัวไปด้วยอารมณ์ที่ตีรวน ทั้งความซาบซึ้ง ความอบอุ่น และจังหวะหัวใจที่เริ่มจะเต้นไปในจังหวะเดียวกันกับเขา
ในเสี้ยววินาทีนั้น โลกทั้งใบดูเหมือนจะหมุนช้าลง กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเขาทำให้เธอกล้าที่จะขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างเราลดน้อยลงจนแทบจะไม่มีช่องว่าง ธันวาดูเหมือนจะชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นแววตาที่สั่นไหวและอ่อนโยนของเธอ เขาโน้มใบหน้าลงมาหาช้าๆ อย่างขออนุญาต ลมหายใจอุ่นๆ รินรดที่ข้างแก้มทำให้เธอหลับตาลงรับสัมผัสที่เธอก็โหยหามาตลอดโดยไม่รู้ตัว
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังหวานล้ำและลึกซึ้ง เสียงโทรศัพท์มือถือของธันวาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบกริบในทันที!
เขาผละออกเล็กน้อยด้วยสีหน้าเสียดาย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู สายตาคมเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันทีที่เห็นชื่อบนหน้าจอ
“แม่ของผม… ท่านโทรมาตอนตีสองเนี่ยนะ?” ธันวารำพึงก่อนจะกดรับสาย แต่เพียงแค่คำแรกที่เขาเอ่ยตอบ เสียงปลายสายกลับทำให้มือของเขาที่ถือโทรศัพท์สั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด “ครับแม่… ว่ายังไงนะครับ? พ่อเขา… เกิดเรื่องอะไรขึ้น!”
ละอองดาวเดือนเก้าขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเดินทางผ่านจังหวะหัวใจของรินรดาและธันวามาด้วยกันนะคะ หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นกับปมปริศนาที่กำลังจะเปิดเผยในตอนถัดไปนะคะ
พันธะรักละมุนใจใต้แสงดาวเดือนเก้า•ตอนที่ 12
จังหวะหัวใจที่ตรงกัน
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักละมุนใจใต้แสงดาวเดือนเก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!