"ริน... ตอบผมมาคำเดียว คุณตั้งใจจะเดินเข้ากองไฟนั่นจริงๆ หรือ"
เสียงทุ้มต่ำของธันวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัวที่ปิดตาย ประตูกระจกบานใหญ่ที่เคยกั้นความเป็นส่วนตัวจากโลกภายนอกถูกล็อกสนิทด้วยกลอนไฟฟ้า เสียงฝนด้านนอกเริ่มโปรยปรายกระทบหน้าต่างเป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับกำลังกดดันให้คนทั้งสองจมดิ่งลงสู่ความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน
รินรดาไม่ได้หันไปมองร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหลัง เธอทำเพียงวางม้วนแบบแปลนพิมพ์เขียวลงบนโต๊ะไม้โอ๊คตัวใหญ่ มือที่จับดินสอเขียนแบบสั่นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่ได้ ทว่าธันวากลับสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบนั้น
เขาขยับกายเข้าหาอย่างแช่มช้า กลิ่นน้ำหอมไม้ซีดาร์จางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาราวกับจะโอบล้อมร่างบางไว้ในอาณาเขตของเขา รินรดารู้สึกถึงไออุ่นจากแผ่นอกแกร่งที่ขยับเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจผ่าวร้อน
"มันเป็นงานของรินค่ะ คุณธันวา..." เธอเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความร้าวราน "รวิชญ์อาจจะมองว่ารินเป็นหมากตัวหนึ่ง แต่ถ้าการลงไปเล่นในกระดานนี้จะทำให้รินพิสูจน์ตัวเองได้ว่ารินไม่ได้อ่อนแออย่างที่เขาคิด... รินก็จำเป็นต้องทำ"
ธันวาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้เบาๆ ไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการดึงรั้งให้เธอหันมาเผชิญหน้า สายตาคมกริบของเขาวูบไหวด้วยความปรารถนาที่ยากจะปิดบัง "ความพยายามที่จะพิสูจน์ตัวเองกับคนที่จ้องจะทำลายคุณน่ะหรือ? คุณกำลังเอาหัวใจไปแลกกับเศษเสี้ยวของชัยชนะที่ไม่มีวันคุ้มค่าเลย ริน"
"แล้วจะให้รินทำอย่างไรคะ?" เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ "ในเมื่อโลกนี้ไม่มีที่ว่างให้คนที่ถูกทอดทิ้งอย่างริน ถ้าไม่สู้... รินก็ต้องตายทั้งเป็นไม่ใช่หรือคะ"
คำว่า 'ถูกทอดทิ้ง' ราวกับมีดกรีดลงบนหัวใจของชายหนุ่ม ธันวาไม่อาจทนเห็นความเปราะบางที่รินรดาสะสมไว้มาตลอดชีวิตสั่นคลอนอยู่ตรงหน้าได้อีกต่อไป เขาเปลี่ยนจากโอบประคองเป็นรวบเอวบางเข้าหาตัว รั้งให้เธอแนบชิดกับตัวเขาจนไร้ช่องว่าง
"ใครบอกว่าคุณถูกทอดทิ้ง" เขาเค้นเสียงกระซิบข้างใบหู ความอบอุ่นจากลมหายใจทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "ที่นี่... ในวงแขนของผม คือที่ของคุณตลอดไป ไม่ว่าโลกข้างนอกจะเป็นอย่างไร หรือรวิชญ์จะร้ายกาจแค่ไหน ริน... ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณได้อีกแล้ว"
รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างมาตลอดชีวิตพังทลายลงในวินาทีที่ได้รับรู้ถึงความห่วงใยอันเปี่ยมล้นจากผู้ชายตรงหน้า เธอเงยหน้ามองดวงตาคมคู่ที่เต็มไปด้วยความรักและความเด็ดเดี่ยว แววตาของธันวาในยามนี้ไม่ได้เป็นเพียงนักธุรกิจผู้สุขุม แต่เขากลายเป็นที่พักพิงเดียวที่เธอมองหามาตลอด
ความเงียบในห้องทำงานถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่ประสานกัน รินรดาปล่อยให้หยดน้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบเชียบ มือเรียวค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสที่แก้มสากของเขา สัมผัสถึงความร้อนผ่าวและความรักที่เขาส่งผ่านมาถึงเธอ ความลึกซึ้งของห้วงอารมณ์นี้ไม่ได้เกิดจากคำพูด แต่มันคือกการหลอมรวมของจิตวิญญาณที่เหนื่อยล้ามานานปี
ธันวาโน้มใบหน้าลงมา ริมฝีปากอุ่นร้อนแตะแต้มลงบนหน้าผากเนียนเบาๆ ก่อนจะเลื่อนลงมาซับน้ำตาที่หางตาอย่างถนอมราวกับรินรดาเป็นแก้วที่บอบบางที่สุดในโลก ความเย้ายวนของบรรยากาศในห้องทำงานที่ปิดตายนี้ช่างหนักอึ้งและแผ่ซ่านไปด้วยความถวิลหา
"คุณห่วงริน... มากกว่าโครงการนี้ใช่ไหมคะ" เธอถามเสียงแผ่ว
ธันวาหยุดชะงัก สายตาสบประสานอย่างแน่วแน่ "ผมไม่เคยสนใจโครงการบ้าๆ นั่นเลย ถ้ามันต้องแลกมาด้วยการที่คุณต้องเจ็บปวด ผมพร้อมจะทิ้งทุกอย่าง... ขอแค่มีคุณอยู่ข้างๆ ในวันที่โลกใบนี้หันหลังให้เราทั้งคู่ก็พอ"
รินรดารู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ขยายเข้าครอบคลุมหัวใจ เธอซบหน้าลงกับอกกว้างของเขา สูดกลิ่นกายที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยที่สุดในโลก ราวกับว่ากำแพงที่เธอก่อไว้เพื่อป้องกันตัวเองได้ถูกทำลายลงโดยความรักของเขาเพียงคนเดียว
ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนหวานและอบอุ่น ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนอยู่เพียงแค่ในห้องนี้ แต่ทว่า... ทันใดนั้น เสียงสั่นของโทรศัพท์เครื่องหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ รินรดาผละออกจากอกของธันวาด้วยความตกใจก่อนจะเหลือบไปเห็นหน้าจอที่โชว์รายชื่อผู้ติดต่อที่เธอไม่อยากเห็นที่สุด
มันคือชื่อของ 'รวิชญ์'
ธันวาสบตาเธอด้วยความสงสัย รินรดากำลังจะเอื้อมมือไปกดตัดสาย แต่จู่ๆ เสียงข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นมาแทนที่ เป็นไฟล์ภาพที่ส่งตรงมาจากศัตรูหมายเลขหนึ่งของพวกเขา ในภาพนั้นคือเอกสารสำคัญที่ควรจะอยู่ในเซฟห้องทำงานของเธอ และข้างใต้ภาพมีข้อความทิ้งท้ายว่า: *'ดูเหมือนว่าความรักของคุณจะพาไปสู่หายนะที่คาดไม่ถึงนะ รินรดา... หันไปดูข้างหลังคุณสิ ว่าใครเป็นคนเปิดประตูให้ผมเข้ามา'*
ทั้งคู่หันขวับไปทางประตูห้องทำงานที่ควรจะล็อกสนิท กลอนไฟฟ้าที่ยังคงแสดงไฟสีเขียวสว่างวาบ แต่ทว่าเสียงเคาะประตูจังหวะหนักแน่นและมั่นคงจากคนด้านนอกกลับดังขึ้นสามครั้งติดกัน พร้อมกับเสียงของหญิงสาวที่รินรดาคุ้นเคยเป็นอย่างดี... คนที่เธอคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่สิบปีที่แล้ว
"เปิดประตูสิคะ... พี่รินรดา"
ละอองดาวเดือนเก้าขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่บีบคั้นไปพร้อมกับรินรดานะคะ
พันธะรักละมุนใจใต้แสงดาวเดือนเก้า•ตอนที่ 33
ในห้องทำงานที่ปิดตาย
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักละมุนใจใต้แสงดาวเดือนเก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!