“ดิฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อขายวิญญาณให้คุณนะคะ คุณธันวา”
รินรดาวางปากกาสีเงินลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ เสียงโลหะกระทบพื้นผิวไม้ดังกังวานในความเงียบงันของห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกระฟ้า กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วบดผสมกับกลิ่นกระดาษเขียนแบบเกรดพรีเมียมอบอวลไปทั่ว แต่บรรยากาศกลับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ธันวาไม่ตอบทันที เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวนั้น สายตาคมปลาบจับจ้องมาที่สถาปนิกสาวอย่างพิจารณา แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นสันกรามที่คมชัดและรอยยิ้มมุมปากที่อ่านยากของเขาให้ดูมีเสน่ห์เหลือร้าย เขาขยับตัวเข้าใกล้รินรดามากขึ้นจนเธอได้กลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้จางๆ ที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ
“วิญญาณของคุณ... ผมไม่เคยคิดจะครอบครองหรอกครับรินรดา” เขาเน้นเสียงนุ่มทุ้ม ทว่าแฝงความหนักแน่น “แต่ผมต้องการความสามารถของคุณ และ ‘ความเชื่อใจ’ ที่คุณมักจะปิดกั้นมันไว้หลังกำแพงหนาๆ นั่นต่างหากที่ผมต้องการ”
รินรดากำมือแน่นใต้โต๊ะ ความทรงจำวัยเด็กที่ถูกทิ้งไว้กลางทางโหมกระหน่ำเข้ามาในอก เธอเกลียดการถูกผูกมัด แต่โครงการรีสอร์ตหรูที่เขาเสนอนั้นคือโอกาสเดียวที่จะพิสูจน์ฝีมือให้พวกบอร์ดบริหารเห็นว่าเธอไม่ได้มาถึงจุดนี้ได้เพราะเส้นสาย
“คุณมีเงื่อนไขอะไรที่มากกว่าในสัญญาที่ร่างไว้” เธอถามเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
ธันวาหยิบซองเอกสารสีขาวเรียบออกมาจากลิ้นชักแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเธอ “ข้อห้า... คุณต้องมาเป็น ‘คู่ควงเฉพาะกิจ’ ให้ผมในงานเปิดตัวโครงการและงานเลี้ยงกาล่าการกุศลของตระกูลวรโชติเมธีตลอดหกเดือนข้างหน้า”
“นั่นมันเกินขอบเขตงานสถาปนิกไปมากนะคะ” รินรดาเบิกตากว้าง
“มันคือการปกป้องโครงการของเราจากรวิชญ์” ธันวาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจัง “ถ้าคุณไปปรากฏตัวในฐานะคนของผม เขาจะไม่มีวันกล้าแตะต้องแบบแปลนของคุณ หรือพยายามยัดเยียดข่าวฉาวให้คุณได้อีก เพราะเขาจะรู้ว่านั่นเท่ากับการประกาศสงครามกับผมโดยตรง”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ของเธอ มือหนาวางลงบนพนักพิงใกล้กับไหล่บาง ความร้อนจากกายเขาแผ่ซ่านเข้ามา รินรดารู้สึกถึงแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากอำนาจเงิน แต่มาจากความเป็นชายที่ล้อมกรอบเธอไว้ในอาณาเขตของเขา
“ผมไม่ใช่คนใจดีที่จะให้เปล่าๆ” เขากระซิบใกล้ใบหูจนลมหายใจอุ่นๆ ทำเอาขนอ่อนที่ต้นคอเธอตั้งชัน “ผมจะดูแลคุณ ดูแลชื่อเสียงคุณ และทำให้มั่นใจว่าโปรเจกต์นี้จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ไม่มีใครมาดูแคลนได้ แต่แลกกับการที่ผมจะขอเข้าไปก้าวก่ายในชีวิตส่วนตัวของคุณ... ในฐานะคนสำคัญ”
รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก ความปรารถนาในอาชีพการงานปะทะกับกำแพงความกลัวที่เธอสร้างไว้ เธอเหลือบมองดวงตาสีเข้มคู่นั้น มันลึกซึ้งและอบอุ่นจนน่ากลัว ว่าเธออาจจะตกลงไปในกับดักที่เขาวางไว้ด้วยความเต็มใจ
“ถ้าฉันตกลง...” เธอเว้นจังหวะ กลืนก้อนความรู้สึกที่จุกแน่นลงคอ “นั่นรวมถึงเรื่องที่ฉันต้องแยกตัวจากคนของรวิชญ์ด้วยใช่ไหมคะ?”
“ไม่ใช่แค่แยกตัว” ธันวากดเสียงต่ำ “คุณต้องตัดขาดจากเขาอย่างสิ้นเชิง เพราะนั่นคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมยอมทำทุกอย่างเพื่อคุณ”
รินรดาหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง มือที่จับด้ามปากกาไม้สั่นไหวเล็กน้อย เธอตระหนักดีว่านี่ไม่ใช่แค่การตกลงร่วมงาน แต่มันคือการผูกมัดหัวใจตัวเองไว้กับผู้ชายที่อันตรายที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้จักมา แต่ในขณะที่ปลายปากกาจ่ออยู่บนกระดาษ สัญญาณโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของเธอก็ดังขึ้นพร้อมข้อความจากรวิชญ์ที่ส่งมาในจังหวะที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
*‘อย่าเซ็นสัญญานั่นริน ถ้าไม่อยากให้ความลับเรื่องครอบครัวของเธอถูกเปิดเผยในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้เช้า’*
รินรดาชะงัก สายตามองหน้าจอที่สว่างวาบก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับธันวาที่ยังคงยืนรอคำตอบอย่างใจเย็น เธอเห็นประกายบางอย่างในดวงตาของเขา เหมือนเขารู้อยู่แล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
“คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่คะ... ธันวา?”
ธันวาคลี่ยิ้มจาง แต่เป็นยิ้มที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงไปถึงตาตุ่ม เพราะในขณะเดียวกัน เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มอีกคนที่เธอจำได้ดีว่าคือศัตรูตัวฉกาจของธันวาจะก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดหยาม
“เสียใจด้วยนะรินรดา ดูเหมือนว่าสัญญาฉบับนี้ จะไม่ใช่แค่เรื่องงานเสียแล้ว”
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความลับและพันธะสีเทาภายใต้แสงดาวด้วยกันนะคะ - ละอองดาวเดือนเก้า
พันธะรักละมุนใจใต้แสงดาวเดือนเก้า•ตอนที่ 4
สัญญาสีเทา
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักละมุนใจใต้แสงดาวเดือนเก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!