เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 49

บาดแผลกายและใจ

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เสียงสะท้อนของโลหะที่กระทบกันในความทรงจำยังคงดังระงับอยู่โสตประสาท แม้ว่าในความเป็นจริง รอบกายจะมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและกลิ่นอายของยาฆ่าเชื้อ "อย่าขยับครับ" น้ำเสียงของรินรดาเรียบสนิท แต่มันเจือไปด้วยความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าว มือเรียวของเธอที่กำลังกดผ้าชุบน้ำหมาดลงบนรอยแผลยาวบริเวณหัวไหล่ของศิลากังสั่นเล็กน้อย น้อยเสียจนหากไม่สังเกตให้ดีคงไม่มีทางมองเห็น ศิลาไม่ได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว ชายหนุ่มเพียงแต่ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววดุดันยามเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสที่สะท้อนเงาของความเหนื่อยล้า บาดแผลภายนอกที่ฉีกขาดและถูกเย็บปิดด้วยด้ายสีเข้มนั้นเจ็บปวดเพียงใด ก็ยังไม่เท่ากับรอยแผลทางจิตใจที่ถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการสูญเสียที่ยังไม่เคยได้รับการชำระสะง้าง "คุณไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้" ศิลาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าและแห้งผาก ราวกับผ่านการกรีดร้องมาอย่างยาวนานในความเงียบ "ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะคอยเช็ดตัวให้คุณตอนที่นอนหมดสภาพแบบนี้ล่ะคะ... เอ่อ แบบนี้ล่ะครับ" รินรดาชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้สรรพนามคุ้นชิน แต่เธอก็แก้คำพูดได้อย่างทันท่วงที พร้อมกับค้อนใส่ชายหนุ่มเบาๆ อย่างหมั่นไส้ในความดื้อรั้นที่ไม่เคยลดน้อยลงเลยแม้แต่ปลายเล็บ ห้องพักฟื้นขนาดเล็กแห่งนี้ตั้งอยู่หลบมุมห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองหลวง มันเป็นเซฟเฮาส์เก่าๆ ที่ไม่มีใครล่วงรู้ นอกจากความเงียบงันแล้ว ก็มีเพียงกองเอกสารและภาพถ่ายที่เกี่ยวโยงกับคดีฆาตกรรมตระกูลของศิลาเกลื่อนกลาดอยู่บนโต๊ะทำงานมุมห้อง แสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงสาดส่องลงมากระทบใบหน้าครึ่งซีกของศิลา ขับเน้นให้เห็นร่องรอยแห่งกาลเวลาและความเจ็บปวดที่สะสมในวัยหนุ่ม รินรดาวางผ้าลงในกะละมังเล็กๆ เสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆ ก่อนที่เธอจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "คุณกำลังคิดถึงเรื่องคืนนั้นอีกแล้วใช่ไหม" รินรดาถามขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนลง เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ข้างเตียง ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับต้องการอ่านความนึกคิดที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังม่านหมอกแห่งความแค้น ศิลาหันกลับมามองเธอ ชั่วขณะหนึ่ง แววตาที่แข็งกระด้างคู่นั้นไหววับคล้ายคนอ่อนแอ แต่เขาก็รีบปิดกั้นมันไว้อย่างรวดเร็วด้วยเกราะกำบังแห่งความเยือกเย็น "ความแค้นไม่ใช่สิ่งที่จะจางหายไปได้ง่ายๆ เพียงเพราะแผลตามร่างกายเริ่มประสานกันหรอกนะรินรดา" ศิลาตอบเสียงเรียบ สายตาเลื่อนกลับไปมองคราบเลือดที่แห้งกรังบนเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำที่พาดอยู่บนโซฟา "คนที่ฆ่าพ่อแม่ผม ยังลอยนวลเสวยสุขอยู่บนความพินาศของครอบครัวเรา... ทุกวินาทีที่ผมหายใจเข้าออก มันคือการทวงถามความยุติธรรมที่ถูกพรากไป" "แต่การที่คุณเอาชีวิตไปเสี่ยงแบบนั้น มันไม่ใช่การทวงความยุติธรรม แต่มมันคือการรนหาที่ตาย!" รินรดาเผลอขึ้นเสียงด้วยความอัดอั้น ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอต้องคอยวิ่งวุ่นหาซื้อยา ทำแผล และระแวดระวังไม่ให้ใครสะกดรอยตามมาเจอพวกเขา ความเครียดสะสมทำให้ขอบตาของเธอคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด "ถ้าคุณตายไป... แล้วความจริงเรื่องคืนนั้นล่ะ ใครจะเป็นคนเปิดโปงมัน? ใครจะเป็นคนล้างมลทินให้ครอบครัวของคุณ?" คำพูดของหญิงสาวราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ ศิลานิ่งเงียบไป ปล่อยให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมบรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสองคนอีกครั้ง ความจริงที่ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพราะเขาเก่งกาจเหนือใคร แต่เป็นเพราะยังมีผู้หญิงคนนี้คอยฉุดรั้งเขาไว้จากขอบเหวแห่งความตาย มือหนายื่นออกไปช้าๆ ด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะวางทับลงบนหลังมือเรียวที่วางอยู่บนตักของเธอสัมผัสที่อบอุ่นนั้นทำให้รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้ดึงมือออก "ขอบใจนะ" ศิลาเอ่ยเบาๆ คำพูดสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย รินรดาก้มมองมือของเขาที่ทาบทับอยู่บนมือเธอ หัวใจเจ้ากรรมเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง ท่ามกลางกลิ่นอายของความตายและการชำระแค้น ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันกลับแข็งแกร่งเสียจนน่ากลัว มันไม่ใช่ความรักในแบบหนุ่มสาวทั่วไป หากแต่มันคือความตายใจที่ร่วมเป็นร่วมตายผ่านหุบเหวแห่งความมืดมิดมาด้วยกัน ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบอันเปราะบางนี้ก็ถูกทำลายลงอย่างไม่ทันตั้งตัว กริ๊ก! เสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบาดังมาจากบริเวณกลอนประตูหน้าห้อง ศิลาชะงักกึก สัญชาตญาณดิบของนักล่าตื่นตัวขึ้นในเสี้ยววินาที ร่างกายที่ยังมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกบังคับให้ขยับลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีความเจ็บแปล๊บแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังก็ตาม รินรดาสูดลมหายใจเข้าสุดปอด สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด เธอลุกขึ้นยืนตามและถอยหลังไปพิงกำแพงโดยอัตโนมัติ มือคว้าท่อนเหล็กสั้นที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะขึ้นมาถือไว้มั่น ที่นี่คือเซฟลับ... ไม่มีใครล่วงรู้พิกัดนี้ นอกจากตัวพวกเขาเองและ... แกร็ก! ลูกบิดประตูค่อยๆ หมุนเปิดออกอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ประตูไม้เก่าแก่ค่อยๆ แง้มเปิดออก เผยให้เห็นร่างเงาดำทะมึนของใครบางคนยืนอยู่เบื้องหลังแสงไฟสลัวจากทางเดิน และก่อนที่ศิลาจะได้กระชากปืนพกใอนตู้ข้างเตียงขึ้นมาตั้งรับ เสียงกระซิบเย็นเยียบก็ลอยลอดเข้ามาในความมืด "คิดว่าซ่อนตัวอยู่ที่นี่แล้วจะปลอดภัยจากเงื้อมมือของ 'พวกเรา' อย่างนั้นหรือ... ศิลา" ดวงตาของศิลาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ มันคือเสียงของคนที่ควรจะตายไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้มาด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ปราณธาตุเก้าสุริยัน
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%