เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 48

หนีตาย

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เสียงฝืนเหยียบบนเศษแก้วแตกดังชัดเจนในความเงียบงัน มันเป็นเสียงที่เปรียบเสมือนนาฬิกานับถอยหลังสู่ความตาย ศิลาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเบื้องหลัง เขารู้ดีว่าระยะห่างระหว่างเขากับกลุ่มเงาทมิฬที่ไล่ล่าลดลงทุกที กลิ่นควันปืนและกลิ่นอับชื้นของคูระบายน้ำใต้ดินผสมปนเปกันจนน่าคลื่นไส้ ความมืดมิดรอบตัวถูกฉีกกระชากด้วยแสงไฟฉายที่กวาดผ่านไปมาเป็นระยะ "ทางนี้แคบเกินไป... เราไปต่อไม่ไหวแน่ ศิลา" เสียงกระซิบที่เจือด้วยอาการหอบสะท้านดังมาจากรินรดา หญิงสาวพยายามควบคุมลมหายใจของตนเองให้เบาที่สุด แม้เม็ดเหงื่อกาฬจะผุดพรายเต็มกรอบหน้าและไหลย้อยลงมาตามแนวคาง มือเรียวบางของเธอยังคงกำชายเสื้อแจ็คเก็ตของชายหนุ่มไว้แน่นราวกับมันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวในโลกที่กำลังพังทลาย ศิลาหยุดชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน เขาพาเธอมุดเข้ามาหลบอยู่หลังซอกผนังคอนกรีตเก่าคร่ำคร่า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นระบบระบายน้ำเสียของโรงงานร้าง นัยน์ตาคมกริบของชายหนุ่มฉายแววสุขุม เยือกเย็น แตกต่างจากหัวใจที่กำลังเต้นโครมครามอยู่ภายในอก เขาหันมามองคนข้างกาย ชั่วขณะหนึ่ง สายตาที่มักแข็งกระด้างคู่นั้นก็อ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นร่องรอยความหวาดกลัวบนใบหน้าของเธอ แต่มันไม่ใช่เวลาที่จะมาปลอบโยน ความเป็นความตายอยู่ห่างกันเพียงชั่วลมหายใจ "เกาะผมไว้ให้แน่น ริน... อย่าส่งเสียงเด็ดขาด ต่อให้เกิดอะไรขึ้นข้างหน้า" ศิรากระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ทุ้มนุ่ม แต่มั่นคงจนน่าประหลาด เขายกปืนพกสั้นขึ้นมาปลดเซฟ เสียงเหล็กกระทบกันเบาหวิวท่ามกลางเสียงหยดน้ำที่ดังติ๋งๆ สะท้อนก้อง ศิลากวาดสายตาสำรวจเส้นทางเบื้องหน้า มันมีทางเลือกเพียงสองทาง ทางแรกคือวิ่งตรงไปตามอุโมงค์โล่งแจ้งซึ่งเสี่ยงต่อการตกเป็นเป้านิ่ง และทางที่สองคือปีนขึ้นสู่ท่อระบายอากาศด้านบนที่เต็มไปด้วยสนิมและอาจส่งเสียงดังเกินไป ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น แสงไฟฉายสว่างวาบขึ้นที่ปากอุโมงค์ฝั่งตรงข้าม ร่างเงาสามร่างในชุดสูทสีเข้มปรากฏขึ้นพร้อมกับอาวุธปืนยาวติดลำกล้องเก็บเสียง พวกมันเคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบและไร้ซึ่งความปรานี "มันต้องอยู่แถวนี้ แยกย้ายกันหา... ท่านสั่งไว้ว่าต้องเอาตัวเป็นๆ แต่ถ้าขัดขืน... เก็บได้ทันที" เสียงทุ้มต่ำเหี้ยมเกรียมดังแว่วมาตามท่อ ศิลากลั้นหายใจ นิ้วชี้แตะอยู่ที่ไกปืนอย่างระแวดระวัง เขารู้จักน้ำเสียงนั้นดี... มันคือเสียงของ 'มัน' คนที่อยู่เบื้องหลังการตายของครอบครัวเขาเมื่อสิบปีก่อน คนที่บงการทุกอย่างในเงามืด และตอนนี้ มันกำลังไล่ล่าเขาและผู้หญิงที่เข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหนอะไร รินรดาสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังของศิลา เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลและคราบเขม่าดิน แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด แต่เธอกลับไม่เห็นความหวาดกลัวในดวงตาคู่นั้นเลย มีเพียงประกายไฟแห่งความแค้นที่ลุกโชนอย่างเงียบงัน เธอนึกย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอต้องมาเสี่ยงชีวิตอยู่ ณ จุดนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะเธอดันไปขุดคุ้ยเอกสารลับชิ้นหนึ่งที่เชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมหมู่เมื่ออดีต และศิลาคือคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วยดึงเธอออกจากปากเหวแห่งความตาย แม้ว่าเขาจะทำไปเพื่อใช้เธอเป็นสะพานในการแก้แค้นก็ตามที *กึก!* เสียงรองเท้าบูทเหยียบลงบนเศษเหล็กใกล้เข้ามาทุกที ระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงสิบเมตร ศิลาตัดสินใจในเสี้ยววินาที เขาใช้มือซ้ายโอบเอวบางของรินรดาแนบชิดลำตัว ก่อนจะพุ่งตัวออกไปจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็วดุจพยัคฆ์ร้าย "นั่น! มันอยู่ตรงนั้น!" เสียงตะโกนลั่นตามมาด้วยเสียงแหวกอากาศของกระสุนปืนที่พุ่งเฉี่ยวไหล่ขวาของศิลาไปเพียงนิดเดียว แรงปะทะทำให้ผนังปูนด้านหลังกระเทาะเป็นรอยแตก เศษปูนและฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ "วิ่ง!" ศิลาตะโกนลั่นพร้อมกับกระชากแขนรินรดาให้วิ่งตามฝพยศไปตามทางลาดชันของอุโมงค์ พวกเขาพุ่งทะยานฝ่าความมืดโดยมีห่ากระสุนไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด เสียงปืนเก็บเสียงดัง *ปุบ ปุบ ปุบ* ต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย กระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าที่ผนังห่างจากเท้าของรินรดาไม่ถึงคืบ ทำให้เธอเกือบสะดุดล้มหากไม่ได้แขนแกร่งของศิลาที่ฉุดรั้งเธอไว้ทัน เบื้องหน้าคือทางตัน... ประเหล็กหนาทึบที่ขึ้นสนิมเขรอะถูกปิดตายด้วยแม่กุญแจขนาดใหญ่ รินรดาเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวัง ทางตันหมายถึงความตายที่รออยู่เบื้องหลัง เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ สมองขาวโพลน "ศิลา... เรา... เราติดกับแล้ว" ศิลาไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นัยน์ตาสคมกริบกวาดมองรอบตัวอย่างรวดเร็ว เขาดันรินรดาไปหลบหลังเสาคอนกรีตหนา ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาประตูกั้นเหล็กนั้น เขายกปืนขึ้นเล็งไปที่แม่กุญแจสนิมเขรอะอย่างไม่ลังเล *ปัง! ปัง!* เสียงปืนดังสนั่นก้องกราบอุโมงค์ระบายน้ำจนแก้วหูแทบแตก แรงสะท้อนทำให้แขนของศิลาสั่นเล็กน้อย แต่แม่กุญแจเจ้ากรรมก็ยังคงติดอยู่ แม้ตัวล็อกจะบิดเบี้ยวไปบ้างก็ตาม กลุ่มมือปืนเบื้องหลังเริ่มกระชับวงล้อมเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงสนทนาที่เร่งรีบดังสะท้อนเข้ามาใกล้จุดที่พวกเขายืนอยู่ "มันหนีไม่พ้นหรอก ยิงเปิดทางเลย!" เสียงคำรามสั่งการดังขึ้น ศิลาขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขากัดฟันเตะอัดเข้าที่บานประตูเหล็กผุๆ นั้นด้วยแรงทั้งหมดที่มี พร้อมกับเหนี่ยวไกกระหน่ำยิงใส่บานพับจนมันหลุดกระเด็น ประตูเหล็กหนักอึ้งพังครืนลงมาเสียงดังสนิมตลบอบอวล "ไป!" ศิลาคว้ามือรินรดาแล้วพุ่งทะยานออกไปสู่แสงสว่างภายนอกที่สาดส่องเข้ามาจากตรอกแคบๆ ของย่านเมืองเก่า สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างกะทันหัน หยดน้ำเย็นเฉียบกระทบเข้ากับผิวหน้าและเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทว่าความหนาวเย็นนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความตึงเครียดที่ยังคงเกาะกุมหัวใจ พวกเขาวิ่งลัดเลาะผ่านซอกตึกที่ซับซ้อน ทิ้งเสียงฝีเท้าของกลุ่มผู้ไล่ล่าไว้เบื้องหลังทีละน้อย จนกระทั่งเสียงเหล่านั้นเงียบหายไปในสายฝน ทั้งสองทรุดกายลงพิงผนังตึกอิฐมอญเก่าในตรอกแคบที่ปลอดคน รินรดายกมือขึ้นกุมหน้าอก หอบหายใจอย่างรุนแรง ร่างกายสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าและหวาดกลัว เธอมองสำรวจบาดแผลที่แขนของศิลา ซึ่งมีรอยเลือดซึมออกมาผ่านเสื้อผ้าที่ฉีกขาด "คุณ... คุณบาดเจ็บ" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามจะฉีกชายเสื้อของตนเองมาพันแผลให้เขา ศิลาชักแขนกลับอย่างนุ่มนวล แต่หนักแน่น เขาปฏิเสธความช่วยเหลือด้วยสายตา ก่อนจะหันไปมองออกไปยังปากตรอกที่เชื่อมต่อกับถนนใหญ่ที่มีผู้คนเริ่มบางตาลงแล้ว "ผมไม่เป็นไร... รอดมาได้ก็บุญแล้ว" ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แม้บาดแผลที่หัวไหล่จะเริ่มส่ง1ความปวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วร่าง ทว่า ความโล่งใจยังไม่ทันได้ทอดตัวลง ความผิดปกติบางอย่างก็ทำให้สัญชาตญาณของศิลาตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง เงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งขวางปากตรอกเบื้องหน้า ร่างนั้นสวมเสื้อกันฝนสีดำสนิท ฮู้ดคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าส่วนใหญ่ไว้มิดชิด ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของศิลาสะดุดกึก... คือมือข้างที่ถือร่มคันนั้น มันสวมแหวนหยกสีเขียวมรกตสลักลวดลายประหลาด—ลวดลายเดียวกับที่เขาเห็นในแฟ้มคดีฆาตกรรมของครอบครัวเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ร่างในชุดดำค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากภายใต้เงาหมวก ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยจะเอ่ยทักทายขึ้นเบาๆ ท่ามกลางเสียงเม็ดฝน "ยินดีต้อนรับสู่จุดจบ... ลูกชาย" ศิลาเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินในชั่วพริบตา ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้มาด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ปราณธาตุเก้าสุริยัน
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%