เศษกระดาษนับร้อยแผ่นถูกกางทับซ้อนกันอยู่บนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำครึ แสงไฟจากโคมไฟสีส้มสลัวสาดส่องลงบนคราบหมึกที่จางลงตามกาลเวลา กลิ่นอับของกระดาษเก่าและฝุ่นผงคละคลุ้งอยู่ในอากาศยามค่ำคืนที่เงียบงัน
ศิลานั่งนิ่งอยู่หลังกองเอกสารเหล่านั้น ดวงตาคมกริบทอประกายความเหนื่อยล้า แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมดุจใบมีดโกน ในมือของเขาคُمภาพถ่ายใบหนึ่งไว้แน่น—ภาพถ่ายครอบครัวที่ถูกไฟไหม้เกรียมครึ่งหนึ่ง รอยยิ้มของมารดาและน้องสาวในวันนั้น ยังคงกรีดแทะหัวใจของเขาให้แหลกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกคราที่หลับตา
"คุณกำลังจมดิ่งลงไปอีกแล้วนะ... ศิลา"
เสียงหวานใสแต่แฝงความกังวลดังขึ้นจากมุมห้อง รินรดายืนกอดอกพิงผนังปูนเปลือย แววตาของเธอมองตรงมาที่ชายหนุ่มด้วยความห่วงใย เธอเป็นเพียงคนเดียวที่กล้าก้าวเข้ามาในโลกมืดมนและเต็มไปด้วยพิษภัยของเขา เป็นแสงสว่างที่คอยดึงรั้งไม่ให้วิญญาณของเขาตกสู่อเวจีแห่งความแค้น
ศิลาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ปล่อยมือจากภาพถ่ายนั้น เขาถอนหายใจยาวนานราวกับต้องการขับไล่อากาศหนักอึ้งออกจากอก ก่อนจะเลื่อนแฟ้มเอกสารสามแฟ้มมารวมไว้ตรงหน้า
"ผมไม่ได้จมดิ่ง ริน... ผมกำลังจะขึ้นฝั่งต่างหาก" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่หนักแน่น "ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผมไล่ล่าเงาโดยไม่มีทิศทาง ราวกับคนตาบอดคลำช้าง แต่ตอนนี้... ชิ้นส่วนทั้งหมดมันถูกวางเรียงต่อหน้าเราแล้ว"
รินรดาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน เธอโน้มตัวลงใช้มือเรียวบางกวาดสายตาอ่านข้อความที่ถูกโยงเส้นด้ายสีแดงเชื่อมโยงเข้าหากัน ระหว่างเอกสารทางราชการ บิลค่าน้ำมันของบริษัทขนส่ง และรายชื่อผู้มีอำนาจในอดีต
"รายงานการชันสูตรพลิกศพของพ่อคุณ..." รินรดานิ้วเรียวชี้ไปที่กระดาษแผ่นหนึ่ง "บันทึกการเบิกจ่ายงบประมาณลับของกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อสิบปีก่อน... และรายชื่อคณะกรรมการบริหารบริษัท ดีพบลู โลจิสติกส์ ทั้งสามสิ่งนี้ถูกเก็บแยกไว้คนละมุมเมือง แต่พอเอามารวมกันในกระดานนี้ คุณเห็นอะไรไหม ศิลา?"
ศิลาพยักหน้ารับ สายตาคมมองตามรอยเส้นด้ายสีแดงที่พาดผ่านกันไปมาจนเกิดเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ "ผมเห็นความโลภ... และผมเห็นชื่อของฆาตกรที่ซ่อนตัวอยู่หลังคราบนักบุญ"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาแขวนผนังที่เดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าแต่ไร้ความปรานี ศิลายื่นมือไปหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็ก—สมุดบันทึกของบิดาที่เขาเพิ่งไขรหัสลับได้เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ หน้ากระดาษสีเหลืองกรอบเปิดออก เผยให้เห็นลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยความรีบร้อนในคืนก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้
*‘พวกมันไม่ได้ต้องการแค่สัมปทานเหมือง แต่พวกมันต้องการปิดปากทุกคนที่รู้เรื่องสารพิษรั่วไหล... และคนที่เซ็นคำสั่งอนุมัติ ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือคนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของตระกูลอัครเดชาโภคิน’*
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น "ถ้าสมุดบันทึกเล่มนี้เป็นของจริง นั่นหมายความว่า... เบื้องหลังโศกนาฏกรรมของครอบครัวคุณ ไม่ใช่แค่ออุบัติเหตุจากความประมาท แต่มันคือการฆาตกรรมหมู่ที่วางแผนมาอย่างแยบยลโดยคนที่มีอำนาจล้นฟ้าในประเทศนี้"
"ถูกต้อง" ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มแผ่ไอเย็นเยียบออกมาอย่างไม่รู้ตัว "ตำรวจซื้อได้ ศาลยุติธรรมบางคนก้มหัวให้เงินตรา แต่ความแค้นของผม... ซื้อด้วยอะไรไม่ได้ทั้งนั้น"
"แล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไป?" รินรดารั้งแขนเขาไว้ ดวงตากลมโตสบมองลึกลงไปในนัยน์ตาของชายหนุ่ม "การเอาชนะตระกูลใหญ่อย่างนั้นด้วยตัวคนเดียว มันไม่ใช่การแก้แค้น แต่มันคือการเดินเข้ากองไฟ"
ศิลาก้มลงมองมือเรียวที่จับแขนเขาไว้ ความอบอุ่นจากตัวเธอแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่ด้านชามานานนับปี เขายกมือขึ้นทาบทับมือของเธอเบาๆ สัมผัสที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นพอจะทำให้หญิงสาวใจชื้นขึ้นมาบ้าง
"ผมไม่ได้ทำคนเดียวหรอก ริน..." ศิลาแย้มยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายเดือนที่จริงใจที่สุด "เพราะผมมีคุณ... และข้อมูลทั้งหมดในห้องนี้ คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะทำให้พวกมันไม่มีแผ่นดินจะอยู่"
มือหนาเอื้อมไปหยิบแฟ้มเอกสารชิ้นสุดท้ายขึ้นมาเตรียมจะปิดผนึก ทว่า ทันใดนั้นเอง...
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างแผ่วเบา แต่ชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันของยามวิกาล ศิลาชะงักมือ รินรดาสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดชั่วพริบตา ไม่มีใครนัดหมายใครให้มาที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้
ศิลาส่งสัญญาณให้รินรดาก้าวถอยไปหลบหลังชั้นหนังสือ มือขวาของชายหนุ่มเอื้อมไปหยิบปืนพกสั้นที่ซ่อนไว้ใต้กองเอกสารขึ้นมาปลดเซฟอย่างเงียบเชียบ เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ประตูไม้เก่าๆ ทีละก้าว หัวใจเต้นระรัวด้วยความระแวดระวัง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าลอดผ่านรอยแยกของบานประตูเข้ามา
"ถ้าไม่อยากตาย... จงเปิดรับฟังข้อเสนอจากคนที่ถือหมากตัวสุดท้าย... คุณศิลา"
ศิลาขมวดคิ้วแน่น นิ้วที่เหนี่ยวไกชะงักค้างทันที เมื่อเสียงนั้นเอ่ยชื่อของเขาได้อย่างแม่นยำ และน้ำเสียงที่คุ้นหูอย่างประหลาดราวกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนในอดีตที่ลบเลือน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้มาด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 50
ความหวังครั้งใหม่
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!