"ถ้าคุณก้าวออกไปจากห้องนี้ด้วยความแค้นที่สุมอยู่ในอกแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับคุณกำลังเดินเข้าไปกอดเพชฌฆาตด้วยตัวเองหรอกครับ ศิลา"
เสียงหวานทว่าหนักแน่นของรินรดาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับในห้องพักเล็กๆ ย่านชานเมือง ศิลาหยุดชะงัก ฝ่ามือที่กำลังกระชับซองปืนข้างเอวสั่นสะท้านเล็กน้อย เขาไม่หันกลับไปมอง แต่แผ่นหลังที่เคยดูมั่นคงกลับดูเหมือนกำแพงที่กำลังร้าวราน
กลิ่นอายดินปืนและหยาดฝนที่ยังติดอยู่ที่เสื้อแจ็คเก็ตหนังของศิลาอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับจะตอกย้ำว่าเขาเพิ่งกลับมาจากสถานที่ที่เปื้อนเลือดมาหมาดๆ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกขยาย ร่างกายของเขาตึงเครียดราวกับคันธนูที่ง้างสุดแรง
"คุณไม่เข้าใจหรอก รินรดา" ศิลาตอบกลับ เสียงของเขาแหบพร่าและเย็นชาจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง "คืนนี้คือโอกาสเดียว ถ้าผมไม่ปิดบัญชีนี้ ความตายของครอบครัวผมก็จะเป็นเพียงตัวเลขในบันทึกของตำรวจที่ไม่มีใครสนใจ"
รินรดาก้าวเข้ามาใกล้ เธอไม่ได้แตะตัวเขา แต่ขยับไปยืนขวางหน้าประตู แววตาของเธอไม่มีความกลัว มีเพียงความดื้อรั้นที่ทำให้ศิลาต้องยอมสบตาด้วย "แล้วถ้าคุณล้างแค้นได้สำเร็จ สิ่งที่เหลืออยู่ล่ะครับ? ศิลาคนเดิมที่ฉันรู้จัก... คนที่เคยมีแสงสว่างในดวงตาคนนั้น จะยังเหลืออยู่ไหม หรือจะเหลือแค่ปีศาจที่หิวโหยเลือดเหมือนกับคนที่คุณกำลังจะไปฆ่า"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนดาบที่แทงทะลุเกราะกำบังอันหนาเตอะของเขา ศิลานิ่งงัน ความทรงจำเกี่ยวกับคืนสีเลือดเมื่อหลายปีก่อนฉายชัดขึ้นมาในหัว—ภาพใบหน้าที่เขาต้องการทำลาย ภาพรอยยิ้มเย้ยหยันของคนที่ฆ่าครอบครัวเขา มันคือแรงผลักดันที่หล่อเลี้ยงเขามาตลอด แต่ในวินาทีนี้ เมื่อสบเข้ากับดวงตาของรินรดา เขากลับเห็นภาพตัวเองในกระจกเงาแห่งความเมตตาที่เขาลืมไปนานแล้ว
"ผมเหนื่อย..." เขาพึมพำ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแรงลง "เหนื่อยกับการต้องวิ่งหนีเงาตัวเอง เหนื่อยกับการต้องจมอยู่กับกองเพลิงที่ไม่มีวันมอดดับ"
รินรดายกมือขึ้นช้าๆ ก่อนจะวางลงบนแขนของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นและเป็นรูปธรรมทำให้ศิลารู้สึกว่าหัวใจที่เคยด้านชาเริ่มกลับมาเต้นเป็นจังหวะของมนุษย์อีกครั้ง "งั้นก็หยุดครับ หยุดวิ่งตามเงา แล้วมาสร้างอนาคตที่ไม่ต้องแลกด้วยเลือด การที่คุณจับตัวคนผิดได้น่ะมันสำคัญ แต่มันไม่สำคัญเท่ากับการที่คุณยังมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นความยุติธรรมนั้นด้วยตาตัวเองจริงๆ"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ศิลาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า เขาเห็นร่องรอยของความกังวลภายใต้ใบหน้าที่พยายามเข้มแข็ง เธอไม่ใช่แค่คนข่าว แต่เธอคือคนที่ฉุดรั้งเขาไว้จากเหวที่ลึกที่สุด
"คุณเชื่อผมไหม รินรดา?" ศิลาถามขึ้นเบาๆ
"ฉันไม่ได้เชื่อแค่คุณ แต่ฉันเชื่อในตัวตนที่ซ่อนอยู่ใต้รอยบาปของคุณครับ" เธอยิ้มบางๆ ซึ่งเป็นยิ้มที่ศิลารู้สึกว่ามันล้ำค่ากว่าความแค้นใดๆ ที่เขาเคยสะสมมา
ทว่า... ในวินาทีที่ศิลาเริ่มจะผ่อนคลายความตึงเครียดจากกล้ามเนื้อ เสียงเคาะประตูจังหวะหนักๆ ก็ดังขึ้นอย่างรุนแรงจากด้านนอก ไม่ใช่เสียงเคาะแบบปกติ แต่มันคือเสียงกระแทกที่เต็มไปด้วยเจตนาคุกคาม
*ปัง! ปัง! ปัง!*
ศิลาชักปืนออกจากเอวด้วยความเร็วสูง รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ชายหนุ่มส่งสายตาให้เธอไปหลบหลังตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวไปประชิดประตู มือหนึ่งจับลูกบิด อีกมือหนึ่งเตรียมพร้อมลั่นไก
เขากลั้นหายใจฟังเสียงความเคลื่อนไหวภายนอก ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงพูดคุย แต่มีเพียงกลิ่นจางๆ ของน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคย กลิ่นที่ทำให้เลือดในกายของศิลาเย็นวาบ... กลิ่นของคนคนหนึ่งที่เขาเชื่อว่าตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน
ประตูเปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างในชุดสูทสีดำสนิทที่ยืนรออยู่หน้าห้อง ชายผู้นั้นยกยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความเวทนา ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้ศิลาถึงกับตัวชาจนขยับไม่ได้
"ศิลา... พ่อไม่ได้สอนให้ลูกต้อนรับแขกแบบนี้เลยนะ"
ศิลามองใบหน้าของชายตรงหน้า... ใบหน้าที่เขาร้องไห้ใส่ทุกคืนหลังเหตุการณ์สูญเสียครอบครัว แต่ในวินาทีนี้ ใบหน้าเดียวกันนั้นกลับกำลังถือปืนจ่อตรงมาที่หน้าอกเขา
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้กับผมนะครับ หากมีข้อติชมอย่างไรสามารถบอกกล่าว "ปราณธาตุเก้าสุริยัน" ได้เสมอครับ
เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 32
รินรดาผู้รั้งสติ
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!