เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 41

โศกนาฏกรรมซ้ำรอย

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
"คุณจะเก็บตัวอยู่ในความมืดแบบนี้ไปถึงไหนกัน ศิลา" เสียงหวานปนความเหนื่อยล้าของรินรดา ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องพักที่อับทึบ แสงไฟสลัวจากหลอดไฟนีออนเก่าๆ ส่องกระทบร่างของชายหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่ริมขอบหน้าต่าง ดวงตาคู่คมที่เคยเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นและเต็มไปด้วยไฟแห่งการแก้แค้น บัดนี้กลับว่างเปล่าอย่างไร้จุดหมาย ราวกับวิญญาณได้หลุดลอยออกจากร่างไปนานแล้ว ศิลาไม่ได้หันกลับมามอง เปลือกตาของเขาปิดลงช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ตอบคำถาม บรรยากาศรอบตัวเขากดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของความโศกเศร้าและความพ่ายแพ้เกาะกุมจิตใจของชายหนุ่มจนแน่นหนา ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนยังคงฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเขาอย่างไม่ยอมหยุดหย่อน—ภาพที่หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา ภาพที่ความจริงอันโหดร้ายตบหน้าเขาฉาดใหญ่ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขากำลังเดินตามเกมของใครบางคนราวกับคนโง่เง่า ความเงียบงันนี้ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือหลุมศพที่ศิลาขุดฝังตัวเองลงไปทั้งเป็น รินรดากัดริมฝีปากแน่นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ในอก เธอรู้จักศิลาดี ชายหนุ่มผู้มีความลับมากมายและแบกรับความแค้นของครอบครัวไว้บนบ่าเพียงลำพัง เขาไม่เคยอ่อนแอให้ใครเห็น ไม่เคยแม้แต่จะหลั่งน้ำตาแม้ในวันที่บาดเจ็บสาหัสที่สุด แต่ในยามนี้ ศิลาในเวอร์ชันที่ยอมจำนนต่อโชคชะตากลับน่ากลัวและน่าเวทนายิ่งกว่าครั้งไหนๆ เธอก้าวเข้าไปใกล้ ช้าๆ ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลายคามือ มือเรียวบางเอื้อมไปแตะที่ไหล่กว้างเบาๆ สัมผัสได้ถึงความเกร็งเครียดของกล้ามเนื้อใต้รื้อผ้าเนื้อบาง "ความผิดพลาดครั้งเดียว ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคุณจบลงตรงนี้นะครับ... เอ๊ย ไม่ใช่สิ ฉันหมายถึง... คุณยังมีฉันนะ ศิลา คุณไม่ได้ตัวคนเดียว" รินรดาเผลอหลุดสำนวนที่คุ้นเคยออกมาด้วยความล่ำลั่น แต่แววตาที่มองเขากลับเต็มไปด้วยความจริงใจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ศิลาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ชำเลืองมองมือของหญิงสาวที่วางอยู่บนไหล่ของตน แววตาคู่นั้นสะท้อนความเหนื่อยล้าเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะแบกรับไหว ริมฝีปากแห้งผากขยับน้อยมาก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเย็นชา "คุณไม่เข้าใจหรอก รินรดา..." ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข "มันไม่ใช่แค่ความผิดพลาด... แต่มันคือการตระหนักรู้ว่า สิ่งที่ผมตามหามาตลอดสิบปี สิ่งที่ผมยอมแลกแม้กระทั่งวิญญาณของตัวเอง... มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา ครอบครัวของผมตายฟรี และผม... ก็เป็นแค่ตัวตลกในสายตาของมัน" น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยในตอนท้าย แม้จะพยายามควบคุมมันอย่างสุดความสามารถก็ตาม ความรู้สึกผิดบาปและความไร้พลังถาโถมเข้าใส่หัวใจของชายหนุ่มราวกับคลื่นพายุที่ซัดสาดเข้าใส่แนวผาหิน ศิลาทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยให้ความมืดมิดเข้าโอบล้อมร่างของตนเองอีกครั้ง เขาไม่อยากมองเห็นอะไร ไม่อยากได้ยินอะไร และไม่อยากมีความหวังอีกต่อไปแล้ว โศกนาฏกรรมครั้งเก่าที่พรากคนที่เขารักไป กำลังเล่นตลกซ้ำรอยในรูปแบบที่เจ็บปวดกว่าเดิม มันคือความรู้สึกที่รู้ทั้งรู้ว่าฆาตกรลอยนวลอยู่ตรงหน้า แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากยืนมองความพินาศย่อยยับของทุกสิ่งทุกอย่างด้วยมือเปล่า รินรดานิ่งงังไปชั่วขณะ เธอย่อมรู้ดีถึงบาดแผลในอดีตของเขา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นกำแพงในใจของศิลาพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่แม้แต่เธอก็คาดไม่ถึง เพียะ! เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับใบหน้าคมคายดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ ศิลาหันกลับมาตามแรงปะทะ ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน รินรดายืนหอบหายใจน้อยๆ มือของเธอยังคงสั่นเทาจากการกระทำเมื่อครู่ แต่แววตาของเธอกลับแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่คลอหน่วย "ตื่นได้แล้ว! ศิลา!" รินรดากล่าวเสียงสั่นแต่หนักแน่น "ถ้าคุณจะมานั่งรอความตาย ทำตัวเป็นคนขี้ขลาดตาขาวแบบนี้ ก็ไปตายซะตั้งแต่สิบปีที่แล้วโน่น! อย่ามาทำเป็นแบกรับความแค้นอะไรนั่นเลย ถ้าสุดท้ายแล้วแค่เจออุปสรรคแค่นี้ คุณก็จะยอมแพ้ให้มันเหยียบย่ำเล่น!" คำพูดที่ตรงไปตรงมาราวกับคมมีดกรีดลึกลงไปในใจของชายหนุ่ม ศิลาไม่ได้โกรธ เขานิ่งอึ้ง มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธปนความห่วงใยของหญิงสาว รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือตัวเอง "พ่อแม่ของคุณไม่ได้อยากเห็นคุณกลายเป็นแบบนี้..." เสียงของเธอลดระดับลงเหลือเพียงเสียงกระซิบที่สั่นเครือ "และฉัน... ฉันก็ไม่ได้เดินทางมาไกลถึงขนาดนี้ เพื่อมานั่งมองผู้ชายที่ฉันเชื่อมั่น กลายสภาพเป็นแค่ซากศพไร้วิญญาณหรอกนะ" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป มันไม่ใช่ความเงียบที่โรยราด้วยความสิ้นหวัง หากแต่เป็นความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยแรงกระแทกทางอารมณ์ ศิลานั่งนิ่ง งำประกายความคิดบางอย่างในแววตาที่ค่อยๆ กลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้งทีละน้อย เขายกมือขึ้นแตะรอยแดงจางๆ บนแก้มของตนเอง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ฝืนทน แต่มันคือรอยยิ้มแรกในรอบสัปดาห์ "คุณนี่... มือหนักจริงๆ นะครับ" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เริ่มกลับมามีพลังขึ้นบ้างแล้ว รินรดาเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น เธอกอดอกแล้วพึมพำ "ก็เตือนสติคนโง่เง่า มันต้องใช้ความรุนแรงหน่อยถึงจะถูก" บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง ความมืดมนที่ปกคลุมห้องเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความอบอุ่นประหลาด ศิลารับรู้ได้ถึงความจริงใจที่หญิงสาวมอบให้ เธอคือแสงสว่างเดียวที่ฉุดรั้งเขาขึ้นมาจากก้นบึ้งของเหวแห่งความมืด และในวินาทีนั้นเอง ที่เขาตัดสินใจได้แล้วว่า เขาจะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาเฮงซวยนี่เด็ดขาด ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะกลับคืนสู่ความปกติ เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ทั้งศิลาและรินรดาต่างชะงัก รินรดานิ่วหน้าด้วยความสงสัย ส่วนศิลานั้นสัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวขึ้นในทันที ดวงตาคู่คมหันขวับไปจ้องมองบานประตูไม้เก่าๆ ทันทีด้วยความระแวดระวัง ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขากำลังอยู่ที่นี่ ที่นี่คือเซฟเฮาส์ลับที่แม้แต่ตำรวจยังไม่รู้พิกัด แล้วเสียงเคาะประตูด้านนอกนั่น... มาจากใครกัน? ศิลาส่งสัญญาณมือให้รินรดากระถดกายไปหลบมุมมืด ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาเอื้อมไปหยิบปืนพกสั้นที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะขึ้นมาปลดเซฟอย่างเงียบเชียบ ฝีเท้าก้าวเข้าไปใกล้บานประตูทีละก้าวอย่างระมัดระวัง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันหนักแน่นและจงใจมากขึ้น ราวกับผู้มาเยือนรู้ดีว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ด้านใน ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึก มือขวาถือปืนมั่นเตรียมพร้อมเหนี่ยวไก มือซ้ายเอื้อมไปจับลูกบิดประตูช้าๆ ก่อนจะกระชากเปิดออกอย่างไร้ความลังเล! ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ศิลาถึงกับชะงักค้าง ราวกับเลือดในกายเย็นเฉียบลงในพริบตา เมื่อบุคคลที่ยืนยิ้มเยาะรออยู่หน้าประตู ไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นคนตายที่ควรจะถูกฝังอยู่ในหลุมศพเมื่อสิบปีก่อน! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ *ปราณธาตุเก้าสุริยัน*
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%