เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 42

การลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
"ความตายของมัน... แลกไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวลมหายใจที่เพื่อนฉันเสียไป" น้ำเสียงของศิลาแหบพร่า ทว่ากลับหนักแน่นราวน้ำหนักของขุนเขา ประโยคนี้ไม่ได้ถูกเอ่ยขึ้นเพื่อข่มขู่ แต่มันคือคำพิพากษาที่เขาได้ขีดเขียนลงบนแผ่นกระดาษแห่งโชคชะตาด้วยเลือดและหยาดน้ำตา ภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอับชื้นและฝุ่นผงแห่งกาลเวลา แสงไฟจากหลอดนีออนกะพริบไหวราวกับลมหายใจที่ใกล้โรยรา ร่างของชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ เบื้องหน้าของเขาคือโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารคดี ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ และรอยยิ้มสุดท้ายของ 'เมฆ' เพื่อนสนิทผู้ล่วงลับ—รอยยิ้มที่บัดนี้ถูกกลบฝังด้วยดินโคลนแห่งความอยุติธรรม รินรดายืนนิ่งอยู่มุมห้อง ดวงตาคู่สวยฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด มือเรียวของเธอประสานเข้าหากันแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เธอมองแผ่นหลังกว้างที่ดูโดดเดี่ยวและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งห่วงใย หวาดกลัว และตระหนักรู้ว่า... เปลวไฟแห่งการแก้แค้นในตัวศิลากำลังลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ชนิดที่ไม่มีสายน้ำสายใดในโลกจะดับมันลงได้ "คุณกำลังจะทำลายตัวเองนะศิลา" รินรดาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดัน ทำลายความหวาดหวั่นที่เกาะกุมหัวใจ "การตามล่าพวกมันไปทีละคน... มันไม่ต่างอะไรกับการเดินลงไปในนรกทั้งเป็น คุณเคยสัญญาไม่ใช่เหรอว่าจะไม่ให้ความแค้นกลืนกินตัวตนทั้งหมดของคุณ" ศิลาไม่ได้หันกลับมามองทันที เขายังคงจ้องมองภาพถ่ายของเมฆ ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้กรอบรูปอย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการส่งผ่านความอบอุ่นไปยังดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ความทรงจำเมื่อครั้งยังเยาว์วัย เสียงหัวเราะ และคำสัญญาที่จะร่วมเดินทางด้วยกันจนสุดปลายทาง ไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิดเหมือนกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่พร้อมจะพัดพาเขาสู่ความพินาศ "ตัวตนของผมเหรอครับรินรดา..." ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความขื่นขมอย่างถึงที่สุด ก่อนที่เขาจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาคมกริบคู่นั้นไร้ซึ่งประกายแห่งความลังเล มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งราวน้ำวน และเปลวเพลิงสีดำที่ลุกโชนอยู่เบื้องหลังม่านตา "ตัวตนที่ชื่อศิลาน่ะ มันตายไปตั้งแต่วันที่พวกมันพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเมฆแล้วครับ" ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศอีกครั้ง รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ คำพูดมากมายที่เตรียมไว้ถูกกลืนหายไปเมื่อสบเข้ากับแววตานั่น เธอรู้ดีว่าไม่มีถ้อยคำสวยหรูใดในโลกที่จะโน้มน้าวใจชายคนนี้ได้อีกต่อไปแล้ว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทอดยาวทาบทับร่างของเธอ สะท้อนถึงความมืดมนที่แผ่ซ่านออกมาจากจิตวิญญาณที่แตกสลาย ศิลาก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละก้าว ฝีเท้าของเขามั่น and หนักแน่น ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป เขาก้มมองเธอด้วยสายตาที่อ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว "ขอบคุณนะครับที่คอยเตือนสติผมเสมอมา... ขอบคุณที่เป็นแสงสว่างให้คนที่อยู่ในมุมมืดอย่างผมได้มองเห็นทางเดิน แต่แสงสว่างนั้น... มันควรมีไว้เพื่อนำทางคุณไปสู่อนาคตที่ปลอดภัย ไม่ใช่เอามาเผาผลาญให้มอดไหม้ไปกับความพยาบาทของผม" "ศิลา... คุณหมายความว่ายังไง" รินรดารู้สึกใจหายวาบ ราวกับสังหรณ์ใจว่านี่คือคำลาครั้งสุดท้าย "ต่อจากนี้ไป... จงหยุดตามหาความจริงเกี่ยวกับผม ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของบาปกรรมที่ผมจะต้องชำระด้วยมือของตัวเอง" ศิลาหันหลังให้เธออีกครั้ง คว้าเสื้อแจ็คเก็ตสีดำสนิทขึ้นมาสวมทับเรือนร่างที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ในหัวใจของชายหนุ่มเวลานี้ ไม่มีที่ว่างให้ความกลัวหรือความลังเลอีกต่อไป แรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เขาก้าวเดินในวันนี้ ไม่ใช่ความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่ความยุติธรรมตามตัวบทกฎหมายที่เสื่อมสลาย แต่คือ "หนี้เลือด" ที่ต้องชดใช้ด้วยเลือด และคำสัญญาที่ให้ไว้ต่อหน้าหลุมศพของเพื่อนรัก—เมฆ จะต้องไม่ตายฟรี และคนที่อยู่เบื้องหลังเงาสีดำทั้งหมด จะต้องชดใช้ด้วยความหวาดกลัวที่สาสม ศิลาก้าวออกจากห้องเช่าแคบๆ ทิ้งให้รินรดายืนเคว้งคว้างอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบงัน เสียงปิดประตูดังขึ้นเบาๆ แต่กลับก้องกังวานในความรู้สึกของเธอยิ่งกว่าเสียงอสุนีบาท ทว่า... ในขณะที่ศิลากำลังก้าวเดินลงบันไดตึกเก่าเพื่อมุ่งหน้าไปสู่สมรภูมิแห่งการล้างแค้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังสวนขึ้นมาจากเบื้องล่าง ร่างของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทนับสิบคนปรากฏตัวขึ้นปิดกั้นทุกเส้นทางทางออก แววตาของพวกมันคมกริบและเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ตรงกลางวงล้อมนั้น คือชายสูงวัยสวมแว่นตากลมหนา ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก เขากวาดสายตามองศิลาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ก่อนจะปรบมือช้าๆ สองสามครั้ง เสียงปรบมือก้องกังวานไปทั่วตึกร้าง "ไม่เลว... ไม่เลวเลยเจ้าหนู ศิลาแห่งสำนักปราณธาตุเก้าสุริยัน" เสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความตกตะลึงที่ฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของศิลาเป็นครั้งแรก "แกคิดจริงๆ หรือว่าการเดินออกจากห้องนี้ จะทำให้แกหลุดพ้นจากเงาของอดีตได้... โดยที่แกยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครคือคนที่ 'สั่งตาย' เพื่อนรักของแกอย่างแท้จริง?" ศิลายืนนิ่งค้าง ร่างกายชาวาบไปทั้งร่างเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ปราณภายในร่างกายพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อความจริงข้อใหม่หล่นกระแทกเข้ากลางใจอย่างจัง ปราณธาตุเก้าสุริยัน ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับศิลาและรินรดานะครับ
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%