ความเย็นเยือกของคำพูดสารวัตรวิกรมยังไม่ทันจางหายจากโสตประสาท เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังก้องมาจากโถงทางเดินด้านนอก ราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจให้เต้นรัวระส่ำ
ศิลาไม่รอช้า ร่างสูงโปร่งภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตสีเข้มพุ่งตัวเข้าประชิดตัววิกรมในเสี้ยววินาที มือแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กตะמתเข้าที่คอเสื้อของนายตำรวจเฒ่า ดันร่างนั้นแนบติดกำแพงปูนเปลือย ปลายกระบอกปืนพกสีดำสนิทจ่อเข้าที่ขมับชื้นเหงื่อทันที
"อย่าส่งเสียง..." ศิลาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ฉายแววตื่นตระหนกของวิกรม "และอย่าคิดตุกติกเด็ดขาด สารวัตร"
วิกรมไม่ได้ขัดขืน เขารู้ดีว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ที่มุมปากของนายตำรวจกลับปรากฏรอยยิ้มหยันที่น่าสะพรึงกลัว "นายคิดว่า... ฉันยอมพามาที่นี่... เพื่อให้แกจับฉันงั้นเหรอ ศิลา?"
เสียงฝีเท้าด้านนอกหยุดลงที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงกุกกักของการไขกุญแจดังขึ้น ศิลาตัดสินใจเฉียบขาด เขาผลักวิกรมหลบเข้ามุมมืด พร้อมกับที่บานประตูไม้สักถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง
รินรดาซึ่งหลบอยู่หลังตู้เอกสารขนาดใหญ่ ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตื่นกลัว เธอภาวนาไม่ให้แสงเงาด้านนอกสาดส่องเข้ามาพบพวกเขา
ทว่า ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสามคนก้าวเข้ามาในห้อง โดยมีชายร่างสูงใหญ่อีกคนเดินตามหลังมา รอยแผลเป็นแนวยาวพาดผ่านแก้มขวาทำให้ใบหน้านั้นดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
"วิกรม... แกชักช้าเกินไปแล้ว นายใหญ่เริ่มหงุดหงิด" เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยขึ้น กวาดสายตาคมกริบมองรอบห้อง
ศิลาในเงาสลัวหรี่ตาลง หัวสมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ชายมีแผลเป็นผู้นี้ไม่ใช่คนท้องถิ่น ลายสักรูปงูที่โผล่พ้นปกเสื้อเชิ้ตบ่งบอกถึงสังกัด—องค์กรใต้ดินที่เชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมครอบครัวของเขาเมื่อสิบปีก่อน
วิกรมสูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะก้าวออกมาจากมุมมืด "เกิดปัญหาเล็กน้อย... แต่ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม"
"งั้นเหรอ?" ชายแผลเป็นแค่นسเสียงในลำคอ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องอีกครั้ง ราวกับสัญชาตญาณนักล่ากำลังเตือนภัยบางอย่าง "ฉันได้ยินเสียงเหมือนคนพูดคุยกัน"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบหยดเป็นเลือด ศิลากำด้ามปืนในมือแน่น นิ้วชี้ทาบอยู่บนไกปืน พร้อมลั่นกระสุนได้ทุกเมื่อหากอีกฝ่ายขยับเข้าใกล้จุดซ่อนตัวมากกว่านี้ รินรดารู้สึกเหมือนอากาศในปอดกำลังหมดลง หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะปะทุ วิกรมก็หัวเราะออกมาเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อน "หูฝาดไปหรือเปล่า โจว? ที่นี่อับลม เสียงมันสะท้อนจากท่อระบายอากาศด้านนอกต่างหาก ว่าแต่... คนที่แกบอกว่าอยู่ที่ชั้นใต้ดิน พร้อมจะพบศิลาแล้วหรือยัง?"
โจวหรี่ตามองวิกรมอย่างจับผิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ "ตามมาสิ... นายใหญ่รอต้อนรับแขกคนสำคัญคนนี้มานานแล้ว"
เมื่อกลุ่มชายชุดดำเดินนำลิ่วออกไปทางประตูเชื่อมบันไดหนีไฟลงสู่ชั้นใต้ดิน วิกรมหันกลับมามองมุมมืดที่ศิลากับรินรดาซ่อนตัวอยู่แวบหนึ่ง สายตาคู่นั้นซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา—มีทั้งความสมเพช ความหวาดกลัว และความมุ่งมั่นบางอย่างปะปนกันไป
ศิลาลากสังขารและสติสัมปชัญญะทั้งหมดติดตามไปติดๆ โดยมีรินรดาก้าวตามหลังมาอย่างเงียบเชียบที่สุด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวสนิมเหล็กเริ่มโชยเตะจมูกหนาขึ้นเรื่อยๆ ทุกย่างก้าวที่เดินลึกลงไปใต้พื้นดิน ราวกับกำลังเดินเข้าสู่ปากหลุมศพที่ขุดรอไว้แล้ว
บันไดวนปูนซีเมนต์ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง ความมืดมิดกลืนกินแสงไฟทีละน้อย มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟนีออนดวงเก่าที่กะพริบติดๆ ดับๆ สร้างบรรยากาศที่กดดันและชวนอึดอัด
เบื้องล่างคือห้องโถงกว้างขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องทดลองหรือห้องใต้ดินลับ ผนังรอบด้านก่อด้วยคอนกรีตหนาทึบ ไร้ซึ่งหน้าต่าง มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง
ตรงกลางห้อง มีเงาร่างของชายคนหนึ่งถูกล่ามโซ่ตรวนไว้กับเก้าอี้เหล็ก ศีรษะก้มต่ำ เส้นผมยาวรกเรื้อปกปิดใบหน้า ทว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่กลับทำให้ศิลาต้องหยุดชะงัก ลมหายใจสะดุดกักค้างไว้ในลำคอ
นั่นคือเสื้อแจ็คเก็ตแบบเดียวกันกับที่พ่อของเขาสวมใส่ในวันสุดท้ายก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งนั้น!
"ตกใจมากสินะ ศิลา..." เสียงทุ้มกังวานและเยือกเย็นดังมาจากความมืดด้านหลังเสาปูน
ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ก้าวออกมาจากเงานั้น เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาก่อนจะเงยหน้าสบตากับศิลาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชระคนสะใจ
"ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังที่สองของแก... ลูกชาย"
ศิลาเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อชายผู้นั้นยกมือขึ้นถอดหน้ากากยางที่สวมไว้ออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เขาจดจำได้แม่นยำยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง—ใบหน้าของผู้ชายที่ตำรวจประกาศว่าเสียชีวิตในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน... พ่อแท้ๆ ของเขาเอง!
รินรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังศิลาถึงกับหลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด โลกทั้งใบราวกับพังทลายลงตรงหน้า
"พ่อ..." ศิลาครางชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบที่ล่องลอยไปในอากาศที่หนתวเหน็บ "เป็นไปไม่ได้... พ่อตายไปแล้ว..."
"ความจริงมักน่าตกใจเสมอ ศิลา..." ผู้เป็นพ่อแย้มรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก แววตาคู่นั้นไร้ซึ่งความอบอุ่นของความเป็นพ่อหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย "และสิ่งที่แกกำลังจะรู้ต่อจากนี้ จะทำให้แกอยากตายตามครอบครัวของแกไปเสียตอนนี้เลยทีเดียว"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 46
บุกรังเสือ
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!