เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 44

การขยายขอบเขต

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
"ยินดีต้อนรับสู่ก้นบึ้งของความจริงนะ... หลานชาย" คำพูดนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของศิลา ราวกับเสียงกระซิบจากยมทูตที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ความเงียบงันภายในห้องทำงานใต้ดินที่อับชื้นแห่งนั้นไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ชายหนุ่ม หากแต่ความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยต่างหากที่กำลังบีบเค้นหัวใจของเขาให้แหลกสลายเป็นจุล กองแฟ้มเอกสารนับร้อยที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่หลักฐานทางคดีอารกรรมอันดำมืด แต่มันคือภาพสะท้อนของโครงข่ายอำนาจที่แผ่ขยายรากแก้วฝังลึกลงไปในทุกอณูของเมืองนี้ ศิลาในยามนี้ไม่ได้เป็นเพียงชายหนุ่มผู้แบกรับความแค้นส่วนตัวอีกต่อไปแล้ว เงาของตระกูลผู้มีอิทธิพลที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียง 'ฆาตกรกลุ่มเล็กๆ' กลับกลายเป็น톱니바퀴 (เฟืองจักร) ขนาดมหึมาที่ขับเคลื่อนทั้งระบบราชการ ธุรกิจมืด และกระบวนการยุติธรรม ศิลานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าคร่ำครึ แสงไฟสลัวจากหลอดไฟเปลือยเหนือศีรษะส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่คมกริบ ดวงตาคู่คมจ้องมองภาพถ่ายเก่าๆ ในมือ ภาพของบิดามารดาที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุขในวันวาน ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกพรากไปในคืนอันหนเหน็บเมื่อสิบปีก่อน รินรดาก้าวเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชด เธอไม่เอաբเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาในทันที ความตึงเครียดในอากาศหนาแน่นเสียจนแทบจะใช้มือจับต้องได้ นักข่าวสาวกวาดสายตามองเอกสารบนพื้น ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่แผ่นกระดาษชาร์จขนาดใหญ่ที่มีการโยงเส้นด้ายสีแดงเชื่อมโยงชื่อบุคคลและบริษัทต่างๆ เข้าด้วยกัน มันไม่ใช่แค่เรื่องล้างแค้นของครอบครัวศิลา... แต่มันคือโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ชีวิตคนเป็นเพียงเบี้ยในกระดาน "คุณรู้ตัวไหม... ว่าเรากำลังสู้กับอะไรอยู่" เสียงของรินรดาลดต่ำลง เธอทรุดตัวลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยที่เจือความหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด "ตอนแรกฉันคิดว่าเราแค่ตามล่าหาตัวคนร้ายที่ฆ่าพ่อแม่คุณ แต่ข้อมูลพวกนี้... มันบอกว่าพวกมันควบคุมทั้งกรมตำรวจ ธนาคารใหญ่ และแม้แต่คนในรัฐบาล" ศิลายังคงนิ่งเงียบ เขาค่อยๆ วางภาพถ่ายลงบนโต๊ะ ช้าๆ อย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ามันจะสลายหายไป นิ้วเรียวยาวประสานกันไว้ที่ใต้คาง ความเงียบของเขามักจะน่ากลัวเสมอในยามที่ความคิดในหัวกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว "ผมรู้..." เสียงทุ้มต่ำหลุดออกมาจากลำคอของชายหนุ่ม มันแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "และนั่นแหละคือเหตุผลที่พวกมันต้องตาย... ทั้งหมด" "ศิลา!" รินรดาเผลอขึ้นเสียงอย่างลืมตัว มือเรียวเอื้อมไปจับท่อนแขนของเขาไว้แน่น ราวกับต้องการดึงสติชายหนุ่มให้หลุดพ้นจากหลุมดำแห่งความอาฆาต "ตื่นได้แล้ว! ถ้าคุณคิดจะล้มคนพวกนี้ด้วยตัวคนเดียว คุณไม่ได้กำลังแก้แค้น... คุณกำลังฆ่าตัวตาย! ศัตรูที่เราคิดว่าใหญ่ในตอนแรก มันเป็นแค่ปลายเล็บของปีศาจตนนี้เท่านั้น" ชายหนุ่มหันมาสบตาเธอนิ่ง แววตาของศิลานั้นไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายไฟแห่งเพลิงแค้นที่โชติช่วงอยู่ภายใน "ริน... คุณคิดว่าผมมีทางเลือกอื่นงั้นหรือ? ตั้งแต่คืนนั้น... วันที่ผมยืนมองบ้านที่กำลังลุกไหม้พร้อมกับร่างของคนที่ผมรัก ชีวิตของศิลาคนเก่าก็ตายไปพร้อมกับกองเพลิงแล้ว" บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ส่งเสียงฮัมเบาๆ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัว รินรดารู้ดีว่าไม่มีคำพูดใดของเธอที่จะเปลี่ยนใจชายหนุ่มผู้นี้ได้อีกต่อไป ความดื้อรั้นของเธอกับความดื้อรั้นของเขา เดินทางมาถึงจุดตัดที่อันตรายที่สุด ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังแว่วมาจากบันไดด้านบนก็ทำลายความเงียบงันลง เสียงเหล่านั้นไม่ได้มาคนเดียว แต่มันมีจังหวะจะโคนและจำนวนที่มากเกินกว่าจะเป็นเพียงแค่คนงานกะดึก ศิลาขมวดคิ้วมุ่นในทันที ร่างกายกำยำดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็วโดยสัญชาตญาณ มือซ้ายเอื้อมไปหยิบปืนพกสั้นที่เหน็บไว้ที่เอวหลังขึ้นมาปลดเซฟอย่างเงียบเชียบ ขณะที่มือขวากวาดเอกสารสำคัญบนโต๊ะยัดใส่กระเป๋าเป้ "พวกมันรู้เร็วกว่าที่เราคิด" ศิลาพึมพำเบื้องต่ำ ดวงตาคมกวาดมองหาทางหนีทีไล่ภายในห้องใต้ดินทึบตันแห่งนี้ "เราติดกับแล้วเหรอ?" รินรดารีบลุกขึ้นยืนตาม หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจเมื่อนึกถึงขนาดของศัตรูที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ "ยัง..." ศิลาคว้าข้อมือเรียวของหญิงสาวไว้แน่น แรงบีบที่ส่งผ่านความอบอุ่นมาให้ช่วยดึงสติเธอได้ชะงัก "ตามผมมา อย่าส่งเสียงเด็ดขาด" ชายหนุ่มพาเลี่ยงไปที่มุมอับด้านหลังตู้เก็บเอกสารเหล็กขนาดใหญ่ มือหนาออกแรงผลักโครงเหล็กหนาหนักด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี จนมันเผยให้เห็นช่องทางลับขนาดเล็กที่ถูกอำพรางไว้ด้วยผนังปูนปลอม กลิ่นอับชื้นและลมเย็นเยียบโชยออกมาจากอุโมงค์เบื้องหน้า ทว่า... ก่อนที่ศิลาจะดันรินรดาเข้าไปในช่องลับนั้น เสียงกระแทกประตูด้านบนก็ดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นปูนดังตึงๆ ใกล้เข้ามาทุกที *ปัง!* เสียงกระสุนปืนนัดแรกเจาะทะลุเพดานไม้ลงมาฝุ่นตลบ ตามมาด้วยเสียงตะโกนก้องด้วยความเหี้ยมเกรียมจากด้านนอก "ปิดล้อมทุกด้านไว้! อย่าให้ใครรอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว นายท่านสั่งไว้... เอาตัวเป็นๆ แต่ถ้าขัดขืน... ฆ่าทิ้งได้เลย!" ศิลาชะงักฝีเท้า ใบหน้าคมสันตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่ตะโกนเข้ามานั้นไม่ใช่เสียงของตำรวจท้องถิ่นทั่วไป แต่มันคือเสียงของหน่วยจู่โจมรับจ้างอิสระที่ขึ้นตรงกับองค์กรเบื้องหลัง ชายหนุ่มหันกลับมามองรินรดาที่ใบซีดเผือด ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้หญิงสาวต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ศิลาไม่ได้ดันเธอเข้าไปในช่องลับ แต่กลับผลักเธอล้มลงไปในมุมมืดหลังตู้ พร้อมกับถอดเสื้อแจ็คเก็ตสีเข้มของตนคลุมทับร่างเธอไว้ "ศิลา! คุณจะทำอะไร!" รินรดาพยายามจะส่งเสียงประท้วง แต่ฝ่ามือหนาของชายหนุ่มกลับปิดปากเธอไว้แน่น ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอเป็นครั้งสุดท้าย เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูด "หนีไปทางนั้นซะริน... นี่คือคำสั่ง" กระซิบเสียงแผ่วเบาข้างใบหู ก่อนที่เขาจะผละตัวออกไปยืนขวางทางเข้าอุโมงค์ลับไว้ลำพัง "ไม่! เราต้องไปด้วยกัน!" เธอกระซิบตอบทั้งน้ำตา ศิลาไม่ตอบคำถามนั้น รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากปรากฏขึ้นชั่วขณะ มันเป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาก่อนในชีวิต ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินกลับออกไปเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในห้องโถง ปึง! ประตูห้องใต้ดินถูกถีบจนพังกระเด็น แสงไฟฉายสว่างจ้าหลายดวงสาดส่องเข้ามาภายในห้อง พร้อมกับร่างเงาทมิฬในชุดยุทธวิธีสีดำนับสิบชีวิตที่กรูเข้ามา ศิลายืนสงบนิ่งอยู่กลางห้อง มือขวาถือปืนมั่น ดวงตาดุดจ์พญายมจดจ้องไปยังผู้นำกลุ่มที่ก้าวเท้าเข้ามาเป็นคนแรก "ในที่สุดก็เจอตัวซะทีนะ... คุณนักสืบผู้ผดุงความยุติธรรม" เสียงหัวเราะเยาะหยันดังลอดออกมาจากใต้หน้ากากกันแก๊สพิษของชายร่างใหญ่ที่เดินนำหน้า ชายหนุ่มไม่ตอบโต้ด้วยวาจา นิ้วชี้ค่อยๆ เหนี่ยวไกปืนในมืออย่างมั่นคง แต่ก่อนที่เสียงคำรามของดินปืนจะระเบิดขึ้นทำลายความเงียบ... แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานของศิลาก็สว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับเสียงเรียกเข้าที่เป็นเพลงบรรเลงเปียโนอันคุ้นเคย ทุกสายตาในห้องชะงักกุนไปชั่วขณะ ผู้นำหน่วยจู่โจมชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนจะใช้ปลายกระบอกปืนเขี่ยโทรศัพท์เครื่องนั้นให้พลิกหงายขึ้น บนหน้าจอแสดงข้อความตัวอักษรสีขาวสว่างเด่นชัด ท่ามกลางความมืดมิดของห้องใต้ดิน และข้อความนั้นเองที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในห้องแทบหยุดชะงักลงทันที *“อย่าหันกลับมามอง... เพราะคนที่อยู่ข้างหลังแกตอนนี้ ไม่ใช่พวกมัน”* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในเงาดำนี้ด้วยกันครับ ปราณธาตุเก้าสุริยัน
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%