"คุณกำลังจะทำให้ทุกอย่างพัง... ศิลา"
เสียงของรินรดาไม่ได้ดัง แต่อัดแน่นไปด้วยแรงปะทะทางอารมณ์จนผืนผ้าใบราคาแพงที่พิงอยู่มุมห้องเกือบสั่นไหว ปลายนิ้วเรียวของเธอสั่นเทาเล็กน้อยขณะกำรายงานการสืบสวนในมือจนยับยู่ยี่ บนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำครึ แสงไฟจากโคมไฟสีส้มสาดส่องลงบนเอกสารแผ่นนั้น เผยให้เห็นรายชื่อของชายฉกรรจ์สามคนที่เชื่อมโยงกับคืนวันเพลิงผลาญเมื่อสิบปีก่อน—คืนที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตของศิลา
ชายหนุ่มไม่ได้หันกลับมามอง เขายังคงยืนนิ่งสนิทอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ หันหลังให้แสงจันทร์สลัวที่ทาบทับแผ่นหลังกว้าง ร่างกายของเขาสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินสลัก ทว่าดวงตาคมกริบภายใต้เงาดำมืดกลับฉายแสงวาวโรจน์ดุจสัตว์ป่าที่กำลังจดจ้องเหยื่อในความมืด
"พังเหريรดา?" ศิลาทวนคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบจนน่ากลัว "หรือคุณกลัวว่าความจริงมันจะน่าเกลียดเกินกว่าที่นักข่าวสายคุณธรรมอย่างคุณจะรับไหว"
"ความจริงกับความแค้นมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน!" รินรดาก้าวเท้าเข้ามาประชิด เธอพยายามระงับโทสะที่พลุ่งพล่านในอก สายตาของเธอจ้องมองแผ่นหลังที่คุ้นเคยด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งห่วงใย โกรธขึง และหวาดกลัว "การที่คุณบุกไปจัดการมันด้วยวิธีนอกกฎหมายแบบนี้ มันต่างอะไรกับพวกมัน? คุณกำลังจะกลายเป็นฆาตกรเสียเองนะ!"
ศิลาค่อยๆ หันกลับมาอย่างเชื่องช้า รัศมีคุกคามรอบตัวแผ่ซ่านจนอากาศภายในห้องอึดอัดขึ้นมาทันตาเห็น เขาก้าวเข้าไปหารินรดาอย่างคุกคามทีละก้าว จนกระทั่งเธอต้องถอยหลังไปชนกับชั้นหนังสือด้านหลัง
"คุณคิดว่ากฎหมายมันศักดิ์สิทธิ์นักหรือไง?" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ดวงตาคู่นั้นดุดันและเย็นชาจนรินรดาเผลอกลั้นหายใจ "สิบปี... ผ่านไปสิบปีแล้วที่พวกมันลอยนวลกินดีอยู่ดีบนความทุกข์ระทมของผม กฎหมายเคยให้ความเป็นธรรมอะไรกับครอบครัวผมบ้างไหม? รินรดา ตอบผมสิ!"
คำถามนั้นทิ่มแทงหัวใจของหญิงสาวจนชาหนับ เธอย่อมรู้ดีว่าระบบยุติธรรมที่เธอพยายามศรัทธามาตลอดชีวิตนั้นมีรอยด่างพร้อยแค่ไหน แต่การปล่อยให้ศิลาเดินลงไปในขุมนรกแห่งการแก้แค้นด้วยมือตนเอง ก็เท่ากับเธอกำลังมองดูเขาทำลายวิญญาณของตัวเองไปทีละน้อยเช่นกัน
"แต่ฉันอยู่ที่นี่..." รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาไหววาระคนความเวทนาและตัดพ้อ "ฉันเข้ามาในชีวิตคุณ ไม่ใช่เพื่อให้คุณใช้ฉันเป็นแค่ทางผ่านไปสู่การฆ่าใครสักคนนะศิลา... ฉันอยากให้คุณหลุดพ้นจากอดีต ไม่ใช่จมดิ่งลงไปตายอยู่กับมัน"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างหนักหน่วงของคนทั้งคู่ ศิลาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาที่เคยแข็งกรวดไหววับคล้ายระลอกคลื่นใต้น้ำ เขามองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยอย่างสุดซึ้งของผู้หญิงตรงหน้า มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะแก้wนเนียนเพื่อปลอบประโลม แต่แล้ว ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้น—ภาพกองเพลิงและคราบเลือดของครอบครัวก็พุ่งย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับสายฟ้าฟาด
สติที่เกือบจะหลุดลอยถูกดึงกลับมาด้วยความเคียดแค้นฝังลึก ศิลาชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าความอ่อนโยนจะทำให้คมดาบในมือของเขาต้องทื่อลง
"ถอยไป" เสียงของเขาเยียบเย็นไร้เยื่อใย
"ศิลา!"
"ผมบอกให้ถอย!" ศิลาตวาดลั่น ดวงตาดำสนิทวาวโรจน์ด้วยโทสะ "คุณไม่เข้าใจอะไรเลย... คนพวกนั้นต้องชดใช้ด้วยเลือด! ถ้าคุณขวางผม วันนี้เราคงต้องจบแค่นี้"
คำพูดตัดเยื่อใยนั้นบาดลึกยิ่งกว่ามีดกรีด รินรดานิ่งงัง น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บปวด เธอไม่คิดว่าผู้ชายที่เคยปกป้องเธอด้วยชีวิตจะเอ่ยวาจาผลักไสไล่ส่งกันได้ลงคอ เพียงเพราะความพยาบาทครอบงำจิตใจจนมืดบอด
"ถ้าคุณก้าวออกจากประตูห้องนี้ไป... คุณจะไม่มีวันได้เห็นฉันยืนรออยู่อีกแล้วนะศิลา" น้ำเสียงของเธоสั่นเครือ หยดน้ำตาไหลรินอาบแก้มอย่างสุดจะกลั้น
ศิลาชะงักฝีเท้าที่กำลังจะเดินเลี่ยงไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ตและอาวุธประจำกาย หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรง เขารู้ดีว่ารินรดารั้นแค่ไหน และหากเธอเดินจากไปในตอนนี้ เขาก็จะเป็นตัวคนเดียวบนเส้นทางสายเลือดนี้อย่างแท้จริง ไร้แสงสว่าง ไร้เครื่องเตือนสติ และอาจไม่มีวันหวนกลับมาเป็นมนุษย์ได้อีก
ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ พยายามชั่งน้ำหนักระหว่างความแค้นสิบปีที่รอคอยการสะสาง กับผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีความหมาย
หมับ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างกะทันหัน ขัดจังหวะความตึงเครียดภายในห้องจนทุกคนต้องสะดุ้ง
ทั้งศิลาและรินรดาหันขวับไปมองบานประตูไม้เก่าๆ พร้อมกันด้วยความตกใจ ในยามวิกาลเช่นนี้ ย่านชุมชนแออัดที่ไม่มีใครอยากก้าวย่างเข้ามา เหตุใดจึงมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเคาะประตูห้องของศิลาได้?
ศิลากวาดสายตามองรินรดาส่งสัญญาณให้เงียบเสียง ก่อนที่มือหนาจะค่อยๆ เลื่อนไปกุมด้ามปืนพกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็คเก็ตอย่างระแวดระวัง ฝีเท้าก้าวเข้าไปใกล้บานประตูทีละก้าวอย่างเงียบเชียบที่สุด
แอ๊ด...
เสียงบานประตูถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างชุ่มโชกของชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ยืนหายใจหอบรินอยู่หน้าห้อง สภาพเสื้อผ้าขาดวิรุษและเต็มไปด้วยคราบเลือดสดๆ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วทางเดิน
ชายแปลกหน้ารีบพยุงร่างอันสะท้านเยือกของตนเองก้าวเข้ามาด้านใน ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นห้องอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับเพิ่งหนีตายมาจากขุมนรก
"ช... ช่วยด้วย..." ชายคนนั้นละเมอเสียงสั่น พลางใช้มือที่เปื้อนเลือดคว,แควะชายเสื้อของศิลาไว้แน่น "ไอ้... ไอ้คนที่พวกคุณตามหา... มันไม่ได้ตายไปเมื่อสิบปีก่อน... แต่มัน... มันกำลังรอพวกเราอยู่ที่นั่น!"
ศิลาเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึกในลำคอ รินรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ข้อมูลใหม่นี้พลิกผันทุกสมมติฐานที่พวกเขาสืบมาตลอดสิบปีจนพังทลายลงในพริบตาเดียว!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดในครั้งนี้ครับ - ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 11
รอยร้าวในความสัมพันธ์
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!