“ถ้าคุณจะเหนี่ยวไก ก็จงทำตอนนี้ อย่าให้ต้องรอจนความกล้าของคุณมันระเหยหายไปกับไอเย็นของปลายกระบอกปืนเลยครับ”
ศิลาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในโกดังร้างริมน้ำ เสียงของเขาราบเรียบ ทว่าก้องกังวานด้วยความเยือกเย็น เขาไม่ได้หันไปมองเงาตะคุ่มที่ซุ่มอยู่หลังกองลังไม้ผุพัง เพียงแต่จดจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างบานแคบที่เผยให้เห็นแสงจันทร์สลัวรางสะท้อนบนผิวน้ำที่นิ่งสนิท
รินรดาที่หลบอยู่หลังเสาปูนใกล้ๆ บีบมือตัวเองจนซีดขาว เธอสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาในอากาศราวกับพายุที่รอเวลาปะทุ ศิลาไม่ได้แค่ยั่วโมโหศัตรู แต่เขากำลังเล่นเกมเดิมพันด้วยชีวิต โดยยอมวางร่างตัวเองเป็นเหยื่อล่อกลางที่โล่ง
“แกมั่นใจนักหรือว่าฉันจะอยู่คนเดียว?” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเงามืด ตามด้วยเสียงขึ้นลำกล้องที่ชัดเจนในโสตประสาท
ศิลาคลี่ยิ้มจางที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย “คนอย่างคุณ... ไม่เคยเดินทางคนเดียวมานานแล้ว แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อผมวางหมากไว้ที่นี่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องสนว่าจะมีเงาตามหลังมากี่ตัว”
เขาวางกล่องไม้ใบเก่าลงบนพื้น กล่องที่เขาอ้างว่าเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ฆาตกรตัวจริงตามหามาตลอดสิบห้าปี มันเป็นกล่องเปล่าที่เขาจงใจสร้างเรื่องลวงขึ้นมาเพื่อดึง 'ปีศาจ' ออกมาจากรูซ่อนตัว
ศัตรูค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด แสงจันทร์เผยให้เห็นใบหน้าที่ถูกปิดบังด้วยหน้ากากเหล็กสีเงินวาววับ มันคือร่องรอยที่ศิลาตามหามาตลอดทั้งชีวิต รอยแผลเป็นที่ประทับอยู่บนหลังมือของชายผู้นี้คือเครื่องยืนยัน... มันเป็นคนเดียวกับที่พรากครอบครัวเขาไปในคืนนรกวันนั้น
“กล่องนั่น... แกไปเอามาจากไหน?” เสียงของคนใต้หน้ากากสั่นพร่าด้วยความโกรธแค้น
“ผมไปเอามาจากจุดที่ครอบครัวของผมถูกฝังไว้เมื่อสิบห้าปีก่อนไงครับ” ศิลาหันกลับมาประจันหน้า สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นเปลวเพลิงแห่งความอาฆาตที่ถูกกักเก็บไว้นานเกินไป “คุณคงลืมไปแล้วว่าทำอะไรไว้บ้าง แต่รอยบาปบนมือคุณ... มันย้ำเตือนให้ผมตื่นขึ้นมาฆ่าคุณทุกค่ำคืน”
รินรดาแทบหยุดหายใจ เธอเห็นศิลาขยับตัวเพียงเล็กน้อย เป็นการขยับที่ดูเชื่องช้าแต่หนักแน่น ทว่าในจังหวะที่มือสังหารใต้หน้ากากเตรียมจะเหนี่ยวไก แสงเลเซอร์สีแดงจุดเล็กๆ ก็นิ่งสนิทลงบนกลางหน้าผากของมัน
“นั่นไม่ใช่กระบอกปืนของผม” ศิลาเอ่ยเสียงแผ่ว “แต่เป็นของคนที่คุณเคยหักหลังไว้เมื่อสามปีก่อน... ดูเหมือนความแค้นของคนอื่นจะไม่ได้จางหายไปง่ายๆ เหมือนที่คุณคิดนะ”
คนใต้หน้ากากชะงัก สายตาที่ลอดผ่านช่องเหล็กเบิกกว้างเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองตกอยู่ในวงล้อมของ 'ศัตรูเก่า' ที่เขาลืมไปแล้วว่าเคยสร้างไว้ ศิลาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เปิดช่องว่างให้กระสุนปริศนาทำงาน ทว่าในจังหวะที่สถานการณ์กำลังจะจบลงด้วยความตาย ชายใต้หน้ากากกลับหัวเราะร่วนออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“แกคิดว่าแกเหนือกว่างั้นรึศิลา? แผนของแกมันก็น่าชื่นชม แต่มันมีจุดโหว่ที่ใหญ่ที่สุดอยู่เรื่องหนึ่ง...”
ชายในหน้ากากกดรีโมทคอนโทรลในมือข้างที่ไม่ถือปืน เสียงเครื่องจักรบางอย่างทำงานด้วยความถี่สูงจนรินรดาต้องปิดหูด้วยความเจ็บปวด
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเอาของ... ผมมาที่นี่เพื่อ 'ส่งคืน' ของที่แกพยายามปกป้อง”
ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของศิลาก็ดังขึ้น เป็นสายเรียกเข้าจากเบอร์ปริศนา เมื่อเขากดรับ เสียงที่ดังออกมาจากปลายสายกลับเป็นเสียงของน้องสาวของเขา—คนที่เขาคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่วันเกิดเหตุ
“พี่คะ... ช่วยหนูด้วย”
ศิลาชะงักกึก ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา มือที่ถือปืนสั่นเทาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ชายใต้หน้ากากอาศัยจังหวะนั้นถอยกรูดเข้าสู่เงามืดอีกครั้ง ก่อนจะทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ให้ศิลาต้องตัดสินใจ
“เลือกเอาศิลา... จะเอาชีวิตฉันเพื่อล้างแค้น หรือจะไปช่วย 'คนสำคัญ' ของแกที่กำลังจะถูกฝังทั้งเป็นในอีกสิบห้านาทีข้างหน้า”
เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นจากทางทิศเหนือของโกดัง แรงสั่นสะเทือนทำเอาหลังคาเหล็กถล่มลงมา ศิลาหันมองรินรดาที่กำลังตะเกียกตะกายออกมาจากกองเศษไม้ เขาต้องเลือกระหว่างความแค้นที่รอคอยมาครึ่งชีวิต กับเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้
ศิลากัดฟันแน่นจนเลือดซึมออกจากมุมปาก ก่อนจะหันกระบอกปืนไปทางทิศที่เสียงระเบิดดังขึ้น แล้วตัดสินใจบางอย่างที่เดิมพันด้วยหัวใจทั้งหมดของเขา
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความลึกลับของเงาจันทราใต้รอยบาปด้วยกันนะครับ
ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 29
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!