"เลิกทำหน้าเหมือนคนกำลังจะไปงานศพตัวเองสักทีศิลา... กลิ่นเหล้าหมักราคาถูกกับควันบุหรี่ในร้านนี้มันเริ่มจะทำให้ฉันคลื่นไส้จนอยากจะราดกาแฟใส่หน้าไอ้พวกขี้ยาที่จ้องเราอยู่แล้วนะ"
รินรดาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน มือเรียวบางของเธอสั่นเล็กน้อยขณะกระชับเสื้อแจ็กเก็ตหนังเพื่อซ่อนกล้องตัวจิ๋วที่แอบพกติดตัวมา เธอไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่ใน 'รังหนู' ย่านตลาดมืดที่ซึ่งกฎหมายเป็นเพียงเศษกระดาษ ร่างบางของเธอเปรียบเสมือนเนื้อชิ้นงามที่ถูกฝูงหมาป่าจับจ้อง
ศิลาไม่ตอบ เขายกแก้ววิสกี้สีอำพันจางๆ ขึ้นจิบ ช้าและหนักแน่น นัยน์ตาคมกริบดุจมีดโกนของเขากวาดมองไปทั่วร้าน 'สถานีปลายทาง'—บาร์อับชื้นที่ซ่อนตัวอยู่หลังโรงฆ่าสัตว์ร้าง ที่นี่คือจุดรวมพลของพวกเดนสังคมที่อยากขายข้อมูลแลกกับเศษเงิน
"ถ้าเธอกลัว ก็นั่งรอในรถ" ศิลาตอบเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความเย็นเยียบที่ทำให้รินรดาต้องเงียบไป เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อเสพสุข แต่มาเพื่อหา 'เงา' ของฆาตกรที่พรากชีวิตทุกคนในครอบครัวไปเมื่อสิบปีก่อน
เขาวางธนบัตรใบละพันห้าใบลงบนโต๊ะไม้ผุๆ เสียงกระดาษกระทบโต๊ะเรียกสายตาของชายร่างยักษ์ที่นั่งคุมโซนมุมมืดได้ทันที ชายคนนั้นมีรอยแผลเป็นลากยาวตั้งแต่ขมับลงมาถึงกราม มันคือ 'ตาแก่จอมเผือก' สื่อกลางข่าวสารที่ใหญ่ที่สุดในเขตนี้
ศิลาก้าวเท้าออกไป ทิ้งให้รินรดานั่งขบกรามแน่น เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การเจรจาธุรกิจ แต่มันคือการเอาตัวไปผูกไว้กับปากเหว
"เงินนั่น... มีค่าพอจะแลกกับข้อมูลของคนชื่อ 'มัจจุราชไร้เงา' ไหม" ศิลาหยุดยืนเบื้องหน้าชายร่างยักษ์ กลิ่นตัวเหม็นอับของอีกฝ่ายโชยปะทะจมูก แต่เขากลับไม่มีทีท่ารังเกียจ
ชายร่างยักษ์แค่นหัวเราะ เสียงแหบพร่าดุจกระดาษทรายถูกับก้อนหิน "คนชื่อนั้นน่ะเหรอ? อย่าว่าแต่ข้อมูลเลย แค่เอ่ยชื่อนี้ในเขตนี้ ชีวิตแกก็เท่ากับเหลือไม่ถึงห้านาทีแล้วไอ้หนุ่ม"
"งั้นฉันจะเพิ่มให้อีกห้าใบ แต่ต้องแลกกับความจริงที่ว่า... ตกลงแล้วมันเป็นใคร" ศิลาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหู น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้สั่นไหวด้วยความกลัว แต่เต็มไปด้วยแรงแค้นที่สะสมมานานนับทศวรรษ
บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปทันที เสียงดนตรีแจ๊สจังหวะเนือยๆ ดูเหมือนจะหยุดลงชั่วขณะ ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของคนรอบข้าง ชายร่างยักษ์ชะงักไป มือที่กำลังหยิบแก้วเหล้าสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะวางลงอย่างแผ่วเบา
"ที่แกตามหาน่ะ ไม่ใช่แค่ฆาตกรหรอกศิลา..." ชายร่างยักษ์ช้อนตามองด้วยสายตาหวาดระแวงสุดขีด เขาขยับตัวเข้าใกล้จนศิลาได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ติดอยู่ตามซอกเล็บอีกฝ่าย "แต่มันคือส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ปกครองเมืองนี้มานานจนแกไม่มีวันขุดรากถอนโคนมันได้... มึงกำลังเอาชีวิตไปทิ้ง"
"ถ้ามันคือเครื่องจักร... ก็แค่หาจุดที่เป็นเฟืองตัวหลักแล้วทำลายมันทิ้งเสีย" ศิลาตอบสั้นๆ ดวงตาเขาสะท้อนความมืดมิดของห้องนี้ไว้อย่างชัดเจน
"ไอ้โง่! มึงคิดว่าพวกมันเป็นใคร" ชายร่างยักษ์โน้มตัวลงมาจนเกือบชิด "คนฆ่าครอบครัวมึงน่ะ ไม่ได้มีคนเดียว... แต่มันคือนโยบายที่เซ็นชื่อโดยคนในเครื่องแบบที่แกกราบไหว้ทุกวันนั่นแหละ!"
รินรดาที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ใจกระตุกวูบ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมบันทึกเสียง แต่ทันใดนั้น แสงไฟนีออนเหนือหัวก็ดับวูบลงพร้อมกันทั้งร้าน ความมืดสนิทเข้าปกคลุมทันที ตามมาด้วยเสียงลากรองเท้าบูทหนักๆ หลายคู่ที่เดินล้อมวงเข้ามา
ศิลาไม่ได้ถอยหลัง เขาคว้าคอเสื้อของชายร่างยักษ์ไว้แน่น "ใครที่อยู่เบื้องหลังมึง! บอกมา!"
"สายไปแล้ว..." ชายร่างยักษ์กระซิบเสียงแผ่ว ก่อนที่กระบอกปืนเย็นเฉียบจะจ่อเข้าที่ขมับของศิลาจากด้านหลัง เสียงกดนกสับปืนดัง 'คลิก' ท่ามกลางความมืด และเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากคนข้างหลังเขา
"มาตามหาความจริงงั้นเหรอ ศิลา... เสียดายนะที่ความจริงมันมีราคาแพงกว่าเงินที่แกวางไว้บนโต๊ะเยอะ"
มือของศิลาหยุดชะงัก เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงรอยสักรูปตราประทับประหลาดบนข้อมือของคนที่ถือปืนจ่อหัวเขาอยู่—มันคือตราประทับเดียวกันกับที่เขาเคยเห็นบนนาฬิกาข้อมือของฆาตกรเมื่อสิบปีก่อน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความมืดมิดในครั้งนี้ครับ - ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เงาจันทราใต้รอยบาป•ตอนที่ 3
เริ่มต้นเส้นทางสายมืด
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทราใต้รอยบาป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!