ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจิตรกรนอกคอก•ตอนที่ 7

นัดพบที่ไม่ได้นัด

ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
เสียงคำรามต่ำของฟ้าร้องด้านนอกราวกับจะฉีกกระชากกรุงเทพฯ ออกเป็นสองเสี่ยง แต่ภายในสตูดิโอใต้หลังคาสังกะสีเก่าคร่ำคร่าแห่งนี้ กลับเหลือเพียงเสียงฝนที่กระหน่ำซัดสาดกระทบกระจกหน้าต่างจนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับโลกกำลังจะแตกดับ “ถ้าคุณยังเอาแต่ยืนทำหน้าเป็นหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึกแบบนั้น ฉันเกรงว่าค่าเสียหายของงานศิลปะชิ้นนี้ อาจจะต้องแลกด้วยสติสัมปชัญญะทั้งหมดของคุณแทนนะคะ ภัณฑารักษ์รินลดา” เสียงหอบเหนื่อยเจือความเย้ยหยันดังขึ้นจากพาย จิตรกรสาวนอกคอกที่ตอนนี้เนื้อตัวเปียกปอนไม่ต่างจากลูกแมวตกน้ำ เส้นผมสีเข้มลู่แนบกรอบหน้าคมคาย ปลายเสื้อยืดสีขาวบางเฉียบแนบเนื้อจนเผยให้เห็นสัดส่วนชัดเจนจากพิษของฝนห่าใหญ่ที่รั่วทะลุหลังคาลงมาเมื่อครู่ รินลดาขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น The Tight Jaw เธอยืนนิ่งสนิทอยู่กลางห้อง แว่นตาไร้กรอบที่มักจะดูเนี้ยบกริบเสมอ บัดนี้มีละอองน้ำเกาะพราว ขัดขวางวิสัยทัศน์จนเธอต้องถอดมันออกแล้วปัดทิ้งลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง *เคร้ง* “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังคุณประชดประชัน พาย” รินลดาตอกกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ใต้ท่าทีเยือกเย็น “ฉันมาที่นี่เพื่อตรวจสอบความเสียหายของภาพวาดชุด ‘Silence’ ก่อนที่นิทรรศการจะเริ่มในอีกสามวัน... และปัญหาเดียวที่ฉันเห็นตอนนี้ คือทัศนคติไร้ระเบียบของคุณต่างหาก” พายแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเข้มวาววับด้วยความท้าทาย เธอค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ร่นระยะห่างระหว่างกันทีละน้อย ท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงแฟลชจากฟ้าแลบเป็นระยะ “ระเบียบเหรอคะ?” พายทวนคำ เสียงกระซิบนั้นต่ำพร่าและใกล้ชิดจนน่ากลัว “คุณกลัวระเบียบพัง... หรือกลัวว่าหัวใจตัวเองจะพังกันแน่คะ ริน... ถึงได้ถอยไปตั้งกำแพงสูงลิบลิ่วขนาดนั้น” รินลดาสะดุ้งเฮือกเมื่ออีกฝ่ายเรียกชื่อเล่นที่ไม่ได้ยินมานานนับปี ร่างเพรียวถอยหลังไปก้าวหนึ่งจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางผ้าใบสีน้ำมัน เสียงฝนด้านนอกกลบเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของเธอจนหมดสิ้น แต่ทว่า... กลิ่นอายเฉพาะตัวของพาย ทั้งกลิ่นเฟอร์นิเจอร์เก่า กลิ่นสีน้ำมัน และกลิ่นกายสาวที่เจือความชื้นฝน กลับลอยวนอยู่รอบตัว จนสมองของภัณฑารักษ์สาวผู้เป๊ะทุกกระเบียดนิ้วเริ่มประมวลผลผิดพลาด “ถอยไป พาย” รินลดาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามยกมือขึ้นดันลาดไหล่บางของอีกฝ่ายไว้ แต่ปลายนิ้วที่สัมผัสโดนผิวเนื้ออุ่นจัดใต้ร่มผ้ากลับทำให้เธอสะท้อนราวกับถูกไฟลวก “ไม่ถอยค่ะ” พายยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของรินลดาอย่างจงใจ “ในเมื่อฟ้ามันรั่ว ทางหนีทีไล่ก็ถูกตัดขาด... เรามาคุยกันให้เคลียร์ดีกว่าไหมคะ ว่าทำไมคุณถึงตามติดชีวิตฉันยิ่งกว่าเงา ทั้งที่ปากบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา” “ฉันไม่ได้ตาม ฉันแค่ทำหน้าที่!” “หน้าที่เหรอคะ?” พายหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มมุมปากนั้นร้ายกาจและทรงเสน่ห์จนเกินต้านทาน “หน้าที่อะไรที่ทำให้คุณต้องทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ทุกครั้งที่ฉันบอกว่าจะเลิกวาดรูปและหายไปจากชีวิตคุณกันล่ะคะ” คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางกำแพงน้ำแข็งที่รินลดาเพียรสร้างมาตลอดชีวิต ร่างของเธอนิ่งค้าง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความลับที่เธอซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น ถูกกระชากออกมาวางไว้กลางแจ้งอย่างไม่ทันตั้งตัว “คุณ... เพ้อเจ้ออะไร” รินลดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามรวบรวมเศษ 1 ซากความเยือกเย็นที่เหลืออยู่มาประดับหน้า แต่หัวใจกลับเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระกระเด็นออกมานอกอก “ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อ” พายขยับเข้าไปชิดอีกนิด จนไม่มีช่องว่างระหว่างคนทั้งสอง อุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางอากาศหนดเหน็บทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียว พายยกมือขึ้นข้างหนึ่ง ปลายนิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากแก้มเนียนของรินลดาอย่างแผ่วเบາ สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับแววตาดุดันคู่นั้นสิ้นเชิง “ปากแข็งจังเลยนะคะ... ไหนลองพูดใหม่อีกทีซิ ว่าคุณไม่แคร์ฉันเลยสักนิด” รินลดาเงยหน้าขึ้นสบตา ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในแววตาคู่คมของจิตรกรสาว ความใกล้ชิดที่บีบคั้นและไร้ทางหนีทำให้เกราะป้องกันพังทลายลงทีละน้อย ความรู้สึกผิดจากอดีต ความกลัวที่จะสูญเสีย และความโหยหาที่ถูกกัก ล้วนปะทุขึ้นพร้อมกันในเสี้ยววินาทีนั้น ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากัน ก่อนที่รินลดาจะตัดสินใจทำในสิ่งที่แม้แต่ตัวเองก็คาดไม่ถึง เธอยกมือขึ้นคว้าปกเสื้อของพายไว้แน่น แล้วดึงร่างอีกฝ่ายให้เข้ามาประชิดจนแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน “ถ้าฉันไม่แคร์...” เสียงของรินลดาแหบพร่าและสั่นสะท้อน ทว่าเต็มไปด้วยความท้าทายที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน “ฉันคงไม่ยืนเปียกฝนอยู่กับคนบ้าอย่างคุณ... ตั้งแต่แรกแล้วค่ะ” พายชะงักไปชั่วขณะ แววตาไหววับด้วยความประหลาดใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟแห่งความคลั่งไคล้ รอยยิ้มพึงใจผุดขึ้นที่มุมปากของจิตรกรสาว “ในที่สุดก็ยอมรับความจริงสักทีนะคะ คนสวย” พายกระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากขยับเข้าใกล้เรียวปากอิ่มของรินลดาช้าๆ ทิ้งระยะห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้น บรรยากาศในสตูดิโอเก่าๆ เงียบสงบลงราวกับโลกหยุดหมุน มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงกระหน่ำซัด และจังหวะหัวใจของสองสาวที่เต้นตรงกันอย่างบ้าคลั่ง รินลดาหลับตาลงช้าๆ ยอมจำนนต่อแรงดึงดูดอันตรายที่เธอหลีกหนีมาตลอด แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแตะเข้าหากันนั้นเอง *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวแข่งกับเสียงฟ้าฝน ตามด้วยเสียงตะโกนโวยวายด้วยความตกใจจากภายนอกที่ทะลุเข้ามาในสตูดิโอ “คุณรินลดา! อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ! ทางแกลเลอรีแจ้งว่าไฟฟ้าลัดวงจร... เฮ้ย! เปิดประตูให้ผมหน่อย!” เสียงของ ‘กรณ์’ ผู้จัดการฝ่ายนิทรรศการดังลั่น พร้อมกับเสียงบิดกลอนประตูหน้าห้องที่พยายามจะพังเข้ามาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า พายสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ส่วนรินลดาลืมตาโพรงด้วยความตกใจ สติที่หลุดลอยกลับคืนร่างในพริบตา เธอรีบผลักอกพายออกทันที แต่มือของจิตรกรสาวกลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่น ไม่ยอมให้ถอยหนีไปไหนง่ายๆ พร้อมกับสายตาเจ้าเล่ห์ที่ส่งประกายวิบวับท่ามกลางความมืด “ค้างไว้แค่นี้ก่อนนะคะ...” พายกระซิบชิดริมหูของรินลดาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและกวนประสาท “เดี๋ยวเรามาต่อกันให้จบ... หลังจากไล่ตัวป่วนพวกนั้นกลับไปแล้วค่ะ” ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 7 ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะใจเต้นแรงกับเคมีคู่นี้เหมือนที่ผู้เขียนตั้งใจเสิร์ฟความฟินให้นะคะ!
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจิตรกรนอกคอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%