“คุณคิดว่าภาพนี้มันคือผลงานศิลปะ หรือเป็นแค่ขยะเปียกที่ละเลงด้วยสีราคาถูกกันแน่คะ คุณรินลดา”
เสียงหัวเราะในลำคอของพายไม่ได้มีความหมายเชิงขัน มันคือการเหยียดหยามอย่างเปิดเผย และความกวนประสาทระดับสิบที่พร้อมจะแผดเผาห้องทำงานส่วนตัวของภัณฑารักษ์สาวให้มอดไหม้ในพริบตา
รินลดาวางแฟ้มประเมินนتاลงบนโต๊ะทำงานด้วยแรงที่มากพอจะทำให้ปากกาหมึกซึมบนแท่นไม้สักราคาแพงกลิ้งตกลงไป เธอยังคงรักษาใบหน้าราบเรียบราวกับรูปปั้นหินอ่อน แต่ดวงตาคู่คมที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นทรง The Row กลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ความเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว
“ถ้าคุณใช้สมองส่วนหน้าคิดสักนิด ไม่ใช่เอาแต่มโนว่าตัวเองเป็นศิลปินผู้ถูกเข้าใจผิด คุณก็จะเห็นว่าเส้นสายที่เละเทะและน้ำหนักสีที่ไร้ทิศทางในผืนผ้าใบชิ้นนี้ มันสะท้อนความไร้ระเบียบในสมองของคุณเองค่ะ คุณพาย” รินลดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทุกพยางค์ที่หลุดจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีนู้ดเข้มนั้นคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ
พายแค่นหัวเราะ พลางก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานไม้สักที่กั้นกลางระหว่างพวกเธอ สัญชาตญาณของจิตรกรนอกคอกทำให้เธอไม่เคยเกรงกลัวอำนาจใดๆ ในหอศิลป์แห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีเย่อหยิ่งและเย็นชาเกินมนุษย์ของรินลดากลับยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในการ ‘อยากขยี้’ ให้แหลกคราบสติแตกออกมา
“ไร้ระเบียบเหรอคะ?” พายโน้มตัวลงมา ใช้มือเรียวยันขอบโต๊ะไว้ ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่มีรอยเปื้อนสีอะคริลิกสีฟ้าตรงโหนกแก้มขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะสัมผัสกับไออุ่นจากลมหายใจของอีกฝ่าย “โลกของฉันมันไม่ต้องมานั่งตีเส้นบรรทัดเหมือนชีวิตน่าเบื่อของคุณหรอกค่ะ คุณภัณฑารักษ์หน้าตาย... งานของฉันมันมี ‘ชีวิต’ มากกว่าซากกระดาษโบราณที่คุณกอดไว้จนขึ้นราเสียอีก”
รินลดาเงยหน้าขึ้นสบตาจิตรกรสาวอย่างไม่เกรงกลัว ระยะห่างระหว่างพวกเธอน้อยลงจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันสนและดอกไม้ป่าจากตัวของพาย กลิ่นที่รินลดาเกลียดนักหนาเพราะมันรบกวนสมาธิอันเปราะบางของเธอ
“ชีวิตเหรอคะ? หรือเป็นแค่ข้อแก้ตัวของคนไร้ฝีมือที่ทำงานส่งเดชไปวันๆ แล้วคาดหวังให้คนอื่นชื่นชมเพราะความติสต์แตกกันแน่” รินลดาตอกกลับทันควัน ดวงตาสองคู่ประสานกันดั่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ปะทะกันกลางอากาศ “ถ้าคุณคิดว่าผลงานระดับอนุบาลนี่มันสมควรถูกจัดแสดงในแกลเลอรีหลักของฉัน คุณคงต้องเลิกฝันกลางวันแล้วกลับไปฝึกวาดรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ต้นนะคะ”
คำพูดเชือดเฉือนนั้นไม่ได้ทำให้พายถอยหลัง กลับกัน ริมฝีปากอิ่มกลับยกยิ้มร้ายกาจ ดวงตากลมโตพราวระยับด้วยความท้าทาย
“ปากเก่งจังเลยนะคะ... ตัวจริงเสียงจริงเรื่องความใจร้ายเนี่ย” พายกระซิบเสียงต่ำ จงใจทิ้งจังหวะให้ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของอีกฝ่าย “แต่แปลกนะคะ ปากจัดๆ แบบนี้ เวลาที่เถียงสู้ฉันไม่ได้ทีไร คุณมักจะเผลอกัดริมฝีปากตัวเองทุกที... กลัวฉัน หรือว่ากลัวใจตัวเองกันแน่ล่ะคะที่แพ้ทางฉันเข้าให้แล้ว?”
หัวใจของรินลดา กระตุกวูบไปชั่วเสี้ยววินาที ความนิ่งสงบที่พยายามสร้างขึ้นมาตลอดพังทลายลงในพริบตา เธอรีบเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นโดยอัตโนมัติเมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงจุดอ่อนออกไป รอยยิ้มมั่นใจของพายยิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังตกเป็นผู้แพ้ในเกมสงครามประสาทครั้งนี้
“อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลยค่ะ คุณพาย” รินลดาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามดันตัวเองถอยหลังออกห่างจากแรงกดดันที่พายจงใจคุกคาม “ฉันแค่รู้สึกเสียดายงบประมาณของมูลนิธิที่ต้องมาละลายกับศิลปะขยะของคุณก็เท่านั้นเอง กรุณาถอยออกไปจากพื้นที่ส่วนตัวของฉันด้วยค่ะ”
“ไม่ถอยค่ะ จนกว่าคุณจะยอมรับว่าภาพนี้มันมีดีมากกว่าที่คุณด่ามาทั้งหมด” พายไม่เพียงแต่ไม่ถอย แต่เธอกลับก้าวล้ำเส้นเข้ามาอีกก้าว จนสะโพกชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน รินลดาถูกต้อนจนแผ่นหลังแนบติดกับพนักเก้าอี้หนังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างสูงโปร่งของจิตรกรสาวโน้มตัวครอบงำพื้นที่ทั้งหมด บรรยากาศในห้องทำงานที่เคยเงียบสงบและเป็นทางการ บัดนี้กลับร้อนระอุขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
เคมีอันตรายระหว่างความเป๊ะที่น่าหมั่นไส้กับความบ้าบิ่นที่น่าตีหัวเริ่มสั่นคลอนสติของรินลดาจนแทบกระเจิง กลิ่นอายความเย้ายวนที่แฝงมากับการปะทะคารมทำให้เส้นกั้นระหว่างความเกลียดชังและความหลงใหลเริ่มพร่าเลือน
รินลดาเงยหน้าขึ้นเตรียมจะพ่นคำด่าทอที่เจ็บแสบที่สุดเพื่อผลักไสเสน่ห์อันตรายนี้ออกไปให้พ้นหน้า แต่ทว่า—
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างกระชั้นชิด ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ดังขึ้นโดยไม่รอให้อณุญาตจากเจ้าของห้อง
“คุณรินลดาคะ ดิฉันเอาเอกสารงบประมาณด่วนมาให้—อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ดิฉันรบกวนเวลาอะไรพวกคุณอยู่หรือเปล่าคะ?”
เสียงของเลขาฯ สาวคนสนิทที่ผลักประตูเข้ามาพร้อมกองแฟ้มในมือ ทำเอาทั้งรินลดาและพายต้องดีดตัวออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต รินลดาหน้าถอดสี รีบปรับแว่นและจัดเสื้อสูทให้เข้ารูปด้วยความลิบลับ ขณะที่พายผละถอยหลังไปยืนกอดอกพิงผนังห้องด้วยท่าทางลอยชายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมส่งยิ้มมุมปากให้อย่างยั่วเย้า
รินลดากลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก พยายามสลัดความวูบวาบแปลกประหลาดออกจากอก ก่อนจะหันไปสบตากับเลขานุการที่กำลังมองพวกเธอด้วยสายตากรุ้มกริมผิดวิสัย
และในวินาทีที่รินลดากำลังจะอ้าปากเอ่ยคำสั่งเพื่อไล่เลขาฯ ออกไปจากห้องนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของใครอีกคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเลขาฯ บริเวณกรอบประตู—ร่างสูงในชุดสูทสั่งตัดเนี๊ยบกริบที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่เธอคุ้นเคยดีจนสันหลังวาบ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 6 ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะหลงรักเคมีอันตรายคู่นี้เหมือนที่ผู้เขียนตกหลุมรักพวกเธอนะคะ
ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจิตรกรนอกคอก•ตอนที่ 6
สงครามน้ำลายในห้องทำงาน
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจิตรกรนอกคอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!