กลิ่นอายของกาแฟดำคั่วเข้มผสมผสานกับฝุ่นละอองบางเบาที่ลอยละล่องภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวของห้องจัดแสดงนิทรรศการชั้นใต้ดิน คือสิ่งที่พายคุ้นเคยเป็นอย่างดีในยามวิกาล ยิ่งดึกดื่นเท่าไหร่ ความเงียบงันยิ่งทำหน้าที่ขยายความอึดอัดระหว่างเธอกับภัณฑารักษ์สาวผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบให้เด่นชัดขึ้นเท่านั้น
จิตรกรสาวนอกคอกอย่างพายไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ดึกขนาดนี้ ต้นเหตุมาจากรอยด่างบนภาพพิมพ์หินศตวรรษที่สิบเก้าที่เธอเผลอทำน้ำชาหกใส่เมื่อช่วงหัวค่ำ แม้รินลดาจะไม่ได้เอ่ยปากไล่ออกนอกห้องหรือตบะแตกใส่เหมือนที่ใคร ๆ คาดการณ์ แต่ความเงียบขันอันน่าสะพรึงกลัวของอีกฝ่ายที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาซ่อมแซมงานด้วยมืออันสั่นเทาเล็กน้อยนั่นแหละ คืออาวุธที่เชือดเฉือนพายเสียยิ่งกว่าคำด่าทอ
“ถ้าจะยืนจ้องจนตาถลนขนาดนั้น เอาเวลาไปหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์เบอร์สี่มาให้ฉันดีกว่าค่ะคุณจิตรกร”
เสียงเรียบเฉยติดจะเยيชาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยที่เจ้าตัวยังคงง่วนอยู่กับการใช้พู่กันปลายแหลมจุ่มตัวทำละลายสูตรพิเศษแต้มลงบนกระดาษโบราณอย่างระมัดระวัง รินลดาในยามนี้ไม่มีเสื้อสูททางการสวมทับ เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งถูกพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียนละเอียด เส้นผมที่เคยรวบตึงอย่างไร้ที่ติบัดนี้กลับหลุดลุ่ยตกลงมาเคล้าคลอข้างแก้มเนียน ขับเน้นให้ใบหน้าคมคายนั้นดูอ่อนเยาว์ลงและเปราะบางอย่างประหลาด
พายไม่ยอมขยับตัวทันที ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสจดจ้องมองแผ่นหลังที่กำลังงุ้มโค้งลงเล็กน้อยนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม
“มือคุณสั่นค่ะริน” พายทักขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด แม้จะพยายามดัดให้ห้วนจัดตามนิสัยเดิมก็ตาม “ถ้าไม่ไหวก็พักก่อนเถอะ งานนี้ไม่ได้เสียหายถึงขั้นต้องเอาชีวิตเข้าแลกสักหน่อย”
“มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมาใส่ใจค่ะพาย หน้าที่ของคุณคือยืนเงียบ ๆ แล้วดูว่าฉันแก้ความซุ่มซ่ามของคุณยังไงก็พอ” รินลดาตอบสวนกลับทันควัน น้ำเสียงยังคงแข็งกร้าวและถือดี แต่น่าแปลกที่ความเร็วในการขยับพู่กันของเธอกลับช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
จิตรกรสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก้าวเท้าเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่อย่างไม่เกรงใจ กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกมะลิผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าลอยแตะจมูก พายยื่นมือเรียวของตนไปคว้าข้อมือของภัณฑารักษ์สาวเอาไว้ทันที เพื่อหยุดยั้งปลายพู่กันที่เกือบจะเฉี่ยวโดนเนื้อกระดาษสำคัญเข้า
“เฮ้! พอได้แล้วริน” พายเอ็ดเบา ๆ เมื่ออีกฝ่ายสะดุ้งสุดตัวและเงยหน้าขึ้นมาสบตา
ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นไหวระริก รินลดาไม่ได้ดالมือออกทันทีอย่างที่ควรจะเป็น แววตาแข็งกระด้างที่มักใช้มองโลกและผู้คนถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด ประกายน้ำใสคลอหน่วยอยู่ในหน่วยตาคู่สวยอย่างหมิ่นเหม่ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นราวกับพยายามอดกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่พยายามกัดกินหัวใจเธอมาตลอดค่ำคืน
“ปล่อยค่ะ…” รินลดาเอמהเสียงกระซิบแหוריพ
“ไม่ปล่อยค่ะ” พายตอบกลับเสียงหนักแน่น ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังสั่นระริก “บอกมาสิคะว่าเกิดอะไรขึ้น คุณไม่ได้เครียดแค่เรื่องงานชิ้นนี้แน่ ๆ แววตาแบบนี้… มันเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบโดยไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากใครเลยมากกว่า”
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง ท่ามกลางแสงไฟสลัว รินลดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความหยิ่งทะนงและเกราะป้องกันตัวอันหนาแน่นที่สร้างไว้แรมปีดูเหมือนจะพังทลายลงในชั่วพริบตาเมื่อเผชิญหน้ากับความเอาใจใส่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากจัดของจิตรกรสาวตรงหน้า
“คุณไม่เข้าใจหรอกพาย…” เสียงของรินลดาแผ่วเบาลงจนแทบกลืนหายไปกับความมืด “ความผิดพลาดครั้งก่อนมันทำลายทุกอย่าง… ทุกคนที่ฉันรัก และทุกความเชื่อมั่นที่ฉันเคยมี ฉัน… ฉันไม่อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอหรือพลาดอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด”
หยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งไหลรินลงมาอาบแก้มเนียนอย่างเงียบงัน ภาพของภัณฑารักษ์ผู้ไร้หัวใจในสายตาคนอื่น บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่กำลังแตกสลายอยู่ตรงหน้าพาย
หัวใจของจิตรกรสาวกระตุกวูบ ความรู้สึกพยศและอยากเอาชนะเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาเดียวคืออยากดึงร่างเพรียวบางนั้นเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมแขน พายขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันในความเงียบสงัดยามวิกาล
“งั้นก็ร้องไห้ออกมาสิคะ…” พายกระซิบเสียงนุ่ม แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่หาดูได้ยากยิ่ง “ตรงนี้… ในอ้อมแขนของฉัน ฉันอนุญาตให้คุณอ่อนแอได้ค่ะริน”
รินลดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วเรียวของพายเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยหยาดน้ำตาบนแก้มให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นส่งกระแสความวูบวาบแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังของภัณฑารักษ์สาว หัวใจของทั้งคู่เต้นระรัวแข่งกับเสียงนาฬิกาโบราณบนผนัง รินลดากำลังจะอ้าปากเอ่ยปฏิเสธหรืออาจจะต่อว่าตามนิสัยเดิม แต่ทว่า—
*กริ๊ก!*
เสียงฝ่าเท้าหนัก ๆ พร้อมกับประตูกระจกนิรภัยของห้องโถงใหญ่ที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ทำลายบรรยากาศเปราะบางและแสนหวานนั้นลงในพริบตา ร่างสูงโปรดของ ‘ภาคิน’ ผู้อำนวยการหนุ่มไฟแรงก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะหยุดชะงักเมื่อเห็นภาพของภัณฑารักษ์คนเก่งและจิตรกรสาวนอกคอกยืนแนบชิดกันในระยะประชิดชนิดที่ลมหายใจรดกัน
“อุ๊ย… ผมรบกวนเวลาส่วนตัวอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 5 ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะหลงรักเคมีอันตรายคู่นี้เหมือนที่ผู้เขียนตกหลุมรักพวกเธอนะคะ
ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจิตรกรนอกคอก•ตอนที่ 5
รอยร้าวในใจภัณฑารักษ์
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจิตรกรนอกคอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!