"ถ้าคุณจะกรุณาเอาสายตาประเมินค่ารสนิยมต่ำเรี่ยเรี่ยพื้นนั่นออกไปจากงานของฉัน มันคงจะช่วยรักษาบรรยากาศอันน่าสะอิดสะเอียนนี่ให้หายใจคล่องขึ้นอีกโขค่ะ คุณรินลดา"
น้ำเสียงของพายไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แม้ว่าบุคคลที่เพิ่งก้าวเข้ามาทางประตูยามวิกาลเมื่อครู่จะสร้างความปั่นป่วนให้ห้องทำงานส่วนตัวของภัณฑารักษ์สาวได้มากขนาดไหนก็ตาม จิตรกรสาวนอกคอกปัดเศษผงถ่านชาร์โคลออกจากปลายนิ้วเรียวอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเจ้าของสถานที่ซึ่งยืนตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นปูนปั้นอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊ก
รินลดากลืนก้อนความตื่นตระหนกเหนียวหนืดลงคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อเหลือบมองผู้มาใหม่—นักสะสมงานศิลปะทรงอิทธิพลผู้กุมชะตากรรมของแกลเลอรีแห่งนี้ไว้ทั้งใบ—ก่อนที่เฃอจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย เย็นชา และไร้ที่ติราวกับหน้ากากน้ำแข็งตามวิสัยของภัณฑารักษ์มืออาชีพ
"ท่านประธาน... ดิฉันไม่คิดว่าคุณจะมาตรวจงานด้วยตัวเองในยามวิกาลแบบนี้ค่ะ" รินลดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งสนิท พยายามควบคุมจังหวะการหายใจไม่ให้สั่นไหว
"ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาตรวจงานหรอกค่ะรินลดา..." เสียงทุ้มต่ำของผู้มาใหม่เอื้อนเอ่ยพร้อมรอยยิ้มพินيسพิเทาที่เคลือบยาพิษ "แต่พอดีได้ยินมาว่า การร่วมงานกันวันแรกระหว่าง 'ภัณฑารักษ์ผู้เป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว' กับ 'จิตรกรสาวนอกคอกผู้ไร้กรอบ' มันกำลังจะพังไม่เป็นท่า... ฉันเลยต้องแวะมาดูให้เห็นกับตาว่า ใครกันแน่ที่จะแหลقสลายคามือใครก่อน"
ประโยคดังกล่าวกระทบโสตประสาทของคนทั้งคู่เต็มรัก พายแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเชิงเย้ยหยัน ร่างเพรียวระหงในชุดเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่เปื้อนคราบสีน้ำมันก้าวเข้าไปประชิดขอบโต๊ะทำงานของรินลดาอย่างไร้มารยาท เธอยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้จนแทบจะสัมผัสได้ถึงไอความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวของภัณฑารักษ์สาว
"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะท่านประธาน..." พายจงใจลากเสียงยาวอย่างยั่วยวน สายตาท้าทายพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเนียนนุ่มที่กำลังตึงเครียดของรินลดาอย่างจงใจ "งานของฉันไม่มีทางพังหรอกค่ะ ยกเว้นเสียแต่ว่า... ภัณฑารักษ์ผู้สูงส่งแถวนี้จะเอาแต่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปนั่งเครียดกับปมด้อยในอดีต จนไม่มีปัญญาแยกแยะออกว่า งานศิลปะกับชีวิตส่วนตัวอันแสนน่าสมเพชของตัวเองมันต่างกันยังไง"
บรรยากาศในห้องทำงานพลันดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็ง รินลดาชะงักกึก กรามเรียวขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน มือเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาวซีด ดวงตาคู่คมฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจี้ใจดำอย่างจัง
นี่คือวันแรกของการเตรียมงานนิทรรศการศิลปะครั้งสำคัญ และเธอกำลังจะต้องมารับมือกับจิตรกรสาวปากร้ายที่กล้าดึงเอาแผลเป็นในอดีตของเธอมาขยี้เล่นกลางวงสนทนาต่อหน้าผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม
"คุณพาย!" รินลดาเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความอดกลั้นขั้นสูงสุด "กรุณาให้เกียรติสถานที่และขอบเขตของการทำงานด้วยค่ะ เรากำลังพูดถึงโปรเจกต์ระดับชาติ ไม่ใช่พื้นที่ระบายอารมณ์สำหรับเด็กมีปัญหาที่ขาดความอบอุ่น!"
พายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากยิ่งกว้างขึ้นด้วยความสะใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มหลุดจากกรอบความเยือกชาที่สวมไว้
"เด็กมีปัญหาที่ขาดความอบอุ่นอย่างฉันเนี่ยแหละค่ะ ที่กำลังจะกอบกู้แกลเลอรีใกล้เจ๊งนี่ไว้" พายก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างเชื่องช้า แต่สายตายังคงจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาของรินลดาไม่ลดละ "ต่างจากคุณ... ภัณฑารักษ์ผู้เก่งกาจแต่ขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าแม้แต่จะจุ่มมือลงไปในสีที่เปรอะเปื้อน เพราะกลัวว่ามันจะไปซ้ำรอยกับความผิดพลาดโง่ๆ ในอดีตที่คุณทำพังคามือเมื่อสามปีก่อน!"
เพล้ง! (ไม่ใช่เสียงแก้วแตก แต่เป็นเสียงสะท้อนความรู้สึกที่ถูกกระชากหน้ากากอย่างไร้ความปรานี)
รินลดาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านทำให้เธอลืมตัว เผลอก้าวเข้าไปประชิดตัวพายด้วยความเร็วที่ทำเอาจิตรกรสาวชะงักไปชั่วขณะ ระยะห่างระหว่างพวกเธอสั้นลงจนแทบไม่มีอากาศแทรก รินลดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่รั้นระคนท้าทายนั้นด้วยความเคียดแค้นผสมปนเปกับความสั่นไหวที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้สุดชีวิต
"คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดถึงเรื่องนั้น..." รินลดาคาดคั้นเสียงกระซิบต่ำลอดไรฟัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียนของอีกฝ่ายเนื่องจากระยะประชิดอันตราย "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉันบ้าง... พาย? คุณก็แค่จิตรกรไร้ระเบียบที่อาศัยสัญชาตญาณดิบเถื่อนมากลบเกลื่อนความไร้ฝีมือ!"
พายไม่ถอยหนี แถมยังโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด รอยยิ้มเยาะหยันเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยประกายตาวาวโรจน์ที่คาดเดาไม่ได้ เคมีอันตรายระหว่างพวกเธอระอุขึ้นจนราวกับมีประกายไฟสパークออกมาในอากาศยามวิกาล
"ถ้าฉันไร้ฝีมือ ทำไมคุณถึงต้องมือสั่นทุกครั้งที่ยืนอยู่หน้าภาพวาดของฉันล่ะคะ... คุณรินลดา?" พายกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงพร่าพร่าที่สั่นประสาท เธอยกปลายนิ้วเรียวขึ้นแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อเชิ้ตเรียบร้อยของภัณฑารักษ์สาวอย่างถือวิสาสะ "อยากพิสูจน์ไหมคะว่าระหว่างทฤษฎีจอมปลอมของคุณ กับสัญชาตญาณดิบของฉัน... อะไรมันจะแผดเผาห้องนี้ให้เป็นจุลได้เร็วกว่ากัน"
ท่านประธานที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่มุมห้องอมยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ ก่อนจะกระแอมเบาๆ เพื่อดึงสติคนทั้งคู่
"ฉันว่า... เรามาเริ่มตกลงเงื่อนไขการทำงานวันแรกกันอย่างเป็นทางการเลยดีกว่านะคะ"
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่รินลดากำลังจะสะบัดมือพายออกและถอยร่างกลับไปตั้งหลัก เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง—ไม่ใช่ที่ประตูใหญ่ แต่เป็นประตูลับเชื่อมต่อห้องพักส่วนตัวด้านหลัง และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยอนุญาต กลอนประตูก็ถูกบิดเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างคุ้นตาที่ทำให้เลือดในกายของรินลดาเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ... คนที่ควรจะหายสาบสูญไปจากชีวิตเธอตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนกลับยืนอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มเย็นเยียบส่งตรงมาถึงเธอโดยเฉพาะ
บลัดดี้แมรี่ (ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 4 ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะหลงรักเคมีอันตรายคู่นี้เหมือนที่ผู้เขียนตกหลุมรักพวกเธอนะคะ)
ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจิตรกรนอกคอก•ตอนที่ 4
ละเลงสีบนความเย็นชา
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจิตรกรนอกคอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!