กลิ่นอายกำยานจันทน์หอมที่ลอยอลวนอยู่ในห้องบรรทมส่วนใน มิได้ช่วยให้จิตใจที่ปั่นป่วนของรินรดาสงบลงเลยแม้แต่น้อย
ความเงียบสงัดยามวิกาลของตำหนักบูรพาถูกกรีดร้องด้วยเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ทว่าหนักแน่น ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรห้ากรงเล็บสีดำสนิทของหลี่จวินอ๋องหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเตียงไม้แกะสลักสกุลจื่อถาน พระเนตรคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บคู่นั้นกวาดมองสตรีในอาณัติด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก—ระหว่างความระแวงสงสัยในชาติกำเนิด กับความห่วงใยที่พระองค์พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเยือกเย็น
"เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ รินรดา" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสายน้ำในยามราตรีเอ่ยขึ้น ทำลายความอึดอัดที่กดทับบรรยากาศในห้องจนแทบหายใจไม่ออก
รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาคู่เรียวที่มักฉายแววสุขุมรอบคอบบัดนี้กลับเบิกกว้าง เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมและขมับ แม้สติสัมปชัญญะจะกลับคืนสู่ร่างแล้ว แต่ภาพเหตุการณ์นองเลือดเมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา ราวกับรอยแผลเป็นที่เพิ่งถูกกรีดซ้ำ ทรวงอกบางกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจที่ยังหอบสะท้าน
นางฝัน... ฝันที่ชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเพียงภาพหลอนจากความเหนื่อยอ่อน
ในนิมิตนั้น มิใช่เรื่องราวในอดีตอันยาวนานของเรือนไทยโบราณที่ผูกพันกับความแค้นของเจ้าจอมขวัญ หากแต่เป็นอนาคต—อนาคตที่กำลังจะมาถึงในอีกสามวันข้างหน้า ณ ท้องพระโรงใหญ่ของราชสำนักต้าเหลียง โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนอาภรณ์ไหมสีทองของขุนนางผู้ใหญ่ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นชาอวี้เฉียนชั้นดี และที่สำคัญที่สุด... ร่างของหลี่จวินอ๋องที่ทรุดฮวบลงกับพื้น พร้อมกับรอยกระบี่ที่แทงทะลุผ่านแผ่นหลังอย่างเลือดเย็น
"หม่อมฉัน... เห็นเพค่ะ" รินรดาเอ่ยเสียงสั่น พยายามควบคุมน้ำเสียงมิให้สั่นเครือ แต่มือเรียวบางที่กำผ้าห่มแพรปักลายหงส์กลับสั่นเทาจนเห็นได้ชัด นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมคลาคลุ้งด้วยความหวาดหวั่นระคนวิตก "ในอีกสามวันข้างหน้า... หม่อมฉันเห็นพระองค์"
หลี่จวินอ๋องมิได้ตรัสแทรก พระองค์เพียงแต่ขยับพระvบาทเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง ทอดพระเนตรสตรีผู้กุมกุญแจไขปริศนาคำสาปด้วยความพินิจพิเคราะห์ แววตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อย มีเพียงความเย้ยหยันต่อชะตากรรมที่พระองค์เผชิญมาตลอดพระชนม์ชีพ
"ข้าเผชิญหน้ากับความตายมานักต่อนักแล้ว รินรดา" ท่านอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนน่าเกรงขาม "ไม่ว่าจะเป็นคมดาบของกบฏในชายแดน หรือยาพิษในถ้วยชาของราชสำนัก ข้าล้วนผ่านมาหมด เหตุใดเจ้าจึงต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ เพียงเพราะความฝันตื่นหนึ่งกระนั้นหรือ"
"แต่นี่ไม่ใช่ความฝันธรรมดาเพค่ะท่านอ๋อง!" รินรดาโพล่งขึ้นอย่างลืมตัว ดวงตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยว นางยันกายลุกขึ้นนั่ง เผชิญหน้ากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดินโดยไม่หลบสายตา "มันคือเงาสะท้อนจากความอาฆาตที่กำลังคืบคลานเข้ามา สัญญาณเตือนจากวิญญาณในเรือนไทยกำลังบอกเราว่า หมากตานี้ถูกวางไว้แล้ว และผู้ที่อยู่เบื้องหลังมิใช่ใครอื่น—หากแต่เป็นเสนาบดีหลี่ผู้เป็นพระญาติของพระองค์เอง"
สิ้นนามของเสนาบดีหลี่ บรรยากาศภายในห้องบรรทมก็ดิ่งลึกลงสู่ความหนาวเหน็บราวกับถูกแช่แข็งในฤดูเหมันต์ หลี่จวินอ๋องมิได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกยิ้มเย็นเยียบ รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกราวกับยืนอยู่ริมหน้าผาอันชันลับตา
"เจ้าฉลาดนัก รินรดา" หลี่จวินอ๋องตรัสพึมพำ น้ำเสียงเจือความชื่นชมและเย้ยหยันในคราเดียวกัน "รู้แม้กระทั่งว่าสุนัขตัวใดกำลังชูคอเห่าหอนอยู่เบื้องหลังบัลลังก์ แต่เจ้าลืมไปแล้วกระนั้นหรือ ว่าการล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า... บางครั้งก็เป็นโทษมหันต์ยิ่งกว่าการไม่รู้อะไรเลย"
พระหัตถ์หนาเอื้อมมาสัมผัสที่ปลายคางมนของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำค้างยามดึก แต่กลับแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ตรึงร่างของนางไว้ให้อยู่ในอาณัติ รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นระรัวมิใช่ด้วยความหวาดกลัวต่อบุรุษตรงหน้า หากแต่เป็นเพราะความตระหนักรู้ว่า... ทุกก้าวที่พวกเขากำลังเดิน ล้วนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย
"ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันควรทำอย่างไรเพค่ะ" รินรดาเอ่ยถาม กระซิบแผ่วเบาแต่หนักแน่นในความหมาย "ปล่อยให้มันเกิดขึ้นตามโชคชะตา หรือจะร่วมมือกับหม่อมฉัน... เพื่อเปลี่ยนแปลมัน?"
หลี่จวินอ๋องทรงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ พระเนตรคมกريบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านตาคู่นั้น ก่อนที่พระองค์จะทรงโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน
"เปลี่ยนชะตากรรมอย่างนั้นหรือ..." ท่านอ๋องทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ สุ้มเสียงทุ้มต่ำพร่าเลือนแต่น่าฟัง "น่าสนใจยิ่งนัก รินรดา เจ้ากล้าดียังไงถึงคิดว่าจะต่อรองกับพญายมได้"
ทว่า ก่อนที่รินรจะได้เอ่ยถ้อยคำใดโต้แย้ง เสียงเคาะประตูสามครั้งอย่างเป็นจังหวะจากขันทีคนสนิทก็ดังขึ้นจากเบื้องนอกตำหนัก ขัดจังหวะบรรยากาศอันตึงเครียดภายในห้องลงอย่างกะทันหัน
"ทูลท่านอ๋อง..." เสียงของขันทีสั่นเครือเล็กน้อย เจือความตื่นตระหนกจนปิดไม่มิด "มี... มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรงกลาง... ส่งตรงถึงพระองค์ในยามวิกาลพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จวินอ๋องทรงชะงัก พระเนตรคมกริบละสายตาจากรินรดาชั่วขณะ ความเย็นชาในแววตากลับมาวาบขึ้นอีกครั้ง พระองค์ทรงยืดพระวรกายขึ้นตรง สะบัดชายเสื้อคลุมอย่างสง่างาม ก่อนจะก้าวเดินออกไปจากห้องบรรทมด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ทิ้งให้รินรดานั่งนิ่งอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
นางมองตามแผ่นหลังกว้างที่หายลับไปกับความมืดของประตูตำหนัก หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยสังหรณ์ใจอันเลวร้าย
พระราชโองการฉบับนั้น... หรือว่าคำทำนายในความฝันของนางจะเริ่มเป็นจริงเร็วกว่าที่คิด?
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาอันดำมืดนี้ไปพร้อมกับศาลาริมน้ำโบราณนะครับ
เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย•ตอนที่ 14
ฝันร้ายที่กลายเป็นจริง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!