เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย•ตอนที่ 13

รอยร้าวที่เริ่มสมาน

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
"หากปลายนิ้วของเจ้ายังคงสั่นเทาถึงเพียงนี้ อย่าว่าแต่จะถอนพิษให้เราเลย... เกรงว่าหม้อยาใบนี้คงต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยความขลาดเขลาของเจ้าเสียก่อนกระมั้ง" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในยามวิกาลดังลอดผ่านม่านมุ้งแพรต่วนสีนิล หลี่จวินอ๋องมิได้ทรงตื่นบรรทมจากนิทรา แต่พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับลืมโพลงจ้องมองร่างบางที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์อย่างไม่วางตา กลิ่นอายคาวเลือดและไอน้ำยาสมุนไพรขมปร่าตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทมส่วนพระองค์ที่ปิดทึบ รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความหวาดหวั่นที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจ ปลายนิ้วที่ถือเข็มเงินบริสุทธิ์เพื่อฝังลงบนจุดชีพจรโลหิตใกล้พระหทัยของท่านอ๋องยังคงเย็นเฉียบ ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บยามราตรี ทว่ามันเกิดจากเงาร่างสีดำทะมึนของเจ้าจอมขวัญที่กำลังยืนแย้มสรวลเหี้ยมเกรียมอยู่มุมห้อง ร่างโปร่งแสงนั้นบิดเร้าโครงกระดูกและเส้นเอ็นส่งเสียงกรอบแกรบชวนสยดสยอง ดวงตาโหลโบ๋เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความอาฆาตพยาบาทที่พร้อมจะกระโจนเข้าฉีกกระชากวิญญาณของพวกเขาทั้งคู่ได้ทุกเมื่อ "หม่อมฉันไม่ได้ขลาดเขลาเพค่ะ... เอ๊ย... พระย่ะค่ะ" รินรดาเผลอหลุดคำสามัญออกไปด้วยความตกใจ นางรีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อเห็นมุมพระโอษฐ์ของท่านอ๋องกระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังยิ้มเยาะ "แต่สิ่งที่กำลังยืนอยู่ข้างเสาเตียงของพระองค์ต่างหากเล่า ที่กำลังทำให้หม่อมฉันเสียสมาธิ" หลี่จวินอ๋องไม่แม้แต่จะชายตาแลไปยังทิศทางที่นางเพยิดหน้า ทว่าพระองค์กลับยื่นพระหัตถ์หนาคว้าข้อมือเรียวเล็กของนางไว้มั่น สัมผัสจากอุณหภูมิร่างกายที่ร้อนรุ่มดั่งเปลวเพลิงของท่านอ๋องปะทะเข้ากับความเย็นเยือกของรินรดา ราวกับกระแสไฟฟ้านับพันโวลต์แล่นพล่านไปทั่วร่าง ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้ยินเสียงชีพจรเต้นระรัวของกันและกัน สร้างความปั่นป่วนในอกของหญิงสาวอย่างประหลาด ท่ามกลางความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายของพวกเขากลับดึงดูดเข้าหากันราวกับมีแรงดึงดูดปริศนาบางอย่างจากคำสาปข้ามภพ "ปล่อยให้มันมองไป" หลี่จวินอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดและทรงอำนาจ พระองค์ทรงดึงข้อมือนางเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนพระนาสิกคลอเคลียอยู่ใกล้กลุ่มผมสลวยของนาง "ในเมื่อเจ้าเชื่อว่าตนเองมีดวงตาที่มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เช่นนั้นก็จงมองหน้าเรา... แล้วบอกซิว่า วิญญาณตนนั้นน่ากลัวกว่าความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาแย่งชิงบัลลังก์จากเราหรือไม่" ดวงตาคู่คมของท่านอ๋องสะท้อนภาพใบหน้าอันตื่นตระหนกของรินรดา สติปัญญาอันเป็นเลิศของนักโบราณคดีสาวกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว นางรู้ดีว่าเวลานี้มิใช่เวลามาหวาดกลัวผีสาง หากแต่ต้องเอาชีวิตรอดจากทั้งภูตผีโบราณและเงื่อนงำการเมืองในราชสำนักที่กำลังบีบรัดเข้ามาทุกขณะ รอยร้าวระหว่างความเป็นความตายเริ่มสมานเข้าหากันด้วยความจำเป็น และความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในความมืด "หม่อมฉันไม่กลัวความตาย..." รินรดากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมั่นคงขึ้น นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของท่านอ๋องอย่างไม่เกรงกลัว แม้หัวใจจะเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "แต่หม่อมฉันกลัวว่า... หากพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ลงก่อนที่เราจะไขปริศนาได้ทั้งหมด หม่อมฉันคงต้องติดอยู่ในเรือนไทยหลังนั้นไปชั่วนิรันดร์" รอยยิ้มเยдяือกเย็นปรากฏบนพระพักตร์ของหลี่จวินอ๋อง พระองค์มิได้ทรงกริ้วกับความอาจหาญของสตรีผู้นี้ กลับกัน... แววพระเนตรคู่นั้นกลับฉายประกายความพึงพอใจและทึ่งระคนกันอย่างลึกซึ้ง ในบรรดาสนิมเนื้อในและเหล่าขุนนางหน้าไหว้หลังหลอกในราชสำนัก มีเพียงสตรีแปลกหน้าจากต่างภพผู้นี้กระมัง ที่กล้าต่อรองกับพยัคฆ์ร้ายอย่างพระองค์ด้วยวาจาคมคายเช่นนี้ "เช่นนั้นก็พิสูจน์ให้เราเห็นซิ ว่าปัญญาของเจ้าจะช่วยให้เราพ้นจากคำสาปนี้ได้อย่างไร" ท่านอ๋องตรัสจบ ก็ทรงปล่อยพระหัตถ์จากข้อมือนาง ทว่าสายพระเนตรยังคงตรึงร่างของรินรดาไว้ดั่งถูกตรึงด้วยตรวนเหล็ก รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกเป็นครั้งสุดท้าย รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี ปลักเข็มเงินลงบนจุดชีพจรสำคัญบนพระอุระของหลี่จวินอ๋องอย่างแม่นยำ ทันใดนั้นเอง แสงสีทองเรืองรองก็แผ่ซ่านออกมาจากปลายเข็ม พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าเวทนาของเจ้าจอมขวัญที่ถูกพลังลึกลับผลักกระเด็นทะลุออกไปนอกหน้าต่างเรือนพัก บรรยากาศในห้องผ่อนคลายลงชั่วขณะ ความเงียบงันเข้าปกคลุม ทว่าในความเงียบนั้น กลับมีความอบอุ่นแปลกประหลาดจากการแนบชิดเมื่อครู่ทิ้งร่องรอยไว้ในใจของทั้งสอง รินรดากำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วของนางจะผละออกจากพระวรกายของท่านอ๋อง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงทุบประตูห้องโครมใหญ่ราวกับมีผู้บุกรุกยามวิกาล "ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขันทีสนิทตะโกนก้องด้วยความตื่นตระหนกหน้าประตู "กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรนำหมายจับราชสำนักมาล้อมเรือนพักไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกเขากล่าวหาว่าพระองค์ทรงซ่องสุมกำลังและใช้มนต์ดำนอกรีต!" หลี่จวินอ๋องทรงขมวดพระขนู่เข้าหากันอย่างรุนแรง พระเนตรทอประกายวาวโรจน์ด้วยความดุร้ายดั่งพยัคฆ์ตื่นจากจำศีล พระหัตถ์หนาคว้ากระบี่ประจำพระองค์ที่พาดไว้ข้างเตียงขึ้นมาในทันที ทว่าในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง ประตูไม้สลักโบราณก็ถูกถีบพังกระเด็นเข้ามาด้วยพละกำลังมหาศาล ร่างในชุดคลุมสีทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บของผู้มาใหม่ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก... ราชครูผู้กุมอำนาจสูงสุดในราชสำนักผู้มาพร้อมกับราชโองการลับฉบับตายตัวที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด! ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาอันดำมืดนี้ไปพร้อมกับศาลาริมน้ำโบราณนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%