เสียงคำรามของราชสีห์ที่ถูกต้อนจนมุม ไม่เคยน่ากลัวเท่าความเงียบงันภายในห้องโถงแปดเหลี่ยมของตำหนักบูรพาในยามวิกาลเช่นนี้ กลิ่นอายของความตายผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของเรือนไทยโบราณลอยวนเวียนอยู่ราวกับกลุ่มหมอกสีเทาที่ไร้ทางออก บนโต๊ะไม้จันทน์หอมสลักลวดลายมังกรห้าเล็บ มีราชโองการลับฉบับหนึ่งวางอยู่เคียงข้างกริชโบราณที่เปื้อนคราบโลหิตแห้งกรัง รอบกายของหลี่จวินอ๋องเต็มไปด้วยทหารองครักษ์เสื้อแพรที่ชักกระบี่ออกจากฝัก แววตาของพวกเขามีทั้งความหวาดระแวงและความลังเลระคนกัน เพราะบุรุษผู้ประทับนั่งอยู่เบื้องหน้าคือองค์ชายผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้ซึ่งในยามนี้กำลังถูกปรักปรำว่าเป็นผู้ลงมือสังหารขุนนางใหญ่แห่งราชสำนักด้วยมนต์ดำจากแดนไกล
"ท่านอ๋อง... หลักฐานทั้งหมดชี้ตรงมาที่เรือนพักของท่าน เกือกม้าโลหิตขององครักษ์เงา และกริชประจำพระองค์ที่ใช้ปลิดชีพใต้เท้ารองเสนาบดี ถูกพบซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นเรือนไทยริมน้ำ ทรงมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีกหรือไม่พะยะค่ะ" แม่ทัพสี่ว์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหนักอึ้งและร่องรอยของการถูกบีั้นทอนจากอำนาจมืดเบื้องหลัง
หลี่จวินอ๋องแย้มพระสรวลเย็นเยียบ ดวงเนตรคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายกวาดมองขุนนางและทหารที่รายล้อม พระองค์ไม่แม้แต่จะชายตากมองกริชเล่มนั้น ทว่าความเยือกเย็นนี้กลับยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามมั่นใจว่าพระองค์คือผู้กระทำความผิด
"ข้าต้องแก้ตัวกับสุนัขที่รอคอยเศษเนื้อจากราชสำนักตั้งแต่เมื่อใดกัน?" หลี่จวินอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงต่ำทุบ กลิ่นอายกดดันแผ่ซ่านจนผู้คนรอบข้างต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ รินรดาก็้าวเท้าก้าวเข้ามาในห้องโถงนั้นอย่างเงียบเชียบ ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีนิลไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อคมกระบี่นับสิบเล่ม ดวงตาคู่คมลึกล้ำราวกับมองทะลุผ่านมิติเวลา นางกวาดสายตาไปยังมุมมืดของห้องโถง ที่ซึ่งคนทั่วไปมองเห็นเพียงความว่างเปล่า ทว่าสำหรับรินรดากลับปรากฏเงาร่างสีดำทะมึนของเจ้าจอมขวัญ วิญญาณพยาบาทกำลังยืนแย้มยิ้มเยาะเย้ยอยู่เบื้องหลังเงาของแม่ทัพสี่ว์ รอยยิ้มนั้นบิดเบี้ยวจนน่าสะพรึงกลัว ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำด้วยเพลิงแค้นที่รอวันแผดเผาทุกชีวิตในราชสำนัก
"ช้าก่อนท่านแม่ทัพสี่ว์" เสียงหวานกังวานแต่ราบเรียบดังขึ้น ทำลายความตึงเครียดลงชั่วขณะ รินรดาก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าหลี่จวินอ๋อง นางย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียมโบราณอย่างสง่างาม ก่อนจะหันไปสบตากับแม่ทัพผู้คุมกฎ
"สตรีต่างถิ่นเช่นเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาแทรกแซงคดีอุกฉกรรจ์ในราชสำนัก?" แม่ทัพสี่ว์ขมวดคิ้วถามด้วยความไม่พอใจ
"ข้าไม่มีสิทธิ์ในฐานะขุนนาง แต่ข้ามีสิทธิ์ในฐานะผู้ไขปริศนาแห่งคำสาปนี้" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง นางไม่ได้หวาดหวั่นต่อแรงกดดันแม้แต่น้อย มือเรียวบางหยิบแผ่นกระดาษยันต์โบราณที่เปื้อนคราบเขม่าควันขึ้นมา "ท่านแม่ทัพกล่าวว่าพบกริชและเกือกม้าใต้เรือนไทยริมน้ำ แต่วิญญาณและพลังงานตกค้าง ณ ที่แห่งนั้น หาได้บอกเล่าเรื่องราวเช่นนั้นไม่"
รินรดาหันไปมองหลี่จวินอ๋อง แววตาของนางสื่อความหมายลึกซึ้งที่อ่านออกเพียงสองคน ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน พระองค์ทรงรู้ดีว่ารินรดากำลังเอาชีวิตของตนเองเข้าแลกเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพระองค์
"หากพวกท่านสงสัยว่าท่านอ๋องทรงใช้มนต์ดำและกริชเล่มนั้นสังหารคน ไฉนเลยร่องรอยพลังงานหยินที่ติดอยู่บนตัวกริช ถึงเป็นร่องรอยของวิญญาณสตรีที่ตายด้วยการจมน้ำเล่า?" รินรดาเอ่ยพลางยกแผ่นกระดาษขึ้นสูง พลังจิตของนางเชื่อมโยงกับตาที่สาม ทำให้ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายชัดขึ้นในห้วงความคิด "กริชเล่มนั้นถูกซ่อนไว้โดยเงาที่ไร้ลมหายใจ มิใช่พระหัตถ์ของท่านอ๋อง และคราบโลหิตบนนั้น... เป็นโลหิตที่ถูกดึงออกมาจากพิธีกรรมกักขังวิญญาณเมื่อสามร้อยปีก่อน หาใช่โลหิตของใต้เท้ารองเสนาบดีไม่!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ทหารและขุนนาง แม่ทัพสี่ว์หน้าถอดสีเล็กน้อยเมื่อถูกจี้ใจดำเรื่องพิธีกรรมโบราณ "เหลวไหล! เจ้ากำลังใช้เรื่องงومงายมาบิดเบือนกฎหมายบ้านเมืองอย่างนั้นรึ!"
"กฎหมายบ้านเมืองตัดสินจากหลักฐานทางกายภาพ แต่ความจริงของจักรวาลนี้ตัดสินด้วยดวงวิญญาณ" รินรดาก้าวเข้าไปใกล้แม่ทัพสี่ว์ทีละน้อย นางหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้สัมผัสที่หกนำพาจิตสำนึกดำดิ่งลงไปในความมืดมิด ทันใดนั้น อุณหภูมิภายในห้องโถงก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ลมหายใจของทุกคนกลายเป็นไอสีขาว เงาดำทะมึนของเจ้าจอมขวัญพุ่งเข้ามาใกล้รินรดา รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าโปร่งแสงนั้น วิญญาณร้ายพยายามจะครอบงำสติสัมปชัญญะของนางเพื่อไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผย
รินรดากัดฟันแน่น เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามไรผม แรงกดดันจากวิญญาณพยาบาทรุนแรงราวกับภูเขาพังทลายลงมาทับร่าง ทว่านางกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว มือเรียวบา'ยกขึ้นวาดกลางอากาศเป็นอักขระโบราณที่เคยศึกษามาจากบันทึกในศาลาริมน้ำ
"เจ้าคิดจะปิดปากข้าด้วยความตายอย่างนั้นหรือ... เจ้าจอมขวัญ?" รินรดาเอמהเสียงกระซิบที่ดังชัดเจนในโสตประสาทของทุกคนในห้อง
ทันใดนั้น แสงสีทองเรืองรองก็เปล่งประกายออกมาจากแหวนหยกโบราณที่หลี่จวินอ๋องทรงสวมไว้ที่นิ้วพระหัตถ์ แสงนั้นสะท้อนเข้ากับดวงตาของรินรดา เกิดเป็นพลังงานมหาศาลที่ซัดร่างของเจ้าจอมขวัญกระเด็นถอยหลังไป เสียงกรีดร้องโหยหวนของภูตผีดังสะเทือนไปทั่วตำหนัก บรรยากาศที่เคยอึมครึมพลันกระจ่างขึ้นเผยให้เห็นความจริงที่ซ่อนเร้น
บนพื้นไม้เบื้องหน้าแม่ทัพสี่ว์ ปรากฏคราบน้ำสีดำเป็นรอยเท้ารูปสตรีโบราณ ซึ่งเป็นร่องรอยเดียวกับที่ปรากฏในบันทึกคดีลับของสำนักตรวจสอบราชสำนักเมื่อสามวันก่อน เป็นหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดว่าผู้ที่นำกริชไปซ่อนและสร้างหลักฐานเท็จ หาใช่ท่านอ๋องไม่ หากแต่เป็นคนใกล้ตัวของแม่ทัพสี่ว์เองที่ร่วมมือกับสายลับจากแคว้นศัตรูและใช้ไสยศาสตร์ควบคุมวิญญาณอาฆาต!
แม่ทัพสี่ว์ผงะถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เมื่อหันไปมองลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกาย ก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังแอบหยิบยาพิษขึ้นมาเพื่อจะปลิดชีพตนเองหนีความผิด
"จับตัวมันไว้!" หลี่จวินอ๋องตรัสสั่งด้วยสุรเสียงทรงอำนาจดุจพยัคฆ์คำราม องครักษ์เสื้อแพรพุ่งเข้าตะครุบตัวคนทรยศไว้ได้ทันท่วงที
ความเงียบสงัดกลับมาเยือนห้องโถงอีกครั้ง รินรดาลืมตาขึ้นช้าๆ ร่างกายเซถลาเล็กน้อยด้วยความอ่อนล้าจากการใช้พลังจิตขั้นสูง ทว่าก่อนที่ร่างของนางจะทรุดลงกับพื้น อ้อมแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันคุ้นเคยก็เข้ามารับร่างของนางไว้ได้อย่างทันท่วงที หลี่จวินอ๋องทรงประคองรินรดาไว้แนบพระอุระ ดวงเนตรที่เคยเย็นชาและดุร้าย ในยามนี้กลับทอดมองสตรีในอ้อมพระกรด้วยความลึกซึ้งและห่วงหาอย่างยิ่งยวด เป็นสายตาที่ไม่มีผู้ใดในราชสำนักเคยได้เห็นมาก่อน
"เจ้าทำเกินไปแล้ว..." หลี่จวินอ๋องตรัสกระซิบแผ่วเบาริมพระเกศาของนาง น้ำเสียงนั้นเจือความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความเย่อหยิ่ง
"หากไม่ทำเช่นนี้ ท่านอ๋องจะทรงหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้อย่างไรเพคะ..." รินรดายิ้มบางๆ อิงแอบอยู่กับพระอูระที่อบอุ่น ท่ามกลางความวุ่นวายและการชิงอำนาจอันโหดร้าย ทั้งสองกลับพบความมั่นคงในกันและกันราวกับหินผาท่ามกลางคลื่นลม
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ในมือถือราชโองการลับฉบับใหม่ที่ประทับตราหยกทองคำแท้ ซึ่งเพิ่งมาถึงจากท้องพระโรงหลวงในยามวิกาลนี้
"ท่านอ๋อง... มีพระราชโองการด่วนจากฝ่าบาทพะยะค่ะ!" ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงด้วยความหวาดผวา ยื่นม้วนราชโองการถวายด้วยมือที่สั่นเทา "ทรงมีรับสั่งให้... ให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพบูรพา และควบคุมตัวรินรดาเข้าสู่คุกหลวงทันทีข้อหา... คบคิดกับวิญญาณชั่วร้ายและใช้มนต์ดำสะกดจิตขุนนาง!"
หลี่จวินอ๋องทรงรับม้วนราชโองการมาด้วยพระหัตถ์ที่นิ่งสนิท ทว่าดวงเนตรคมกริบกลับทอประกายวาวโรจน์ดุจพยัคฆ์ยามล่าเหยื่อ รินรดาที่อยู่ในอ้อมพระกรชะงักงัน ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า เกมการเมืองในราชสำนักครั้งนี้ไม่ได้จบลงที่การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากแต่มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในระดับที่ลึกล้ำและอันตรายยิ่งกว่าเดิม...
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามและไขปริศนาอันดำมืดนี้ไปพร้อมกับศาลาริมน้ำโบราณนะครับ
เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย•ตอนที่ 16
การสืบสวนด้วยสัมผัสที่หก
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!