กลิ่นธูปดอกไม้สดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของศาลาริมน้ำโบราณภายในเขตพระราชฐานชั้นใน สายน้ำเบื้องล่างกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่นสีดำสนิท สะท้อนเงาแสงจันทร์สีนวลที่ถูกม่านเมฆหนาทึบกลืนกินจนแทบมืดมิด
หลี่จวินอ๋องมิได้ตรัสสิ่งใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ พระองค์ทรงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเสาไม้ตะเคียนทองแกะสลักลวดลายวิจิตร ทว่าบัดนี้กลับมีคราบน้ำมันสีดำไหลซึมออกมาจากเนื้อไม้ราวกับหยาดน้ำตาแห่งความอาฆาตมาดร้าย รินรดายืนเคียงข้างในชุดคลุมผ้าแพรปักลายหงส์ทอง นางรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นกระดานไม้ ผ่านปลายรองเท้าปักลายขึ้นมาถึงข้อเท้า ราวกับมีดวงวิญญาณนับร้อยกำลังเกาะกุมข้อเท้าของนางไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน
"ท่านอ๋องทรงกล้าหาญยิ่งนัก... บุกมาถึงถ้ำพยัคฆ์ด้วยพระองค์เองเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ได้เดินกลับออกไปอย่างสง่างามดังเช่นตอนขามาเสียแล้วกระมัง"
เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วกังวาน ทว่าแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นเสียดกระดูก ดังขึ้นมาจากมุมมืดของศาลาริมน้ำ ร่างระหงในชุดไทยโบราณสไบเฉียงสีนวลตา ทว่าชายผ้าและปลายสุ่มกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีคล้ำ ก้าวออกมาจากเงาเสา แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาพอดีเผยให้เห็นใบหน้าเรียวรูปไข่ที่งดงามหยาดเยิ้ม ดวงตาคู่คมกริบสีดำสนิทคู่นั้นเต็มไปด้วยแรงพยาบาทที่ถูกกัก The ขังมานานนับร้อยปี เจ้าจอมขวัญแย้มสร้อยพระโอษฐ์น้อยๆ รอยยิ้มที่งดงามแต่กลับทำให้ผู้พบเห็นต้องขนหัวลุก
หลี่จวินอ๋องแค่นพระsuraสำราญออกมาเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของพระองค์เยียบเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่กดดันจนอากาศรอบกายแทบหยุดนิ่ง "เจ้าจอมขวัญ... วิญญาณเร่ร่อนที่สมควรจะดับสลายไปตามกาลเวลา ไฉนจึงยังกล้าอาจหาญมาขัดขวางราชโองการแห่งแผ่นดิน"
"ราชโองการรึ?" วิญญาณสาวหัวedเยาะเบาๆ นางก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกลิ่นอายความตายโชยเข้าจมูก "สำหรับหม่อมฉันแล้ว ราชโองการของพวกท่านก็เป็นเพียงเศษกระดาษชำระที่ใช้เช็ดคราบเลือดของตระกูลท่านเท่านั้น! หลี่จวินอ๋อง ท่านคิดว่าถือครองตราประหยัดทัพแล้วจะยิ่งใหญ่คับฟ้าอย่างนั้นหรือ? ลืมไปแล้วหรือไร... ว่าใต้ศาลาริมน้ำแห่งนี้ มีร่างของใครบางคนที่ถูกฝังทั้งเป็นด้วยน้ำมือของบรรพบุรุษท่าน!"
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในใจพยายามตั้งสติ ทว่าตาที่สามของนางกลับเปิดกว้างจนมองเห็นภาพอดีตซ้อนทับขึ้นมาอย่างชัดเจน นางเห็นร่างของสตรีในชุดไทยนางอัปสรถูกล่ามโซ่ตรวนตรรจไว้กับตอม่อสะพาน เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท นางจึงรีบเอื้อมมือไปแตะชายเสื้อผ้าของหลี่จวินอ๋องไว้เบาๆ เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัย
หลี่จวินอ๋องมิได้หันมามองนาง ทว่าพระหัตถ์หนากลับเอื้อมไปกุมมือเรียวของรินรดากลับไว้อย่างมั่นคง ความอบอุ่นจากพระหัตถ์ของพระองค์ส่งผ่านความมั่นใจมาสู่นาง ทรงบีบเบาๆ เป็นเชิงบอกให้วางพระทัย
"เรื่องในอดีตย่อมต้องชำระด้วยอดีต" หลี่จวินอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงกังวาน ทรงก้าวเท้าเข้าไปหาเจ้าจอมขวัญหนึ่งก้าวโดยไม่เกรงกลัว "แต่การที่เจ้าใช้อำนาจมืดเข้ามาแทรกแซงกิจการบ้านเมือง และพยายามทำลายล้างเชื้อสายราชสำนัก ถือเป็นความผิดมหันต์ที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจลบล้างได้"
"ความผิดมหันต์อย่างนั้นหรือ?" เจ้าจอมขวัญแผดเสียงหัวedเยาะลั่น ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นผมสีดำสนิทสยายปลิวไปตามสายลมที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ "แล้วความยุติธรรมที่หม่อมฉันควรจะได้รับเล่า? ท่านอ๋องผู้ทรงธรรม... ท่านลองก้มลงมองดูใต้พื้นกระดานนี้สิ ว่าวิญญาณกี่ดวงที่กำลังกรีดร้องรอวันทวงแค้น!"
ฉับพลันนั้น พื้นกระดานไม้รอบตัวทั้งสองก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงครูดคราดของโซ่ตรวนและเสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นมาจากใต้พื้นน้ำ เงาดำนับร้อยสายพยายามพุ่งทะยานขึ้นมาผ่านรอยต่อของไม้ แสงไฟจากคบเพลิงรอบศาลาริมน้ำดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สีแดงก่ำที่สาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของทุกคน
รินรดารemความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ นางรวบรวมสพลังจิตท่องคาถาโบราณที่เคยศึกษามาจากตำราสมุดข่อยโบราณ นัยน์ตาของนางเปล่งประกายแสงสีทองจางๆ สะท้อนภาพเงาดำที่พุ่งเข้ามา สองมือของนางประสานอินทรีย์มั่นคง พร้อมกับสะบัดยันต์กระดาษสีชาออกไปปะทะกับไอวิญญาณชั่วร้ายที่พุ่งเข้าใส่
"บังAan!" หลี่จวินอ๋องตวาดลั่น พระองค์ชักกระบี่ประจำพระองค์ออกจากฝัก แสงสีเงินวาวโรจน์ของคมกระบี่สะท้อนกับแสงจันทร์จนเกิดเป็นประกายไฟเพลิง พลังปราณอันแข็งแกร่งดุจพยัคฆ์คำรามระเบิดออกมาจากร่างของพระองค์ กวาดล้างไอหมอกสีดำที่รายล้อมให้สลายหายไปในพริบตา
เจ้าจอมขวัญเบิกAanกว้างด้วยความตกใจ นางไม่คาดคิดว่าหลี่จวินอ๋องจะมีพลังปราณที่แข็งกล้าถึงเพียงนี้ แม้แต่ไออาฆาตที่นางสะสมมานานนับร้อยปีก็ยังต้องถอยร่นเมื่อปะทะกับรัศมีแห่งราชัน
"ท่านอ๋อง... คิดว่ากำจัดหม่อมฉันได้ง่ายๆ เช่นนั้นหรือ?" เจ้าจอมขวัญยะเยือก ร่างของนางเริ่มโปร่งแสงและสลายกลายเป็นหมอกควันสีดำ "เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น... คนที่ท่านรักที่สุด จะต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับหม่อมฉัน!"
สิ้นเสียงหัวเราะเยาะ ร่างของเจ้าจอมขวัญก็หายวับไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความเย็นยะเยือกที่ยังคงเกาะกุมหัวใจ
หลี่จวินอ๋องทรงเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยใบหน้าที่ราบเรียบ ทว่าพระเนตรกลับคมกริบดุจเหยี่ยว พระองค์หันกลับมาทอดพระเนตรองครักษ์หญิงที่ยืนหอบหายใจ
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย เสียงฝีเท้าฝีหนังก้าวเข้ามาจากทางเดินระเบียงไม้ก็ดังขึ้น ขบวนขันทีและนางกำนัลในชุดเครื่องแบบหลวงเคลื่อนขบวนเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ผู้นำขบวนคือขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ ที่ถือถาดรองผ้าแพรสีเหลืองทองอร่าม บนถาดนั้นมีจอกกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์บรรจุของเหลวสีเข้มส่งกลิ่นฉุนประหลาด
ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับด้วยรอยยิ้มอันน่าขนลุก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ทูลหลี่จวินอ๋อง... พระราชโองการลับจากฮ่องเต้... โปรดทรงเสวยจอกยาพระราชทานนี้ เพื่อถวายความจงรักภักดีเป็นครั้งสุดท้าย ณ ศาลาริมน้ำแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ"
ศาลาริมน้ำโบราณ
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามครับ
เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย•ตอนที่ 17
วิญญาณที่ถูกจองจำ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!