เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย•ตอนที่ 25

เงาสะท้อนที่บิดเบี้ยว

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
จอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ร่วงหล่นจากปลายนิ้วของพ่อบ้านเหลียง เสียงแตกกระจายดังก้องกังวานทำลายความเงียบงันยามราตรี เศษกระเบื้องคมกริบกระจัดกระจายไปตามพื้นศิลาขัดมัน ทว่าชายชราผู้รับใช้ตระกูลหลี่มาเนิ่นนานกลับไม่แม้แต่จะก้มลงมอง ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับเบิกกว้างจนแทบถลน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูล่องหน มุมปากทั้งสองข้างยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบิดเบี้ยวผิดมนุษย์นา รอยยิ้มนั้นกว้างจนฉีกถึงใบหู ไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิต มีเพียงความว่างเปล่าและเงาดำสนิทที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น รินรดาก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนักโบราณคดีกรีดร้องเตือนภัยอยู่ในอกอย่างรุนแรง ความเย็นเยียบแล่นริ้วจากฝ่าเท้าขึ้นสู่สันหลัง ภาพตรงหน้าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทั่วทั้งตำหนักบูรพาในยามนี้ เงียบสงบเกินไป เงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง และเสียงหבิดฮ้อยประหลาดที่ดังมาจากโถงทางเดินด้านนอก... เสียงฝีเท้าที่ก้าวเป็นจังหวะพร้อมเพรียงกัน ราวกับหุ่นกระบอกนับร้อยกำลังเคลื่อนไหวตามเชือกใยเดียวกัน "เจ้า... เป็นอะไรไปหรือพ่อบ้านเหลียง" เสียงของรินรดานุ่มนวลแต่สั่นเครือเล็กน้อย นางกวาดสายตามองรอบกาย แสงตะเกียงน้ำมันกฤษณาไหววูบวาบสาดส่องเงาทอดยาวบิดเบี้ยวบนผนังไม้สักทอง ไม่มีคำตอบจากชายชรา มีเพียงเสียงหัวเราะในลำคอที่แหบพร่าและต่ำทึบ *ฮึ... ฮึ...* "เขากำลังเรียกหา..." พ่อบ้านเหลียงเปล่งเสียงออกมา น้ำเสียงนั้นแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกเสียดสี ฟังดูคล้ายเสียงของคนหลายคนพูดซ้อนทับกันในคราเดียว "องค์ชาย... และเจ้า... ไม่มีใครหนีพ้นเงาแห่งศาลาริมน้ำนั้นไปได้หรอก..." สิ้นคำพูด ร่างชราก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ลมหายใจขาดห้วงไปทันที ทว่าสิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ ดวงตาที่ยังคงเบิกค้างคู่นั้นไม่ได้ปิดลง กลับหันขวับมาจ้องมองนางด้วยมุมองศาที่กระดูกคอควรจะหักสะบั้น แต่มันกลับบิดหมุนได้ราวกับไม่มีกระดูกสันหลัง ประตูกระดาษสาด้านนอกถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงลมกรรโชก รินรดารีบหันขวับไปมอง นางพบกับภาพที่ทำให้โลหิตในกายแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง ข้าราชบริพาร นางกำนัล และองครักษ์นับสิบชีวิตกำลังเดินเตร็ดเตร่เข้ามาในลานเรือน ท่าทางของพวกเขาสะท้อนความผิดปกติอย่างชัดเจน ทุกคนก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอก แขนแนบลำตัว แววตาดำมืดไร้สติสัมปชัญญะ ราวกับวิญญาณของพวกเขาถูกกระชากออกจากร่าง และเหลือไว้เพียงเปลือกตมที่ถูกควบคุมด้วยกลไกอันชั่วร้าย "รินรดา..." เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับสัมผัสเย็นเฉียบที่แตะลงบนหัวไหล่ รินรดาสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปพบกับหลี่จวินอ๋อง ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายในยามปกติ บัดนี้พระเนตรคมกลาภคู่พยัคฆ์กลับแดงก่ำ เส้นโลหิตปูดโปนบริเวณขมับ พระองค์กำลังกัดพระโอษฐ์แน่นจนมีโลหิตซึมไหล ทว่าพระโอษฐ์นั้นกลับแย้มสรวล เป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต "ท่านอ๋อง..." นางเอ่ยพระนามแผ่วเบา พยายามรักษาความสงบเยือกเย็นของกุนซือผู้ผ่านศึกมานักต่อนัก "พระองค์... ทรงมีสติอยู่หรือไม่" หลี่จวินอ๋องมิได้ตอบคำถาม พระองค์ยื่นพระหัตถ์ที่สั่นเทาออกมาราวกับพยายามต่อสู้กับบางสิ่งภายในจิตวิญญาณ นิ้วเรียวยาวเอื้อมมาสัมผัสพวงแก้วเนียนของนาง แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนเจ็บร้าว ทว่าดวงตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความรวดร้าวและดุดันในคราเดียวกัน "เจ้ากลิ่นอายของนาง... เจ้าหล่อนกำลังเข้ามาใกล้ทุกที..." หลี่จวินอ๋องตรัสด้วยพระSระเสียงแหบพร่า ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ใกล้8าง พระองค์โน้มพระoนลงมาใกล้จนหน้าผากแนบชิดกับหน้าผากของนาง "ในห้องทรงพระอักษร... มีบางสิ่งรอเราอยู่... บางสิ่งที่เจ้าหล่อนฝังไว้เมื่อร้อยปีก่อน" รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก นางสัมผัสได้ถึงพลังงานมืดที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวของชายหนุ่ม คำสาปที่เคยหลับใหล บัดนี้ถูกกระตุ้นจนตื่นขึ้นเต็มกำลัง ทุกคนในวังหลวงแห่งนี้ ไม่เว้นแม้แต่ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ กำลังตกอยู่ภายใต้การครอบงำของ "เจ้าจอมขวัญ" วิญญาณพยาบาทแห่งศาลาริมน้ำโบราณ นางไม่ใช่แค่ผีร้ายที่คอยหลอกหลอนอีกต่อไปแล้ว แต่นางกำลังใช้ร่างของคนทั้งวังเป็นกองทัพ เพื่อทวงคืนบัลลังก์และความแค้นที่ถูกพรากไป เสียงกลองเพล็ดศึกดังแว่วมาจากความมืด ราวกับก้องมาจากมิติอื่น ข้าราชบริพารที่ยืนล้อมรอบลานเรือนเริ่มขยับกายเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทุกก้าวเดินพร้อมเพรียงกัน ดั่งฝูงชนที่ไร้จิตวิญญาณ มุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขาทั้งสองยืนอยู่ หลี่จวินอ๋องแค่นพระSระสำแดงความขัดแย้งภายใน พระองค์สะบัดพระหัตถ์ออกจากการเกาะกุมของรินรดาชั่วขณะ ก่อนจะคว้าด้ามกระบี่ประจำพระองค์ที่เหน็บอยู่ข้างพระวรกาย ชักมันออกมาครึ่งเล่ม เสียงโลหิตกระทบคมเหล็กดังกังวานขับเน้นบรรยากาศให้ดุเดือดขึ้นไปอีกขั้น "อย่ามองตาพวกเขา..." หลี่จวินอ๋องตรัสเตือนสติด้วยน้ำเสียงขาดห้วง พระองค์ดึงนางเข้า 0Mข้างพระวรกาย ใช้พระอងค์กำบังลมหนาวและเงาดำที่คืบคลานเข้ามา "ไม่ว่าใครจะเรียกชื่อเจ้า... เจ้าห้ามหันกลับไปเด็ดขาด" รินรดากัดฟันแน่น นางหยิบยันต์โบราณที่พกติดตัวไว้ออกมาจากอกเสื้อ ปลายพู่กันหมึกชาดถูกตระเตรียมในมือ แม้สถานการณ์จะคับขันถึงขีดสุด แต่สายตาของนางยังคงเฉียบคมและวิเคราะห์ทุกความเป็นไป ทว่า ในวินาทีที่นางกำลังจะพ่นหมึกอาคมใส่ร่างขององครักษ์คนแรกที่พุ่งเข้ามา เสียงกระซิบอันคุ้นเคยกลับดังขึ้นข้างใบหู... เป็นเสียงของตัวนางเองเมื่อวัยเยาว์ กระซิบประโยคที่นางไม่เคยบอกใคร *“เจ้าจำสัญญาที่ให้ไว้ใต้ต้นเงาะโบราณไม่ได้แล้วหรือ... รินรดา”* ร่างของหญิงสาวแข็งทื่อ มือที่ถือพู่กันสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ นางหันขวับกลับไปมองยังเงาดำที่ทอดตัวยาวมาจากหน้าต่างห้องนอน ทันใดนั้น เงาสะท้อนบนบานกระจกทองเหลืองไม่ได้สะท้อนภาพของนางหรือหลี่จวินอ๋องอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นร่างของหญิงสาวในชุดไทยโบราณชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีดำสนิท กำลังจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมกับยกมือขึ้นชี้ตรงมาที่กลางอกของท่านอ๋อง! ศาลาริมน้ำโบราณขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันมืดมนและเข้มข้นนี้ไปกับข้าพเจ้านะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%