เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย•ตอนที่ 9

ปริศนาศาลาริมน้ำ

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กตีรวนขึ้นมาจนถึงขั้วหัวใจ พร้อมๆ กับกลิ่นหอมหวานเย้ายวนของดอกพุดตานที่บานสะพรั่งในยามวิกาล กลิ่นทั้งสองประสมประสานกันจนกลายเป็นกลิ่นอายแห่งความตายที่คุ้นเคย หลี่จวินอ๋องก้าวเท้าถอยหลังครึ่งก้าว กระบี่ในมือแกร่งกระชับแน่นจนข้อพระกรปูดโปน เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ ดั่งกลองศึกที่กำลังเร่งเร้าจังหวะมรณะ เบื้องหน้าของพระองค์ไม่ใช่ความว่างเปล่าของห้องขังใต้ดินอีกต่อไปแล้ว แต่ทัศนียภาพกลับบิดเบี้ยวกลายเป็นระเบียงคดของเรือนไทยไม้สักทองโบราณที่ทอดยาวลงสู่ผืนน้ำกว้างใหญ่ ระรอกคลื่นสีดำมืดไร้แสงจันทร์กระเพื่อมไหวเป็นระลอก พร้อมกับเสียงสร้อยสนทนาและเสียงซออู้โหยหวนที่ลอยล่องมาตามสายลม "ท่านอ๋อง... พระองค์ทรงถอยทำไมเล่าเพคะ" สุเสียงหวานหยดย้อย ทว่าเย็นยะเยือกจนกระดูกสันหลังวาบหวิว เอ่ยขึ้นจากมุมมืดของเสาเรือนไทยต้นใหญ่ ขันทีเฒ่าผู้ตายไปแล้วเมื่อสบประวัติศาสตร์สิบปีก่อน บัดนี้ร่างนั้นกลับสลายกลายเป็นหมอกควันสีเทา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นร่างระหงของสตรีในชุดสไบเฉียงสีนวลตา ใบหน้าของนางงดงามพริ้มเพราดั่งภาพวาด แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับไร้ซึ่งแววตา มีเพียงความว่างเปล่าและหยดเลือดสีดำที่ไหลรินออกจากหัวตาแทนหยาดน้ำตา รินรดาซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังพระองค์ไม่ไกลนัก สูดหายใจเข้าลึก3เพื่อเรียกสติกลับคืนมา ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบกายอย่างรวดเร็ว ในฐานะนักโบราณคดีผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวและเผชิญหน้ากับวัตถุโบราณต้องคำสาปมานับไม่ถ้วน นางรู้ดีว่าสติคือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุด รินรดายกมือขึ้นสัมผัสสร้อยหยกโบราณที่สวมไว้ที่ลำคอ ความเย็นเฉียบของเนื้อหยกช่วยดึงสติของนางให้หลุดพ้นจากภาพหลอนอันน่าสะพรึงกลัวนั้นได้ชั่วขณะ "ประตูมิติ... มันไม่ได้เปิดเพื่อพาเราออกไป" รินรดากระซิบเสียงลอดไรฟัน ดวงตาจับจ้องไปยังกรอบประตูไม้สักแกะสลักลวดลายกนกเปลวเพลิงที่บัดนี้ขอบบานประตูเริ่มถูกกลืนกินด้วยเงาดำสนิทดั่งหมึกจีน "แต่มันคือ 'เขตอาคม' ที่เชื่อมโยงความแค้นสองภพเข้าด้วยกัน ท่านอ๋อง... หากเราก้าวข้ามธรณีประตูนั้นออกไป เราจะไม่กลับไปยังโลกปัจจุบัน แต่เราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำสาปในศาลาริมน้ำนี้ไปชั่วนิรันดร์" หลี่จวินอ๋องมิได้หันกลับมามอง แต่มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่น ราวกับต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นและพลังอำนาจบางอย่างให้แก่สตรีผู้ฉลาดล้ำเลิศผู้นี้ อุณหภูมิจากฝ่าพระหัตถ์ของท่านอ๋องร้อนผ่าวตัดกับบรรยากาศหนาวเหน็บรอบกายอย่างสิ้นเชิง "เปิ่นหวางไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ..." น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น แม้ในยามที่สถานการณ์อยู่ริมผาแห่งความตาย "แต่หากวิญญาณชั่วช้าเหล่านี้กล้าอาจหาญมาขวางทางเปิ่นหวาง ไม่ว่าจะเป็นผีสางจากแผ่นดินไหน หรือคำสาปจากเรือนไทยอาฆาตแห่งใด เปิ่นหวางก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ฟาดฟันพวกมันให้แหลกสลายกลายเป็นธุลีดิน!" สิ้นพระsuเสียง ร่างของเจ้าจอมขวัญในภวังค์วิญญาณก็กรีดร้องโหยหวน เสียงนั้นแหลมสูงจนแก้วหูแทบแตก หยดเลือดสีดำจากดวงตาของนางพรั่งพรูออกมาดั่งสายฝน สาดกระเซ็นลงสู่พื้นเรือนจนเกิดควันพวยพุ่ง ร่างระหงพุ่งเข้าใส่พระองค์ด้วยความเร็วแสง กรงเล็บยาวเรียวที่เต็มไปด้วยไออาฆาตหมายจะควักเอาดวงหทัยของท่านอ๋องออกมาระบายความแค้นที่สะสมมานานนับศตวรรษ รินรดาเบิกตากว้าง นางรู้ดีว่าวิญญาณอาฆาตระดับนี้ไม่สามารถทำลายได้ด้วยคมดาบธรรมดา แม้หลี่จวินอ๋องจะเก่งกาจเพียงใดในโลกมนุษย์ แต่พลังแห่งความพยาบาทข้ามภพย่อมมีขีดจำกัด สมองอันปราดเปรื่องของนักโบราณคดีสาวหมุนจี๋ นางกวาดสายตามองไปรอบศาลาริมน้ำ ทันใดนั้น สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับ 'พานทองเหลือง' โบราณที่ตั้งอยู่บนโต๊ะบูชาเบื้องหน้า ซึ่งมีคัมภีร์โบราณภาษาขอมโบราณวางอยู่ เคียงคู่กับเทียนเล่มใหญ่ที่ยังคงมีเปลวไฟลุกโชนสีเขียวมรกต "ท่านอ๋อง! ดึงนางมาทางนี้!" รินรดาตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งตัวเข้าไปคว้าพานทองเหลืองและเทียนเล่มนั้นขึ้นมาอย่างไม่คิดชีวิต หลี่จวินอ๋องผู้ทรงสัญชาตญาณนักรบขั้นสูง ทรงเบี่ยงพระsuniหลบกรงเล็บมรณะอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะตวัดพระกรคว้าเอวบางของรินรดากระชับเข้าหาพระองค์ แล้วหมุนตัวหลบการโจมตีระลอกสองอย่างสง่างาม พระเนตรคมกริบเหลือบมองสตรีในอ้อมพระกรที่เวลานี้มิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับมีประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น "เจ้าคิดจะทำอะไร?" พระองค์ตรัสถามด้วยความระคนแปลกใจ "ล้างคำสาปด้วยเงื่อนไขของมันเองเพคะ!" รินรดาเอ่ยตอบเสียงดังแข่งกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณร้าย นางสะบัดข้อมือสาดน้ำตาเทียนสีเขียวมรกตที่ลุกโชนลงบนพื้นเรือนตามแนวเขตธรณีประตูมิติ พร้อมกับท่องบทสวดโบราณที่เคยศึกษาค้นคว้าจากตำราสมุดไทยอักษรขอมเมื่อครั้งยังอยู่ในโลกปัจจุบันอย่างคล่องแคล่ว เสียงใสกังวานก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ กดขี่ไอหมอกสีดำให้ถอยร่นลงไปทีละน้อย วิญญาณของเจ้าจอมขวัญกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน เงาดำรอบกายเริ่มบิดเบี้ยวและสลายตัว แต่นางยังคงจ้องมองทั้งสองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายเกินกว่าจะบรรยาย "พวกเจ้า... ไม่มีวันหนีพ้น... คำสาปนี้สลักลงด้วยเลือดและวิญญาณ... มันจะตามจองล้างจองผลาญพวกเจ้าทุกภพทุกชาติ!" แรงสั่นสะเทือนมหาศาลเกิดขึ้นอีกครั้ง พื้นเรือนไทยไม้สักเริ่มปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ประตูมิติที่เคยเชื่อมโยงระหว่างโลกทั้งสองเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูง แรงดูดมหาศาลดึงรั้งร่างของทั้งคู่ให้จมดิ่งลงไปในความมืดมิดเบื้องล่าง รินรดากำมือหลี่จวินอ๋องไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ขณะที่ท่านอ๋องเองก็ทรงใช้พระกรอีกข้างโอบกอดร่างของนางไว้มั่น ราวกับจะปกป้องนางจากภัยพิบัติทั้งปวง แม้จะต้องแตกดับสลายไปพร้อมกันก็ตาม ในวินาทีที่ร่างของทั้งสองกำลังจะหลุดร่วงลงสู่ห้วงเหวแห่งกาลเวลา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นที่เบื้องหลัง พร้อมกับเสียงตะโกนก้องของแม่ทัพคู่ใจที่ดังทะลุกรอบประตูมิติเข้ามา "ท่านอ๋อง! ทรงระวัง!" ทว่า... เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของแม่ทัพเอกผู้จงรักภักดี หากแต่เป็นเสียงหัวaเราะเยือกเย็นของบุคคลที่สาม... บุคคลที่ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ขวดกระเบื้องลายครามใบเล็กถูกโยนกลิ้งเข้ามาหยุดแทบเท้าของหลี่จวินอ๋อง ก่อนที่ฝาจุกจะหลุดออกเอง พร้อมกับควันสีม่วงเข้มที่พวยพุ่งขึ้นมาปะทะเข้ากับใบหน้าของพระองค์อย่างจัง... และข้อความลับบนแผ่นผ้าแพรสีเลือดที่ร่วงหล่นตามลงมา ระบุพระนามของผู้อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมดอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้ดวงตาของหลี่จวินอ๋องเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนแค้นเคืองถึงขีดสุด! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันมืดมนนี้ไปกับศาลาริมน้ำโบราณนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาฆาตในราชสำนักวิญญาณ: เมื่อท่านอ๋องต้องคำสาปข้างเรือนไทย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%