เสียงกระดาษแผ่นบางถูกขยำจนยับยู่ยี่ในอุ้งมือหนาที่มีรอยด้านจากการถือบังเหียนและด้ามดาบ เป็นเสียงที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของห้องทำงานที่เงียบสงัดจนได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจ
จางหยางไม่ได้หันกลับมาทันที แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีหม่นตามธรรมเนียมปฏิบัติของยุคสมัยนั้นเกร็งแน่นจนเห็นสันกล้ามเนื้อขยับภายใต้ร่มผ้า ความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งพล่านราวกับกองเพลิงถูกสุมด้วยเชื้อเพลิงชั้นดี แผ่รังสีอำมหิตออกมารอบตัวจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างฉับพลัน
"เจ้า..." น้ำเสียงของนายทหารหนุ่มต่ำทุบดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในหุบเขา "ซูเหวิน... เจ้าเป็นใครกันแน่?"
ซูเหวินยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่สานตัวเดิม นางไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวงามยังคงเคาะเบาๆ บนโต๊ะไม้เป็นจังหวะเนิบนาบ ราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังเดินหน้าอย่างมั่นคง ชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าครามเก่าๆ ที่นางสวมใส่ แม้จะมิได้ตัดเย็บด้วยแพรพรรณชั้นดีจากเมืองหลวง ทว่าอิริยาบถและการวางตัวกลับสง่างามราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์กำลังประทับทอดพระเนตรการละเล่นในราชสำนัก
นางช้อนสายตาขึ้นสบกับแววตาคุกรุ่นที่หันกลับมาจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ท่านกำลังถามถึงชาติกำเนิด หรือกำลังหวาดระแวงในปัญญาของข้ากันแน่ครับ... เอ๊ย... ข้าหมายถึง ท่านจางหยาง" ซูเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับประกายแสงวาววับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด
"เอกสารลับจากหน่วยข่าวกรองมณฑลบูรพา ระบุชัดเจนว่าตระกูลซูสิ้นชื่อไปตั้งแต่เกิดภัยแล้งเมื่อสามปีก่อน บุตรสาวของตระกูลซูควรจะนอนเป็นโครงกระดูกอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ไม่ใช่มายืนปะปนอยู่กับชาวบ้านอพยพ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น..." จางหยางก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในสามก้าว ร่างสูงใหญ่ทาบทับเงาดำลงมาปกคลุมร่างระหง ดวงตาคมกริบจดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอันแนบเนียน "คนธรรมดาที่เติบโตในหมู่บ้านกันดาร เหตุใดจึงรู้เรื่องการบริหารจัดการคลังเสบียง การหมุนเวียนเงินตรา และกลยุทธ์การตัดวงจรกักตุนสินค้าของพ่อค้าคนกลางได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้!"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบหยดเป็นหยาดน้ำค้างแข็ง สายตาของนักล่ากำลังจดจ้องเหยื่อ ทว่าซูเหวินกลับมิใช่กวางน้อยผู้ไร้เดียงสา นางคือพยัคฆ์สาวจำศีลที่รอเวลาขยับกรงเล็บต่างหาก
ซูเหวินมิได้ถอยร่น นางเพียงแต่เงยหน้าขึ้นสบสายตากับเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองใกล้เสียจนจางหยางได้กลิ่นอายจางๆ คล้ายกลิ่นสมุนไพรป่าและชาชั้นดีที่ติดกายหญิงสาว ซึ่งเป็นกลิ่นที่แปลกแยกอย่างสิ้นเชิงจากกลิ่นดินโคลนและเหงื่อไคลของคนในยุคสมัยนี้
"ท่านอ๋อง... เอ่อ... นายกองจาง" ซูเหวินเปลี่ยนคำเรียกอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้พิรุธ มุมปากของนางยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน "ความรู้ไม่ได้วัดกันที่ผืนแผ่นดินที่ท่านเกิด แต่วัดกันที่รอยหยักในสมองต่างหากเล่า คนเราหากเอาแต่ใช้กำลังและอำนาจกดขี่โดยไร้ซึ่งแผนการ ต่อให้มีกองทัพนับหมื่นอยู่ในมือ สุดท้ายก็เป็นได้แค่สุนัขรับใช้ที่รอวันอดตายพร้อมเจ้านายเท่านั้น"
"บังอาจ!" จางหยางคำรามลั่น มือหนาเอื้อมไปคว้าเข้าที่ต้นแขนเรียวของนางด้วยความโกรธ ทว่าซูเหวินกลับไม่ยอมให้เขาจับกุมได้โดยง่าย นางอาศัยจังหวะที่เขายื่นมือเข้ามา ใช้ทักษะการต่อระยะประชิดที่ติดตัวมาจากภพก่อน บิดข้อมือของเขาด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมกับก้าวเท้าเข้าวงในจนข้อศอกของนางกระแทกเข้ากับจุดชีพจรบน2แขนของเขาพอดิบพอดี
จางหยางชะงักกึกด้วยความคาดไม่ถึง แรงปะทะแม้จะไม่มาก แต่กลับเลือกจุดอ่อนของร่างกายได้อย่างแม่นยำรา과กับมีดหมอผ่าตัด ร่างสูงใหญ่เซถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตกตะลึงระคนทึ่ง
นี่ไม่ใช่ทักษะของหญิงชาวนาทั่วไป! แม้แต่ทหารเดนตายในค่ายของเขายังไม่แน่ว่าจะเคลื่อนไหวได้เฉียบคมและเลือดเย็นเท่านี้!
"ข้าเตือนท่านแล้วนะว่าอย่าใช้กำลังกับสมอง" ซูเหวินสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย จัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยท่าทีสุขุมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "หากท่านยังมัวแต่สงสัยในตัวข้า เสียเวลาไปกับการสอบสวนอย่างไร้สาระ เกรงว่าแผนการกระจายเสบียงเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในเขตประสบภัยรอบนี้คงล่มไม่เป็นท่า และหัวบนบ่าของท่าน... ก็คงอยู่ได้อีกไม่เกินสามวันหรอก"
ดวงตาของจางหยางหรี่แคบลงอย่างอันตราย ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดล้ำลึก สريสาวนางนี้อันตราย ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้หลุดมือไป และยิ่งน่าค้นหาจนหัวใจที่ด้านชาจากการศึกสงครามเริ่มสั่นไหว
ทว่า ก่อนที่นายทหารหนุ่มจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาเพื่อตอบโต้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นจากนอกประตูเรือนพัก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูรัวระรัวด้วยความร้อนรน
*ปัง! ปัง! ปัง!*
"ท่านหัวหน้ากอง!แย่แล้วครับ!" เสียงของรองแม่ทัพหนุ่มตะโกนทะลุกรอบประตูเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "มีราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... และ... และตอนนี้กองกำลังพิเศษของขันทีฝ่ายในกำลังปิดล้อมทางเข้าหมู่บ้านทั้งหมดแล้วครับ!"
จางหยางหันขวับไปมองที่ประตู สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ ในขณะที่ซูเหวินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง... เกมกระดานนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเสียแล้ว
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของเฉินเว่ยสายลุยเสมอนะครับ
ยุทธภพเปลี่ยนผ่าน กับแผนบริหารรัฐในยุคกันดาร•ตอนที่ 4
สายตาของนักล่า
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยุทธภพเปลี่ยนผ่าน กับแผนบริหารรัฐในยุคกันดาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!