ยุทธภพเปลี่ยนผ่าน กับแผนบริหารรัฐในยุคกันดาร•ตอนที่ 2

วิชาบริหารจากกุนซือ

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
คมกระบี่สีนิลสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืนจนเกิดประกายวาบวับบาดตา ปลายคมเหล็กที่อาบไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจดจ่ออยู่บริเวณลำคอระหงของซูเหวิน ระยะห่างเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ทว่าร่างบางหาได้สะท้อนสะท้านแม้แต่น้อย นางเพียงปรายตามองคมกระบี่นั้นด้วยแววตานิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้ระลอกคลื่น เสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีหม่นที่สวมใส่ตามธรรมเนียมชาวบ้านยุคกันดารหาได้ลดทอนสง่าราศีอันเยือกเย็นที่ติดตัวมาแต่วิญญาณของนางลงได้แม้แต่น้อย "ท่านอ๋องจาง... การชักกระบี่ใส่สตรีมือเปล่ากลางดึกสงัดเช่นนี้ หาใช่พฤติกรรมของบุรุษผู้กุมชะตากองทัพพิทักษ์แดนเหนือควรทำไม่นะครับ" ซูเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานก้องและเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบกายราวกับจะเย็นเยียบลงไปอีกหลายส่วน จางหยางหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาในชุดคลุมผ้าไหมสีเข้มปักลายพยัคฆ์ซ่อนเล็บ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีพิจารณาร่างตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกสัดส่วน ทุกอากัประดิษฐ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... แววตาที่ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนเลยแม้แต่น้อย นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขายิ่งต้องระแวดระวัง "เจ้าเป็นใครกันแน่ แม่นางซู" จางหยางกดปลายกระบี่ให้เข้าใกล้ผิวเนื้อเนียนอีกนิด จนเกิดรอยแดงจางๆ ขึ้น "ในหมู่บ้านที่แม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อยังแทบไม่มี เหตุใดเจ้าจึงสามารถวิเคราะห์เส้นทางลำเลียงเสบียงของกองทัพหลวงได้อย่างแม่นยำรากับนั่งมองกระดานหมากรุกในจวนเสนาบดี? และเหตุใด... ท่วงท่าการยืนของเจ้าจึงสง่างามราวกับฝึกฝนวิชาตัวเบาและศาสตร์แห่งการสงครามมาตั้งแต่เยาว์วัย?" ซูเหวินแย้มยิ้ม มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา นางยกมือเรียวขึ้นปัดคมกระบี่ออกเบาๆ ด้วยสองนิ้ว ราวกับมันเป็นเพียงกิ่งไม้แห้งอย่างไร้ค่า การกระทำที่อาจหาญเกินกว่ามนุษย์มนาทั่วไปทำกันนี้ ทำให้จางหยางชะงักไปชั่วขณะ กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งโดยสัญชาตญาณ "ข้าเป็นเพียงสตรีผู้อับโชคที่ถูกส่งมาใช้ชีวิตในดินแดนกันดารแห่งนี้เท่านั้นครับท่านอ๋อง" นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว จัดสาบเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ ให้เข้าที่อย่างใจเย็น "แต่หากท่านอ๋องยังทรงมัวแต่เอาเวลามาคาดคั้นข้า เกรงว่าดินแดนรกร้างผืนนี้ รวมถึงปากท้องของราษฎรนับหมื่นที่กำลังรอความช่วยเหลือจากท่าน คงได้แห้งตายกลายเป็นผุยผงก่อนที่ศัตรูจากนอกด่านจะทันได้ยกทัพมาเหยียบเสียก่อน" คำพูดนั้นหนักแน่นและบาดลึก จางหยางนิ่งงัดข้อความในใจมาชั่งน้ำหนัก ดวงตาคู่นคมสำรวจสตรีตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนที่ริมฝีปากหนจะกระตุกยิ้มหยัน "เจ้ากล้าดียังไงมาสั่งสอนเรา?" "มิกล้า... ข้าเพียงแต่นำ 'วิชาบริหาร' ที่มีค่ามากกว่าทองคำมาเสนอท่านต่างหาก" ซูเหวินหมุนตัวเดินไปยังโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้อง บนนั้นมีแผ่นไม้ไผ่เก่าและถ่านไม้แท่งหนึ่งวางอยู่ นางหยิบมันขึ้นมาแล้วเริ่มวาดเส้นสายลงบนแผ่นไม้ด้วยความชำนาญรวดเร็ว "ที่ดินทำกินของหมู่บ้านเราในยามนี้แห้งแล้ง ดินเค็มจัดจนเพาะปลูกสิ่งใดก็ตายตกตามกัน หากปล่อยไว้เช่นนี้ เกณฑ์ภาษีปีหน้าจะเอาอะไรไปส่งราชสำนัก?" จางหยางเดินตามเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว สายตากวาดมองไปยังแผนผังที่ถูกร่างขึ้นอย่างรวดเร็วบนแผ่นไม้ไผ่ มันไม่ใช่แผนที่ธรรมดา ทว่ามันคือระบบชลประทานแบบหมุนเวียน การแบ่งแปลงเกษตรตามหลักสลับพืชผล (Crop Rotation) และการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติที่แม้แต่ปราชญ์ราชสำนักยังไม่เคยบัญญัติไว้ในตำราเล่มใด "นี่คือ..." จางหยางขมวดคิ้วมุ่น ความตระหนักรู้บางอย่างแล่นริ้วขึ้นในสมอง "เจ้าจะเปลี่ยนผืนดินเค็มให้กลายเป็นนาข้าวขั้นบันไดผ่านการผันน้ำจากลำธารสายเหนืออย่างนั้นหรือ? แต่วิศวกรรมชลประทานเช่นนี้ ต้องใช้แรงงานมหาศาลและงบประมาณจากท้องคลัง ซึ่งเราไม่มี!" "เงินทองเป็นของนอกกายครับท่านอ๋อง แต่แรงคนคือทรัพย์สินที่แท้จริง" ซูเหวินหันกลับมาสบตาชายหนุ่มตรงๆ แววตาสุกใสเป็นประกายเจิดจ้าท่าย์มกลางแสงตะเกียงสลัว "หากเราจัดระเบียบแรงงานในหมู่บ้านใหม่ แบ่งกำลังพลของท่านส่วนหนึ่งมาร่วมมือกับชาวบ้าน ขุดลอกคูคลองในยามที่งานไร่นายังว่างเว้น ใช้ระบบลงแขกเกี่ยวข้าวและขุดดินแลกเสบียงกรัง ภายในสามเดือน... ผืนดินรกร้างแห่งนี้จะพลิกฟื้นกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่เลี้ยงกองทัพของท่านได้อย่างสบาย" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักชั่วขณะ จางหยางมองแผนการบนแผ่นไม้ไผ่สลับกับใบھاนวลเนียนของสตรีเบื้องหน้า หัวใจของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชนเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว ทว่าด้วยความทึ่งและตื่นตะลึงอย่างหาที่สุดมิได้ สตรีผู้นี้... นางมีมันสมองที่เฉียบคมและล้ำลึกเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา "เจ้าต้องการอะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน?" จางหยางเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำ แววตาเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความจริงจัง "ความไว้วางใจ... และอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเขตเหนือทั้งหมด" ซูเหวินตอบทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาดราวกับประกาศิต จางหยางแค่นหัวเราะในลำคอ ทว่ามุมปากกลับหยักยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ ยื่นมือหนาออกไปตรงหน้า "ตกลง... เราจะให้เวลาเจ้าพิสูจน์ฝีมือสามเดือน หากทำไม่สำเร็จ หัวของเจ้าจะต้องหลุดออกจากบ่า" ซูเหวินยื่นมือเรียวบางออกไปสัมผัสกับฝ่ามือหยาบกร้านของท่านอ๋อง เป็นอันบรรลุข้อตกลงลับที่พลิกผันชะตากรรมของยุทธภพและราชสำนักไปตลอดกาล ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดขององครักษ์เงาก็พุ่งเข้ามาหยุดที่หน้าประตูก่อนจะเคาะรัวเร่งรีบ "เรียนท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ..." เสียงหอบหายใจกระเส่าดังลอดเข้ามา "มีพระราชโองการลับจากเมืองหลวง... ส่งตรงถึงมือท่านอ๋องโดยด่วน และ... และมีรายงานว่า 'ราชครูหลี่' ส่งมือสังหารระดับปรมาจารย์มุ่งหน้ามาถึงชายแดนเหนือแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" จางหยางชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นดุดันเยือกเย็นในพริบตาเดียว เขารีบหันไปมองซูเหวินทันที ทว่าสิ่งที่ปรากฏบนใบหน้าของสตรีงามกลับไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่มันคือรอยยิ้มบางเบาที่แฝงไว้ด้วยความหมายล้ำลึก ราวกับนางรอคอยเวลานี้มานานแล้ว "ดูท่า... แขกผู้ไม่เชิญรายแรกของท่านอ๋อง จะมาเร็วกว่าที่คิดเสียอีกนะครับ" ซูเหวินเอ่ยกระซิบเบาๆ พร้อมกับยื่นมือไปหยิบถ้วยชาอุ่นๆ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบช้าๆ อย่างใจเย็น ท่ามกลางบรรยากาศที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ขอบคุณที่ติดตามอ่านผลงานของ เฉินเว่ยสายลุย ครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยุทธภพเปลี่ยนผ่าน กับแผนบริหารรัฐในยุคกันดาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%