กลิ่นอับชื้นของฟางข้าวเก่าและกลิ่นดินโคลนที่อบอวลอยู่ปลายจมูก ช่างแตกต่างจากกลิ่นหอมของหมึกจีนชั้นดีและกระดาษสาบนโต๊ะทรงอักษรในภพภูมิเดิมลิบลับ
ซูเหวินปรือเปลือกตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่คมปลาบดั่งกระบี่ฝักมรกตสะท้อนแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาร้านค้ามุงจากทรุดโทรม นางไม่แม้แต่จะขยับตัวตื่นตระหนก ร่างกายนี้แม้จะอ่อนแอและผอมโซจนเห็นโครงกระดูก แต่สัญชาตญาณของอดีตกุนซือผู้เคยควบคุมกองทัพนับแสนยังคงตื่นตัวเต็มที่ สมองของนางเริ่มประมวลผลสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมของผู้คนที่กำลังล้อมรอบบ้านพักหลังน้อยนี้อยู่
"นังตัวไร้ค่าผู้นี้ยังไม่ตายอีกหรือ? น่าเสียดายยิ่งนัก ฟ้าดินช่างไร้ตา ปล่อยให้คนไร้ประโยชน์เช่นนี้หายใจเปลืองข้าวสารของหมู่บ้านเราไปวันๆ!"
เสียงแหลมสูงเจือความดูแคลนและเกลียดชังดังทะลุผนังไม้ไผ่ผุพังเข้ามา เป็นเสียงของป้าจาง เพื่อนบ้านผู้มีนิสัยชอบเอารัดเอาเปรียบและปากตลาดประจำหมู่บ้านห่างไกลความเจริญแห่งนี้ ยุคสมัยแปดศูนย์ที่ความอดอยากแร้นแค้นปกคลุมไปทั่วแผ่นดิน ผู้คนต่างดิ้นรนเอาชีวิตรอด ศศีลธรรมจึงเป็นเพียงสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไม่มีใครสน
ซูเหวินเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา นางค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างสง่างาม แม้เสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีตุ่นเก่าคร่ำคร่าจะขาดวิ่นและเปื้อนคราบฝุ่น แต่ท่วงท่าการขยับตัวกลับเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งทระงองตนราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์กำลังเสด็จออกว่าราชการ นางกวาดสายตามองสำรวจรอบห้องแคบๆ ข้าวของเครื่องใช้มีเพียงหม้อดินแตกหักหนึ่งใบ และเตาไฟที่ไร้ถ่านหินซุกซ่อน
"ถ้าพวกท่านว่างงานนัก ก็เอาเวลาไปถางหญ้าในนาเสียดีกว่า มายืนเห่าหอนหน้าบ้านคนอื่นเช่นนี้ รังแต่จะทำให้ข้าวปลาอาหารในท้องของพวกท่านย่อยเร็วกว่าเดิมเท่านั้น"
เสียงหวานทุ้มกังวานเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังและเฉียบคมจนผู้คนที่กำลังส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านนอกถึงกับชะงักกึก ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะราวกับมีใครเอาค้อนเหล็กมาเคาะลงกลางศีรษะ
ป้าจางหน้าเสียด้วยความโกรธ นางผลักประตูกระแทกเปิดออกเสียงดังลั่น จนบานพับไม้ใกล้พังหลุดร่อนออกมาครึ่งแถบ สองมือเท้าสะเอวพุ่งเข้ามาจ้องหน้าซูเหวินด้วยแววตาดดูถูกเหยียดหยาม "ฮ่า! นังเด็กปากดี ป่วยปางตายจนสมองกลับแล้วหรือไหร่? แกมันก็แค่ตัวภาระที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เป็นภาระของหมู่บ้าน ข้าวต้มสักถ้วยยังไม่มีปัญญาหามาใส่ท้อง แล้วยังมีหน้ามาปากกล้าสั่งสอนข้าผู้เป็นผู้ใหญ่หรือ!"
ซูเหวินไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางค่อยๆ ปัดฝุ่นบนอาภรณ์หยาบกร้านอย่างใจเย็น สายตาสงบนิ่งคู่นั้นจ้องมองป้าจางราวกับกำลังมองแมลงตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอย่างไร้ค่าในกำมือ
"ภาระหรือ?" ซูเหวินทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่น่าเกรงขาม "ท่านจำนําข้าวเปลือกสามชั่งเมื่อฤดูเก็บเกี่ยวครั้งก่อนไว้ที่บ้านตระกูลหวังเพื่อแลกกับเกลือป่นกำมือหนึ่งใช่หรือไม่? และท่านก็แอบอ้างกับผู้ใหญ่บ้านว่าข้าวส่วนนั้นถูกไฟไหม้เสียหาย เพื่อไม่ต้องส่งส่วยเข้าส่วนกลาง... หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูเจ้าหน้าที่รัฐประจำอำเภอ ท่านคิดว่าโทษของการยักยอกเสบียงในยุคกันดารเช่นนี้ จะทำให้ครอบครัวของท่านเหลือนาสักแปลงไว้ทำกินหรือไม่?"
สิ้นคำพูดของซูเหวิน ใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสของป้าจางก็ซีดเผือดลงทันที สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตกใจกลัวจนริมฝีปากสั่นระริก นางถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว มือที่เคยเท้าสะเอวตกลงข้างลำตัวอย่างอ่อนแรง
"ทะ... นอกพูดจาเหลိုးไหลอะไร! แกเอาเรื่องนี้มาจากไหน!" ป้าจางเสียงสั่นเครือ ร้อนรนจนเก็บอาการไม่อยู่
"ข้ารู้มาจากไหนไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่า... ท่านยังอยากให้ข้าพูดต่อหน้าธารกำนัลตรงนี้อีกหรือไม่?" ซูเหวินเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย รอยยิ้มที่มุมปากนั้นงดงามแต่กลับเย็นยะเยือกเสียจนป้าจางต้องรีบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ
ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ เริ่มส่งเสียงซุบซิบคุยกันด้วยความแปลกใจ เดิมทีพวกเขากำลังรอหัวเราะเยาะสตรีอ่อนแอที่ใกล้ตายผู้นี้ แต่ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นว่าสตรีวัยสิบแปดปีผู้หนึ่ง เพียงแค่ขยับปากไม่กี่คำ กลับสยบคนปากมากประจำหมู่บ้านจนหน้าถอดสีได้อย่างง่ายดาย
ป้าจางกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคืองปนหวาดกลัว นางไม่กล้าต่อปากต่อคำอีกต่อไป ได้แต่ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วสะบัดหน้าหนี วิ่งหนีหายเข้าไปในฝูงชนด้วยความอับอาย ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ ของชาวบ้านบางคนที่เคยถูกนางรังแกเช่นกัน
ซูเหวินถอนหายใจยาวเหยียดในใจ การจัดการกับคนชั้นต่ำพวกนี้เป็นเพียงเรื่องไร้สาระขั้นพื้นฐาน ปัญหาที่แท้จริงคือการเอาตัวรอดจากความยากจนข้นแค้นในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ต่างหาก นางก้าวเท้าเดินออกไปที่หน้าประตูกระท่อม แสงแดดจ้าสาดส่องลงมากระทบใบหน้าเรียวได้รูป ผิวพรรณแม้จะซีดเซียวแต่ก็มีความงดงามโดดเด่นสะดุดตาจนชาวบ้านหลายคนถึงกับอึ้งงัน
ทว่า ในขณะที่ซูเหวินกำลังจะก้าวเท้าสำรวจรอบหมู่บ้านเพื่อวางแผนชีวิตขั้นต่อไปนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเป็นจังหวะของม้าศึกหลายตัวก็ดังขึ้นจากทางโค้งถนนดินแดงฝุ่นตลบอบอวล
ขบวนม้าของกองกำลังทหารนอกเครื่องแบบกลุ่มหนึ่งควบตรงมาหยุดอยู่ที่หน้ากระท่อมของนางอย่างไร้ซุ่มเสียง ผู้นำขบวนเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยด้ายเงิน ใบหน้าคมคายดุจหินผาสลัก ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองมาที่ซูเหวินด้วยประกายตาดุดัน เยือกเย็น และเต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ทำเอาผู้คนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ
จางหยาง... ท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพแดนเหนือ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเด็ดขาด ปรากฏตัวขึ้น ณ ดินแดนกันดารแห่งนี้อย่างไร้สาเหตุ!
ชายหนุ่มหยุดม้าลงตรงหน้าซูเหวิน ร่างสูงสง่าก้าวลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว รองเท้าหนังบู้ทเหยียบย่ำลงบนพื้นโคลนเสียงดังทุ้มต่ำ เขาเดินตรงเข้ามาหยุดยืนห่างจากนางเพียงคืบเดียว กลิ่นอายความตายและกลิ่นอายสงครามลอยกรุ่นมาจากตัวเขาอย่างชัดเจน
จางหยางหรี่ตาลงพิจารณาสตรีตรงหน้าด้วยความสงสัยระคนทึ่ง แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับสบตากับเขาตรงๆ อย่างทัดเทียม ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าชิ้นหนึ่งในตลาด
"สตรีอ่อนแอผู้หนึ่งในหมู่บ้านกันดาร เหตุใดจึงมีกลิ่นอายของยอดกุนซือผู้ควบคุมกระดานหมากรุกทั่วแผ่นดินติดตัวมาด้วยเล่า แม่นางซู?" จางหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง รอยยิ้มเยдяเยือกปรากฏขึ้นที่มุมปาก พร้อมกับที่มือหนาชักกระบี่ออกจากฝักข้างกายช้าๆ จนเกิดเสียงโลหะเสียดสีกันเสียดแทงโสตประสาท
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านผลงานของ "เฉินเว่ยสายลุย" ครับ
ยุทธภพเปลี่ยนผ่าน กับแผนบริหารรัฐในยุคกันดาร•ตอนที่ 1
ม่านหมอกแห่งกาลเวลา
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยุทธภพเปลี่ยนผ่าน กับแผนบริหารรัฐในยุคกันดาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!