เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารหนาปึกบนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งดังสะท้อนก้องห้องประชุมลับของเซฟเฮาส์ กลิ่นอายความตึงเครียดลอยอวลอยู่ในอากาศราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตรอวันปะทุ ผู้กองศิลาไม่ได้มองหน้าลูกน้องคนสนิทอย่างอคิน เขากลับจดจ้องดวงตาคมกริบไปยังร่างโปร่งของรินทร์ที่นั่งไขว่ห้างหมุนเก้าอี้ไปมาอย่างไม่ยี่หสอกับสถานการณ์เบื้องหน้า
"กลับบ้านได้แล้ว รินทร์... ลูกชายที่ไม่เคยเชื่อฟัง"
คำพูดทรงพลังและเต็มไปด้วยอำนาจจากปากของบุคคลที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดชะงักบรรยากาศทั้งหมดลง ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี๊ยบกริบ ทว่าแววตากลับเยียบเย็นและเต็มไปด้วยรอยร้าวของความสัมพันธ์ในครอบครัว บิดบังความระHระแวงที่มีต่อตัวรินทร์ไม่มิด รินทร์หยุดหมุนเก้าอี้ รอยยิ้มกวนประสาทที่มักประดับอยู่บนมุมปากเลือนหายไปชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยใบหน้าเรียบเฉยที่เดาอารมณ์ไม่ได้
"คำทักทายของท่านประธานนี่อบอุ่นหัวใจจนผมอยากจะอ้วกเลยนะครับ" รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเข้มตวัดมองผู้เป็นพ่อด้วยความเย้ยหยัน "น่าเสียดาย ที่ผมเลิกเล่นบทเด็กดีที่คอยวิ่งตามก้นคุณตั้งแต่สิบปีที่แล้วไปนานแล้วล่ะครับ"
อคินขยับตัวลุกขึ้นยืนบังหน้าเด็กหนุ่มตามสัญชาตญาณ ร่างสูงใหญ่ของมือปราบหนุ่มแผ่รังสีความกดดันออกมาอย่างไม่ยอมแพ้ สายตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองผู้กองศิลาและผู้มาใหม่สลับกันไปมา "ที่นี่คือเซฟเฮาส์ของหน่วยพิเศษครับท่าน การจะเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต และออกคำสั่งกับพลเรือนที่เป็นพยานคนสำคัญ... มันล้ำเส้นเกินไปหน่อย"
"ถอยไปอคิน นายกำลังปกป้องใครอยู่รู้ตัวไหม" ผู้กองศิลากดเสียงต่ำ สายตาคมปลาบมองรอยต่อระหว่างอคินกับรินทร์ด้วยความแคลงใจ "ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อเล่นเกมครอบครัวของตระกูลใหญ่ แต่ฉันมาเพื่อสะสางความปลอดภัยของหน่วยงานเรา... สามวันก่อน มีการเจาะข้อมูลระดับ 5 ของกรมตำรวจ และไอพีแอดเดรสที่ใช้ มันมาจากเซฟเฮาส์หลังนี้"
บรรยากาศในห้องดิ่งวูบลงทันที อคินหันขวับไปมองหน้ารินทร์ ทว่าเด็กหนุ่มกลับทำเพียงแค่ไหล่ง소บและยักคิ้วให้กวนๆ ชวนประสาทเสีย
"คุณกำลังจะบอกว่าผมขายชาติ... เอ้ย ขายข้อมูลองค์กรตัวเองงั้นเหรอครับผู้กอง" รินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนแทบจะชิดร่างของผู้กองศิลา "ใช้สมองคิดหน่อยนะครับ ระบบป้องกันระดับนั้น ต่อให้เอาสมองหมูมาคิดก็น่าจะรู้ว่าถ้าผมจะแฮกจริง มันไม่ทิ้งร่องรอยให้พวกคุณตามมาเจอหรอกครับ... หรือว่าที่สมองของพวกคุณมันหาทางออกไม่เจอ เพราะมัวแต่คิดเรื่องตื้นๆ กันแน่"
"รินทร์! ปากดีให้มันน้อยๆ หน่อย" ผู้กองศิลากระแทกเสียงด้วยความเหลืออด ยกนิ้วชี้หน้าเด็กหนุ่ม "นายเป็นใครมาจากไหน พวกเราเพิ่งมารู้จักนายได้ไม่ถึงเดือน แต่อคิน... นายปล่อยให้เด็กนี่เข้าถึงระบบหลักของหน่วยเราได้อย่างไร นายกำลังเอาอนาคตของตัวเองไปทิ้งเพราะความรู้สึกส่วนตัวใช่ไหมอคิน!"
อคินนิ่งเงียบ กรามหนาขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน สายตาของเขาไม่ได้มองผู้บังคับบัญชา แต่เหลือบไปมองเสี้ยวหน้าของรินทร์ที่ยืนอยู่ใกล้กัน มือหนาที่ซ่อนอยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่น ความจริงที่อคินซ่อนไว้คือ เขารู้... เขารู้ตั้งแต่คืนแรกแล้วว่ารินทร์ไม่ใช่แค่แฮกเกอร์ธรรมดา และร่องรอยการเจาะระบบที่ผู้กองศิลาพูดถึง... ก็เป็นฝีมือของรินทร์จริงๆ ในการทดสอบระบบความปลอดภัยที่อคินเป็นคนท้าทายเอง
แต่เขาเลือกที่จะปกป้องรินทร์... เลือกที่จะเก็บความลับนี้ไว้ด้วยแลกกับความรู้สึกบางอย่างที่มันเริ่มก่อตัวลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน
"ผมรับผิดชอบทุกการกระทำของรินทร์เองครับผู้กอง" อคินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่นจนน่ากลัว "ถ้าเขาจะทำอะไร มันอยู่ในขอบเขตที่ผมอนุญาต"
"อนุญาตงั้นเหรอ?" ชายสูงวัยผู้เป็นพ่อของรินทร์แค่นยิ้มหยัน ก้าวเข้าไปใกล้ลูกชายคนเล็ก สายตาทอดมองด้วยความสมเพชและผิดหวังระคนกัน "แกนี่มันเหมือนแม่ของแกไม่มีผิด... ชอบวิ่งเข้าหาพวกสุนัขรับจ้างที่คิดว่าตัวเองเท่ระเบิด ทั้งๆ ที่สุดท้ายก็เป็นได้แค่เครื่องมือให้เขาใช้งานแล้วก็เขี่ยทิ้ง"
รินทร์กําหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน ดวงตาที่เคยพราวระยับด้วยความกวนประสาทบัดนี้ไหววับไปด้วยรغบเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยว ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตถูกกระชากขึ้นมาอีกครั้งโดยคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อ
"หุบปากซะ" รินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความกรุ่นโกรธ "อย่าเอาแม่ผมมาพูดด้วยความสกปรกแบบนี้... และถ้าคิดจะพาผมกลับบ้าน ก็ลองก้าวขาออกจากประตูนี้ไปให้ได้ก่อนเถอะครับ!"
ทว่าก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น อคินกลับคว้าแขนเรียวของรินทร์เอาไว้ แรงบิดจากฝ่ามือหนาอุ่นจัดดึงรั้งให้รินทร์ถอยหลังมาอยู่ด้านหลังของเขา อคินก้าวบังร่างของเด็กหนุ่มไว้มิดชิด สายตาคมกริบดุจคมมีดตวัดมองผู้เป็นพ่อของรินทร์และผู้กองศิลาอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจใด
"ถ้าท่านยังไม่ไปจากที่นี่... ผมคงต้องใช้สิทธิ์ของเจ้าของเซฟเฮาส์ในการขับไล่ผู้บุกรุก" อคินเอ่ยเสียงเย็นเยียบ บรรยากาศรอบตัวกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ผู้กองศิลาหน้าเสียด้วยความโกรธแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่าการกัดฟันกรอด "จำคำพูดของนายเอาไว้อคิน... นายกำลังทำลายอนาคตตัวเองเพื่อเด็กคนเดียว"
ปัง!
เสียงประตูปิดกระแทกอย่างแรงจากฝีมือของผู้เป็นพ่อที่สะบัดหน้าเดินออกไปตามด้วยลูกน้องของผู้กองศิลา ความเงียบสงบที่น่าอึดอัดกลับมาปกคลุมเซฟเฮาส์อีกครั้ง เหลือเพียงอคินและรินทร์ที่ยังคงยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด
อคินผ่อนลมหายใจยาวเหยียด เขาดึงรินทร์เข้ามาใกล้จนแผ่นอกกว้างแนบชิดกับลาดไหล่บาง มือหนายังคงกุมข้อมือของรินทร์ไว้แน่นเพื่อไม่ให้เจ้าตัวสั่นไปมากกว่านี้
"นายบ้าหรือเปล่า..." อคินเอ่ยเสียงพร่า ดุไม่จริงจังนัก สายตาทอดมองลงมาด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ความดุดัน "รู้ทั้งรู้ว่าเขากำลังขุดหลุมพรางให้นายกระโดดลงไป แต่ทำไมถึงยังทำตัวพยศใส่เขาขนาดนั้น"
รินทร์เงยหน้าขึ้นสบตากับมือปราบหนุ่ม แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่สั่นระริกเล็กน้อย ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ฝืนทำเป็นเข้มแข็ง ทั้งที่ดอบความเปราะบางไว้ข้างใน
"ก็เพราะผมรู้ว่า... ต่อให้ผมตกหลุมพรางนั้นจริง..." รินทร์กระซิบเสียงแผ่วเบา ขยับเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่บนริมฝีปากของกันและกัน "ก็มีหมาป่าปากแข็งแถวนี้คอยกระชากผมขึ้นมาทุกครั้งไม่ใช่เหรอครับ... ผู้กองอคิน"
อคินชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อถูกสายตาพราวระยับคู่นั้นมองทะลุปรุโปร่ง หัวใจในอกกระหน่ำเต้นรัวจนน่ารำคาญ ความรู้สึกที่พยายามอดกลั้นมาตลอดพังทลายลงในพริบตา มือหนาเลื่อนขึ้นโอบเอวบางเข้าหาตัวโดยอัตโนมัติ ไม่เหลือระยะห่างระหว่างกันอีกต่อไป
ทว่าในจังหวะที่อคินกำลังจะโน้มใบหน้าลงไปปิดริมฝีปากที่พูดจาไม่เข้าหูนั้นให้หยุดลง เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินสีแดงฉานก็สว่างวาบไปทั่วทั้งห้อง พร้อมกับเสียงระบบรักษาความปลอดภัยที่ดังลั่นห้องควบคุมหลัก
*แจ้งเตือน: ตรวจพบการเข้าถึงระบบภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาต... รหัสผ่านถูกถอดถอน... ระบบล็อคดาวน์เซฟเฮาส์ทำงาน*
อคินและรินทร์ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ดวงตาของทั้งคู่เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ รินทร์หันขวับไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดับวูบลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นข้อความปริศนาสีเลือด
**"ยินดีต้อนรับสู่เกมสุดท้าย... เด็กน้อยของฉัน"**
ประตูกระจกนิรภัยด้านนอกถูกล็อกอัตโนมัติพร้อมเสียงระเบิดเบาๆ ที่ดังมาจากชั้นใต้ดิน อคินคว้าปืนพกออกมาจากซองข้างเอวทันที สายตาดุดันกราดมองไปรอบห้องก่อนจะหันกลับมามองรินทร์ที่ใบหน้าซีดเผือกด้วยความตกตะลึง
"ไม่ใช่ฝีมือผม..." รินทร์พึมพำเสียงสั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก "ระบบนี้... มันถูกควบคุมจากข้างนอกด้วยคีย์การ์ดระดับสูงสุด... ซึ่งมีแค่คนคนเดียวเท่านั้นที่มี..."
ยังไม่ทันที่รินทร์จะพูดจบ ไฟทั่วทั้งเซฟเฮาส์ก็ดับสนิทลง เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัวที่สาดส่องใบหน้าของทั้งคู่ให้ดูพร่าเลือน ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังก้าวตรงมายังห้องที่พวกเขายืนอยู่... พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกสามครั้งเป็นจังหวะ ที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอนและอันตรายขึ้นทุกที แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงของนายมือปราบกับนักแกะรอยสายกวน•ตอนที่ 13
รอยร้าวในทีม
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงของนายมือปราบกับนักแกะรอยสายกวน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!