เสียงคลิกเบา ๆ ของเหล็กกล้าที่ถูกดึงขึ้นลำ เป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ
อคินขยับตัวบังร่างของรินทร์ไว้ครึ่งก้าว สายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนจ้องเขม็งไปยังผู้กองศิลาที่ยืนอยู่หน้าประตูเซฟเฮาส์ รอยยิ้มเยียบเย็นบนใบหน้าของศิลาไม่ได้ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับแผ่ไอสังหารออกมาคุกคองพื้นที่แคบ ๆ นี้จนแทบหายใจไม่ออก
"ลดปืนลงเถอะ อคิน" ศิลาปรายตามองกระบอกปืนในมือรุ่นน้อง "นายก็รู้ว่ากฎของหน่วยเราคืออะไร การซ่อนตัวนักโทษหนีคดี มีโทษสถานหนักนะ... หรือนายลืมไปแล้วว่าตัวเองใส่เครื่องแบบอะไรอยู่"
"ผมไม่ได้ซ่อนใคร" อคินตอบเสียงทุ้มต่ำ กรามขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน "รินทร์ไม่ใช่ N/A (นักโทษหลบหนี) ตามที่พวกเบื้องบนกล่าวหา เขาแค่กุมข้อมูลที่พวกมันอยากทำลายทิ้งต่างหาก และผู้กองก็รู้ดีแก่ใจว่าคำสั่งจับตายมันมาจากไหน"
"ฮึ..." ศิลาหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาในห้องช้า ๆ รองเท้าคอมแบทส่งเสียงกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะ "นายกำลังเอาอนาคตตัวเองไปทิ้งกับไอ้เด็กปากดีคนนี้นะอคิน คุ้มกันเหรอ?"
"คุ้มยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดครับ"
เสียงใสแต่กวนประสาทดังขึ้นจากด้านหลัง อคินชะงักเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงปลายนิ้วเรียวที่แตะลงบนชายเสื้อยืดด้านหลังเบา ๆ ก่อนที่รินทร์จะก้าวออกมาจากเงาของเขา ใบหน้าเรียวเชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความท้าทายที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนให้เป็นจุล
"พูดซะเห็นภาพพจน์เลยนะผู้กอง" รินทร์ยิ้มมุมปาก เดินเข้ามาขนาบข้างอคินโดยไม่เกรงกลัวรัศมีคุกคามของอีกฝ่าย "แต่ก่อนจะมาตัดสินว่าใครคือนักโทษ... ผู้กองเช็คระบบหลังบ้านของตัวเองหรือยังครับว่าข้อมูลที่ถืออยู่ตอนนี้ มันเป็นของจริง หรือเป็นแค่เศษขยะที่ผมป้อนให้พวกคุณกินเล่นแก้เซ็ง?"
ศิลาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมดุหรี่ลงจ้องมองรินทร์อย่างพิจารณา
"นายหมายความว่ายังไง"
"หมายความว่า..." รินทร์เอียงคอเล็กน้อย ท่าทางยโสและมั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว "สิ่งที่ผู้กองคิดว่าถือไพ่เหนือกว่าผมน่ะ มันเป็นแค่ภาพลวงตาตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณเหยียบเข้ามาในเขตเซฟเฮาส์นี้แล้วล่ะครับ... อ๋อ อีกอย่างนะ กาแฟที่อคินชงน่ะ รสชาติแย่มาก แต่ผมก็ยังกินจนหมด... รู้ไหมทำไม?"
อคินเหลือบมองคนข้างตัวทันที หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
"ทำไม?" ศิลาถามเสียงเข้ม
"เพราะมันชงด้วยความใส่ใจ... ซึ่งผู้กองไม่มีวันเข้าใจหรอกครับ" รินทร์ยิ้มหวานหยด เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาศิลาถึงกับคิ้วกระตุกด้วยความโมโห
"ปากดีนักนะ... จับตัวมัน!" ศิลาสะบัดมือสั่งการ ลูกน้องในชุดปฏิบัติการพิเศษสองนายพุ่งพรวดเข้ามาในห้องทันทีด้วยความรวดเร็ว
"ถอยไป!" อคินคำรามลั่น ร่างสูงพุ่งเข้าประจันหน้ากับหน่วยจู่โจมคนแรก หมัดหนักหน่วงถูกซัดเข้าที่ปลายคางเต็มแรงจนอีกฝ่ายหงายหลังล้มตึง แต่จำนวนที่มากกว่าทำให้สถานการณ์เริ่มตึงมือ เมื่ออีกคนอ้อมไปด้านหลังเพื่อจะล็อกตัวรินทร์
"อคิน!" รินทร์อุทานด้วยความตกใจ เมื่อแขนแกร่งของศัตรูดึงตัวเขาเข้าไปชิด
แต่ก่อนที่ใครจะทันได้ทำอะไร อคินที่สะบัดหลุดจากการควบคุมได้ทัน พุ่งเข้ามาคว้าคอเสื้อของคนร้ายคนนั้นแล้วเหวี่ยงกระแทกกับผนังห้องเสียงดังสนั่น ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน อคินใช้ศอกล็อกลำคออีกฝ่ายไว้แน่น สายตาดุดันหันกลับมามองศิลาที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่
"ถ้าใครขยับอีกก้าวเดียว สมองลูกน้องผู้กองได้กระจายติดผนังแน่" อคินประกาศกร้าว น้ำเสียงจริงจังไร้ซึ่งความล้อเล่น
ศิลากัดฟันกรอด มองประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าอคินไม่ใช่คนที่จะพูดเล่นในสถานการณ์แบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้น... แววตาของอคินในตอนนี้มันไม่ใช่แววตาของมือปราบที่ทำตามหน้าที่ แต่มันคือแววตาของ 'นักล่า' ที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกคนที่กล้าแตะต้องของสำคัญ
"นายกล้าขัดคำสั่งเบื้องบนเหรอ อคิน?" ศิลาเค้นเสียงถาม
"ถ้าเบื้องบนมันโง่พอที่จะส่งคนมาตายอย่างไร้เหตุผล ผมก็ไม่จำเป็นต้องฟังครับ" อคินตอบกลับทันควัน
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนเจ็บที่นอนกองอยู่บนพื้น กลิ่นดินปืนจาง ๆ ผสมผสานกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟที่ยังหลงเหลืออยู่ในแก้วบนโต๊ะทำงาน สร้างความรู้สึกแปลกประหลาดที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างความเป็นความตายและความใกล้ชิด
ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ "เก่งมาก... จำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดี อคิน นายรอดจากการถูกสอบสวนตอนนี้ได้ แต่เกมมันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น"
ผู้กองหนุ่มโบกมือให้ลูกน้องที่เหลือถอยร่นออกไป ก่อนจะหันหลังเดินกลับออกทางเดิม ทิ้งท้ายด้วยสายตาคมปลาบที่มองตรงมายังรินทร์และอคิน
"ดูแล 'ของรัก' ของนายให้ดี ๆ ก็แล้วกัน... เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ใจดีเหมือนฉัน"
ประโยคสุดท้ายทิ้งไว้แค่นั้น ก่อนที่ร่างของศิลาจะหายลับไปหลังประตู และเสียงล็อกกลอนด้านนอกจะดังขึ้นตามมา ยืนยันว่าพวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอีกครั้ง
อคินผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ลดปืนในมือลงช้า ๆ ความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วร่างค่อย ๆ คลายตัวลง เขารีบหันกลับไปมองคนด้านหลังด้วยความเป็นห่วงทันที
"นายเจ็บตรงไหนรึเปล่า?" น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด มือหนายื่นออกไปหมายจะสำรวจตามเนื้อตัวของอีกฝ่าย แต่ก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อรินทร์ปัดมันออกเบา ๆ
"ฉันดูบอบบางขนาดนั้นเลยรึไง มือปราบอคิน" รินทร์เชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มกวน ๆ กลับมาประดับบนเรียวปากอีกครั้ง แม้ว่าดวงตาสีเข้มจะไหวระริกเล็กน้อยจากเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ตาม "แต่เมื่อกี้... นายเท่ไม่เบานี่นา ปกป้องฉันซะด้วย"
"มันไม่ใช่เวลามาเล่นนะรินทร์ นายเกือบแย่รู้ตัวไหม" อคินดุเสียงเข้ม ขยับเข้าไปประชิดตัวรินทร์โดยไม่รู้ตัว พื้นที่แคบ ๆ ระหว่างโต๊ะทำงานกับชั้นหนังสือทำให้ตอนนี้ร่างของทั้งสองแทบจะแนบชิดกัน กลิ่นกายเฉพาะตัวของรินทร์ปะทะเข้ากับจมูกของอคิน ผสมผสานกับกลิ่นดินปืนจาง ๆ จนน่าเวียนหัว
รินทร์เงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตกว่าที่โน้มใบหน้าลงมาใกล้ ระยะห่างระหว่างจมูกของทั้งคู่แทบจะไม่เหลือพื้นที่ว่าง ความซุกซนในแววตาของรินทร์จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยประกายความระคนแปลกประหลาดบางอย่างที่ทำให้อคินหัวใจเต้นผิดจังหวะ
"ก็เพราะรู้นี่แหละ... ว่านายไม่มีทางปล่อยให้ฉันเป็นอะไรไป" รินทร์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่มักใช้กวนประสาทในยามปกติ ตอนนี้กลับสั่นพร่าลงเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด
อคินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาคมกราบมองสำรวจริมฝีปากที่ขยับพูดจายียวนมาตลอดทั้งวัน ก่อนจะเลื่อนขึ้นประสานกับดวงตาคู่สวยที่สะท้อนเงาของเขาอยู่ข้างใน กำแพงความเยือกเย็นที่เขาเพียรสร้างมาตลอดหลายปีพังทลายลงอย่างง่ายดายด้วยสัมผัสใกล้ชิดเพียงเสี้ยววินาที
มือหนาตัดสินใจเอื้อมไปโอบเอวบางเข้าหาตัวโดยไม่ลังเล รินทร์สะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ขัดขืน ปลายนิ้วเรียวเผลอจิกเกร็งลงบนบ่ากว้างของอคินตามสัญชาตญาณ
"รินทร์..." อคินเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงที่แหบพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้ว
"หืม..."
ทว่า ในจังหวะที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะขยับเข้าหาเพื่อปิดช่องว่างทั้งหมดนั้นเอง—
*กริ๊ก!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หลักดังลั่นห้องพักผ่อน หน้าจอมอนิเตอร์ทุกตัวที่ดับไปเมื่อครู่กลับสว่างวาบขึ้นมาเองพร้อมกัน พร้อมกับข้อความตัวอักษรสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นกลางจอภาพ
**[WARNING: SECURITY BREACH - EXTERNAL OVERRIDE DETECTED]**
และภาพจากกล้องวงจรปิดรอบนอกเซฟเฮาส์ที่ฉายให้เห็นเงาดำนับสิบชีวิตกำลังปิดล้อมตัวอาคารเข้ามาอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับแสงไฟสีแดงจากลำกล้องปืนไรเฟิลที่ส่องทะลุกระจกเข้ามาตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่พอดี!
เซฟเฮาส์ไร้เสียงของนายมือปราบกับนักแกะรอยสายกวน•ตอนที่ 4
กลิ่นดินปืนกับกลิ่นกาแฟ
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงของนายมือปราบกับนักแกะรอยสายกวน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!