"จับมือให้มั่นแล้วอย่าขยับ! อคิน นายกำลังทำอะไรอยู่!"
เสียงคำรามของผู้กองศิลายังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ตัดผ่านความเงียบงันของห้องสอบสวนที่เพิ่งผ่านพ้นเหตุระทึกขวัญมาหมาดๆ บนเก้าอี้พนักพิงตัวเดิม ร่างของอคินยังคงคร่อมทับรินทร์เอาไว้ครึ่งๆ กลางๆ ในท่าทางที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมอันดีงามของกรมตำรวจอย่างยิ่งยวด ปลายนิ้วเรียวยาวของรินทร์ที่เพิ่งเอื้อมไปคว้าสายชนวนระเบิดปลอมเมื่อครู่ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นแตะอยู่บนอกเสื้อทหารหนาหนักของอคินแทน
"ผู้กอง... ผมอธิบายได้" อคินกัดฟันกรอด ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด ไม่ใช่เพราะความกลัวผู้บังคับบัญชา แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นร้อนจากเอวบางของคนใต้ร่างที่ยังติดอยู่บนฝ่ามือของเขา
"ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น!" ศิลาตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ดวงตาดุดจดจ้องมองทั้งสองด้วยความไม่ไว้วางใจ "สภาพพวกนายตอนนี้มันฟ้องยิ่งกว่าคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น! และที่สำคัญ... เบื้องบนมีคำสั่งลงมาแล้ว"
รินทร์ลุกขึ้นปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าของตัวเองอย่างไม่สะท้าน รอยยิ้มกวนประสาทถูกจุดขึ้นที่มุมปากตามนิสัยเดิม แม้สถานการณ์รอบตัวจะตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกก็ตาม
"คำสั่งอะไรเหรอครับท่านผู้กอง หรือว่าส่งพวกเราไปเข้าค่ายคุณธรรม หรือส่งผมไปเข้าห้องขังเดี่ยวข้อหาหน้าตาดีเกินไปจนทำลายสมาธิคนในกรม?" รินทร์ลอยหน้าลอยตาถามพลางเอียงคอ
อคินเหลือบมองคนกวนประสาทข้างกายแวบหนึ่ง นึกอยากจะยกมือขึ้นปิดปากเจ้าตัวแสบนี่เสียให้เข็ด แต่ก็ทำได้แค่ถอนหายใจยาวเหยียด "ว่ามาเถอะครับผู้กอง คำสั่งว่ายังไง"
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์โกรธ สายตากวาดมองเอกสารในมือถือแน่น "เนื่องจากคดีแฮกเกอร์เงาเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับชาติ และนายรินทร์คือคนเดียวที่แกะรอยไอพีแอดเดรสของมันได้ ทางเบื้องบนจึงไม่อนุญาตให้แยกตัวเด็ดขาด..." ศิลาเว้นจังหวะ ปรายตามองอคินด้วยความระอาใจ "และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพยานคนสำคัญ... พวกนายสองคนจะต้องไปเก็บตัวที่ 'เซฟเฮาส์ไร้เสียง' เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม"
"อะไรนะครับ!?" อคินอุทานออกมาเสียงดังลั่น สีหน้าเคร่งขรึมพังทลายลงในพริบตา "ให้ผมไปอยู่กับไอ้เด็กปากคันนี่สองต่อสองเนี่ยนะ เจ็ดวันเต็มๆ ในเซฟเฮาส์ที่ไม่มีทางหนีเนี่ยนะผู้กอง!"
"ใช่ และนายคือคนเดียวที่ผมไว้วางใจให้คุมตัวเขา... อย่าทำให้ผมผิดหวัง อคิน" ศิลาเน้นย้ำทุกพยางค์ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้คนทั้งคู่ยืนค้างอยู่กับประกาศิตที่เหมือนตั๋วเที่ยวเดียวสู่นรกโลกันต์
สองชั่วโมงต่อมา รถยนต์กระบะหุ้มเกราะสีดำสนิทแล่นเข้ามาจอดสนิทชิดกับตัวอาคารไม้เก่าแก่ทรุดโทรมหลังหนึ่ง ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางผืนป่าทึบห่างไกลจากตัวเมือง นี่คือ 'เซฟเฮาส์ไร้เสียง' สถานลับที่ถูกออกแบบมาเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอินเทอร์เน็ตสาธารณะ มีเพียงระบบเครือข่ายปิดที่รินทร์จะต้องใช้มันในการถอดรหัสข้อมูลมหาศาล
อคินก้าวลงจากรถ เปิดประตูหลังแล้วลากกระเป๋าเดินทางสองใบลงมากระแทกพื้นเสียงดังด้วยความหงุดหงิด ขณะที่รินทร์เดินลงมาบิดขี้เกียจไปมาอย่างสบายอารมณ์ราวกับมาพักผ่อนตากอากาศ
"หูy... บรรยากาศน่านอนดีนี่ครับ เซฟเฮาส์ระดับห้าดาวของกรมตำรวจ ทำไมถึงดูวังเวงชอบกล เหมือนบ้านผีสิงในหนังฮอลลีวูดไม่มีผิด" รินทร์กวาดสายตามองรอบตัวด้วยรอยยิ้มพึงใจ ผิดกับอคินที่หน้าบึ้งตึงจนแทบจะเป็นยักษ์เป็นมาร
"ถ้าไม่อยากโดนผีหลอกก่อนครบเจ็ดวัน ก็หุบปากแล้วเดินตามผมมาเงียบๆ" อคินไขกุญแจประตูเหล็กหนาหนัก เสียงกลไกโลหะดังเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ก่อนที่บานประตูจะเปิดออกเผยให้เห็นภายในที่ค่อนข้างสะอาดสะอ้านแต่มืดทึบ
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา เสียงล็อกอัตโนมัติจากด้านนอกก็ดังขึ้น *คลิก!*
อคินหันขวับกลับไปมองประตูทันที เขารีบพุ่งตัวไปบิดลูกบิดแต่พบว่ามันถูกล็อกตายจากภายนอกตามคำสั่งเด็ดขาดของผู้กองศิลา ไม่มีทางเปิดออกได้จนกว่าจะครบกำหนดหนึ่งสัปดาห์
"เยี่ยม..." อคินพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสีย "ตอนนี้เราติดอยู่ที่นี่กันจริงๆ แล้ว"
รินทร์เดินสำรวจรอบห้องนั่งเล่น ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีทึบอย่างถือวิสาสะ ดวงตากลมโตเป็นประกายพราวระยับเมื่อเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์แกะรอยครบชุดถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยในมุมทำงาน "อู้ว... สเปกเครื่องใช้ได้นี่ครับ แบบนี้ค่อยคุ้มค่ากับการโดนกักบริเวณหน่อย"
"อย่าแม้แต่จะคิดตอดเล็กตอดน้อยระบบของผม รินทร์" อคินเดินเข้ามาหยุดยืนค้ำหัวคนนั่งอยู่บนโซฟา เงาของร่างสูงทาบทับลงมาจนเกือบจะกลืนกินร่างโปร่ง "กฎที่นี่มีอยู่สามข้อ... หนึ่ง ห้ามออกนอกเขตปลอดภัย สอง ห้ามแตะต้องของส่วนตัวของผม และสาม..."
รินทร์เงยหน้าขึ้นสบตา ช้อนสายตาขึ้นมองร่างสูงด้วยรอยยิ้มท้าทาย ปลายนิ้วเรียวแตะที่คางตัวเองเบาๆ "ข้อสามคืออะไรครับ? ห้ามหลงรักผมไรงี้เหรอ?"
หัวใจของอคินกระตุกวูบไปชั่วขณะ แรงปะทะจากสายตาคู่สวยนั้นทำเอาสติที่สะสมมานานเกือบหลุดลอย แต่นายปราบหนุ่มยังคงกัดฟันต้านทานความหวั่นไหวไว้ด้วยใบหน้าบึ้งตึง
"ข้อสามคือ... ห้ามกวนประสาทผมตอนที่ผมกำลังพยายามอดกลั้นไม่ให้โยนคุณออกนอกหน้าต่าง" อคินกดเสียงต่ำ ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ระยะห่างที่ลดลงทำให้กลิ่นหอมจางๆ จากกายของรินทร์ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส
รินทร์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบๆ ความกวนประสาทเมื่อครู่แทนที่ด้วยความประหม่าที่ฉายชัดขึ้นมาในแววตาเพียงเสี้ยววินาที แต่เจ้าตัวก็ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ได้ "อุ๊ย... เข้าใกล้ขนาดนี้ ระวังหัวใจเต้นผิดจังหวะนะ5ครับ ผู้กองคนเก่ง"
"ผมคุมตัวเองได้ดีเสมอ ยกเว้นแต่..." อคินหยุดคำพูดไว้แค่นั้น ปลายนิ้วแกร่งเอื้อมออกไปหมายจะเชยคางมนขึ้นมาบังคับให้ตอบคำถามให้จริงจัง
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วกำลังจะสัมผัสโดนผิวเนียน เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งห้องเซฟเฮาส์ พร้อมกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หลักที่ดับวูบลง และข้อความปริศนาข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอสีดำสนิทด้วยตัวอักษรสีเลือด:
*[ ยินดีต้อนรับสู่กับดัก... พวกคุณไม่ได้อยู่กันแค่สองคนแล้ว ]*
อคินชะงักค้าง รินทร์ผุดลุกขึ้นยืนทันทีด้วยสีหน้าถอดสี เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสبيดดังขึ้นจากชั้นสองของเซฟเฮาส์ที่ควรจะว่างเปล่า!
เซฟเฮาส์ไร้เสียงของนายมือปราบกับนักแกะรอยสายกวน•ตอนที่ 2
เมื่อแมวขโมยต้องร่วมทีม
ผลงานโดย ดาร์กไนท์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาร์กไนท์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงของนายมือปราบกับนักแกะรอยสายกวน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!