เสียงฉีกกระดาษเอกสารดังแคว่ก...
มันไม่ใช่เสียงที่เบาเลยแม้แต่น้อยในความเงียบงันระดับสากลของห้องประชุมใหญ่ชั้นสูงสุด ทว่าสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าเสียงกระดาษขาด คือเศษซากความมั่นใจของบรรดาผู้บริหารระดับสูงที่กำลังร่วงหล่นลงสู่พื้นพรมราคาแพงทีละนิด
ผม—ศิลา—ยืนกอดอกมองผลงานการทำลายล้างของตัวเองด้วยใบหน้าเรียบเฉย แววตาคมกริบกวาดมองกลุ่มคนที่เคยใช้ทั้งสายตารังเกียจเดียดฉันท์และคำพูดถากถางเหยียดหยามผมสารพัดเมื่อสัปดาห์ก่อน พวกเขากำลังหน้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับราวกับคนเพิ่งวิ่งหนีตายมาจากสนามรบ
"คุณ... คุณศิลาครับ จะเล่นตลกอะไรกันแน่! เอกสารไล่ออกพวกนี้ไม่มีทางเป็นไปได้จริง! พวกเราคือกรรมการบริหาร..."
เสียงของประธานกรรมการฝ่ายปฏิบัติการสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าที่เคยเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งผยองตอนนี้บิดเบี้ยวราวกับคนกำลังจะร้องไห้ เขาพยายามคว้าซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ขึ้นมาดู แต่เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสโดนตราประทับสีทองอร่ามของกลุ่มทุนสูงสุด... มือคู่นั้นก็สั่นเทาจนต้องปล่อยมันร่วงหล่นลงพื้นอีกครั้ง
ผมยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อย แต่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นสะใจจนคนมองต้องขนลุกซู่
"ตลกเหรอครับ? คุณประธาน" ผมทวนคำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทรงพลังอำนาจจนทุกคนในห้องต้องสะดุ้งเฮือก "ผมไม่ได้มาเล่นตลกกับพวกคุณหريكหราครับ ผมกำลังทำความสะอาดตึก... เอ่อ ไม่สทั้งห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ต่างหาก เพื่อไม่ให้พื้นที่มีมลพิษทางกลิ่นและจริยธรรมหลงเหลืออยู่"
คำพูดนั้นทำเอาทุกคนในห้องกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก รินรดา ที่ยืนสงบนิ่งอยู่เคียงข้างผมในชุดสูททำงานเข้ารูป เธอดันแว่นตากรอบบางเล็กน้อยก่อนจะยื่นแฟ้มข้อมูลดิจิทัลสีดำสนิท—แฟ้มข้อมูลเฉพาะของผู้ถือหุ้นใหญ่—มาให้ผมอย่างรู้ใจ
รินรดาส่งยิ้มให้ผมแวบหนึ่ง เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความภักดี ซึ่งตัดกับบรรยากาศมาคุในห้องประชุมลิบลับ เธอคือคนเดียวที่อยู่เคียงข้างผมในวันที่ผมไม่มีแม้แต่เงินซื้อกาแฟแก้วละห้าสิบบาท และตอนนี้ เธอก็คือมือขวาคนสนิทที่พร้อมจะกวาดล้างศัตรูให้ผมราบคาบเป็นหน้ากลอง
"อ่านต่อสิครับ ริน" ผมเอ่ยเสียงเรียบ
รินรดาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดัง กริ๊บ... กริ๊บ... ช่างเป็นจังหวะที่เฉียบคมและทรงพลังเหลือเกิน เธอกวาดสายตาคมกริบมองกลุ่มพนักงานขี้โกงทีละคนด้วยท่าทีสง่างาม
"มาตรา 42 และมาตรา 55 ของข้อบังคับบริษัท..." รินรดาเริ่มอ่านด้วยน้ำเสียงกังวานชัดถ้อยชัดคำ "เรื่องการทุจริตยักยอกเงินกองทุนพัฒนาห้างสรรพสินค้า การใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่เครือญาติ และการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน... ทั้งหมดนี้ มีชื่อของพวกคุณทุกคนอยู่ในฐานข้อมูลความผิดระดับร้ายแรง"
"ไม่จริง! เธอใส่ร้ายพวกเรา!" ผู้จัดการฝ่ายบุคคลร้องโวยวายขึ้นมาหน้าตาตื่น เขาพยายามชี้หน้าปักปรำรินรดา "เอกสารพวกนี้ปลอมขึ้นมา! แกสองคนไม่มีอำนาจอะไรทั้งนั้น!"
"ไม่มีอำนาจงั้นเหรอครับ?"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังแทรกขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียด เมฆา—ศัตรูตัวฉกาจผู้เคยประกาศกร้าวว่าจะเหยียบย่ำผมให้จมดิน—ค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปจนชิดผนังห้อง ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาและเต็มไปด้วยความมั่นใจตอนนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเขาเพิ่งตระหนักได้ว่า ตึกที่เขากำลังจะใช้ฮุบตระกูลของผม แท้จริงแล้ว... มันเป็นกรรมสิทธิ์เบ็ดเสร็จของผมตั้งแต่วินาทีที่ระบบปลดล็อก!
"แก... แกมันก็แค่ไอ้กระจอกไอทีที่ฉันไล่ออกจากบริษัทเก่าไม่ใช่เหรอวะศิลา!" เมฆาเค้นเสียงคำรามออกมาด้วยความโกรธปนหวาดกลัวอย่างควบคุมไม่อยู่ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน "ทำไม... ทำไมแกถึงกลายมาเป็นเจ้าของที่นี่ได้! แม่ฉัน... แม่ฉันบอกว่าตระกูลเราถือหุ้นใหญ่ที่สุดนี่!"
ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นชาจนน่ากลัว ผมค่อยๆ เดินเข้าไปหาเมฆาช้าๆ ระยะห่างที่ลดลงเรื่อยๆ ทำให้เมฆาต้องผถอยร่นจนหลังติดฝาผนัง ไร้ทางหนี
"แม่ของคุณเหรอครับ?" ผมหยุดยืนตรงหน้าเขา ห่างกันแค่เอื้อมมือ "คุณหมายถึงผู้หญิงที่ถือหุ้นใหญ่คนเก่า ที่กำลังนั่งหน้าซีดเป็นไก่ต้มอยู่ในห้องรับรองชั้นล่างนั่นน่ะเหรอครับ? อ่า... น่าเสียดายจริ๊งๆ ที่เธอเพิ่งเซ็นสัญญาขายหุ้นทั้งหมดให้ผมเมื่อสิบนาทีที่แล้วในราคา 'หนึ่งบาทถ้วน' เพื่อแลกกับการที่ผมจะไม่ส่งเธอเข้าคุกในข้อหาฉ้อโกงประชาชน"
เมฆาเบิกตากว้างจนแทบถลุดออกมาจากเบ้า เขาส่ายหัวรัวๆ "ไม่จริง... โกหก! แกโกหก!"
"ผมไม่เคยโกหกคนใกล้ตายหรอกครับ เมฆา" ผมยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่เชือดเฉือน "และตอนนี้... ถึงเวลาที่คุณกับบริวารขี้โกงพวกนี้ต้องไสมcออกไปจากตึกของผมแล้วล่ะครับ"
ผมหันไปพยักให้รินรดา
"เชิญรวบตัวและโยนสัมภาระของพวกมันออกไปให้พ้นเขตห้างได้เลยครับ ริน"
"รับทราบค่ะ ท่านประธาน" รินรดาตอบรับอย่างฉับไว ก่อนจะโบกมือเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชุดดำกลุ่มใหญ่ที่ยืนรออยู่นอกห้องให้กรูกันเข้ามาจัดการลากตัวพวกพนักงานขี้โกงออกไปทีละคน เสียงโวยวาย ร้องขอความเมตา และเสียงกราบกรานดังระงมไปทั่วชั้น ทว่าไม่มีใครได้รับความเห็นใจจากผมแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
เมฆาถูกรวบแขนทั้งสองข้างโดยบอดี้การ์ดร่างยักษ์ เขาดิ้นรนสุดชีวิตและหันมามองผมด้วยแว่นตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
"ศิลา! แกจำไว้เลยนะ! ฉันไม่มีทางจบแค่นี้แน่!" เขาแหกปากตะโกนลั่นขณะถูกลากถูออกไป
ผมทำเพียงแค่ยิ้มแย้มอย่างสุภาพ โบกมือลาเบาๆ ส่งท้ายให้เขาเหมือนเพื่อนบ้านที่กำลังส่งแขกกลับบ้าน
"เดินทางปลอดภัยนะครับ หวังว่าจะไม่พบกันในคุกนะ"
เมื่อความวุ่นวายสงบลง ห้องประชุมใหญ่ก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงผม รินรดา และเศษซากเอกสารแห่งความพินาศของเหล่าคนโลภที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น
รินรดาระบายลมหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก เธอกวาดสายตามองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเจ้านายกับลูกน้อง
"คุณทำได้เด็ดขาดมากเลยค่ะศิลา..." รินรดาเอ่ยเสียงนุ่ม พลางขยับเข้าไปใกล้ผมอีกนิด กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ลอยแตะจมูกท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มอบอวลด้วยเคมีแปลกประหลาด
ผมหันไปสบตากับเธอ รอยยิ้มเยือกเย็นเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนที่มีให้เธอคนเดียวเท่านั้น ผมเอื้อมมือไปจัดป้ายชื่อที่เสื้อสูทให้เธออย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วสัมผัสโดนผิวแก้มเนียนนุ่มของเธอแผ่วเบาจนรินรดาต้องสะดุ้งเล็กน้อยและแก้มแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
"การล้างบางเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นครับ ริน" ผมกระซิบเสียงพร่า แววตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ "เพราะยังมีอีกหลายคนที่ติดหนี้ผม... และพวกมันจะต้องชดใช้คืนทั้งต้นทั้งดอก"
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะหวานล้ำและเคมีระหว่างเรากำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของผมก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นมาทำลายความเงียบ
*ติ๊ด!*
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยิบขึ้นมาดู หน้าจอแสดงเบอร์โทรศัพท์ปริศนาที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ แต่รหัสพื้นที่... เป็นเบอร์ตรงมาจากต่างประเทศที่ถูกบล็อกไว้ทั้งหมด และทันทีที่ผมกดรับสาย เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกของใครบางคนก็ดังลอดลำโพงเข้ามา
*"เซอร์ไพรส์ไหมล่ะ ศิลา... น้องชายตัวน้อยของฉัน"*
ร่างทั้งร่างของผมแข็งค้างทันที หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่มเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ... เสียงของคนที่ควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมสะใจไปกับความเด็ดขาดของศิลากันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
ขอโทษทีครับ พอดีผมเป็นเจ้าของตึกที่คุณกำลังจะไล่ผมออก•ตอนที่ 14
การล้างบางพนักงานขี้โกง
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษทีครับ พอดีผมเป็นเจ้าของตึกที่คุณกำลังจะไล่ผมออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!