"เปรี้ยง!"
เสียงคำรามของสายฟ้าฟาดผ่านกลุ่มเมฆสีนิลที่ม้วนตัวเหนือยอดตึกระฟ้า แสงสีขาววาบสว่างวาบสะท้อนผ่านกระจกใสบานใหญ่ เผยให้เห็นร่างของรินรดาที่ถูกมัดมือไผล่หลังอยู่บนเก้าอี้ใจกลางลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนดาดฟ้า ใบหน้าอันงดงามของเธอนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและรอยฝุ่น แต่แววตายังคงฉายแววเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันรอบตัว
เมฆายืนเท้าสะเอวอยู่เบื้องหน้าเธอ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนมุมปาก พลางใช้ปลายนิ้วเคาะเบา ๆ ที่ด้ามปืนสั้นสีดำเงาในซองพกข้างเอว
"น่าเสียดายจริง ๆ นะครับคุณรินรดา..." เสียงของเมฆาเยือกเย็นและเต็มไปด้วยความสะใจ "ถ้าคุณยอมเป็นผู้หญิงของผมตั้งแต่แรก ป่านนี้คงไม่ต้องมานั่งตากฝนหนาวสั่นอยู่ตรงนี้... แต่ก็นั่นแหละครับ คนเรามักจะเลือกทางเดินที่พาตัวเองไปสู่ความฉิบหายเสมอ"
"แก... แกมันคนสารเลวเมฆา!" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธเกรี้ยว "คิดว่าทำแบบนี้แล้วศิลาจะยอมจำนนต่อแกงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!"
"ฮ่าๆๆๆ!" เมฆาระเบิดเสียงหัวเราะลั่นแข่งกับเสียงสายฟ้า "ศิลาเหรอ? ไอ้หนุ่มไอทีตกงานที่แม้แต่ค่าเช่าห้องยังต้องผ่อนจ่ายน่ะเหรอครับ? คุณคิดว่ามันมีปัญญาทำอะไรผมได้ในโลกนี้? บนดาดฟ้าแห่งนี้... ผมคือพระเจ้า!"
ทว่า ในวินาทีที่เสียงหัวเราะของเมฆายังไม่ทันขาดห้วง ลมพายุรอบตัวก็พลันหยุดนิ่งสนิท ราวกับถูกอำนาจลึกลับบางอย่างกดทับจนอากาศแทบแข็งตัว
ประตูลิฟต์แก้วที่เชื่อมต่อกับดาดฟ้าถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล เสียงเหล็กบิดเบี้ยวกรีดร้องลั่นจนทุกคนต้องสะดุ้งสุดตัว กองทัพคนในชุดสูทดำนับร้อยที่เคยยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ต่างพากันก้มหัวลงต่ำ 90 องศาทันทีโดยไม่ต้องมีใครออกคำสั่ง แรงกดดันจากบรรยากาศรอบตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในเสี้ยววินาที
ศิลาก้าวเท้าเดินออกมาจากลิฟต์
ชายหนุ่มไม่ได้สวมชุดสูทราคาแพงระยับ ไม่ได้มีเครื่องประดับเพชรนิลจินดาอวดความร่ำรวย เขายยังคงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก และกางเกงสแล็คธรรมดา แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป... คือดวงตาคู่นั้น
มันไม่ใช่ดวงตาของพนักงานออฟฟิศผู้ยอมจำนนต่อโชคชะตาอีกต่อไป แต่มันคือดวงตาของ "ผู้ล่า" ที่เย็นชา ไร้ความปรานี และพร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้แหลกคราบเป็นผุยผง
เมฆาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง แต่เมื่อกวาดสายตามองสำรวจศิลาอีกครั้ง ความหวาดกลัวชั่วครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยความเย้ยหยันตามสันดานเดิม
"โอ้โห นึกว่าใคร..." เมฆาตบมือช้า ๆ สองสามครั้งด้วยท่าทีเยาะเย้ย "เก่งมากนะศิลาที่ตามขึ้นมาถึงนี่ได้ แต่แกรู้ไหมว่าการรนหาที่ตายแบบนี้ มันโง่ยิ่งกว่าหมาจนตรอกเสียอีก ลูกน้องร้อยกว่าคนตรงนี้ พร้อมจะส่งแกไปนอนคุยกับรากมะม่วงได้ในสามวินาที!"
ศิลายังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ฝีเท้าของเขาหนักแน่นและมั่นคง ราวกับเสียงก้าวเดินของมัจจุราชที่กำลังนับถอยหลังเวลาชีวิตของเป้าหมาย
เขากวาดสายตามองรินรดาที่เนื้อตัวเปียกปอนและมีรอยช้ำเล็กน้อยที่มุมปาก หัวใจของศิลาวูบไหวด้วยความเจ็บปวด ความโกรธเกรี้ยวสายหนึ่งพุ่งพล่านขึ้นจากก้นบึ้งของจิตใจ เผา
[ระบบตรวจพบสภาวะอารมณ์ผู้ถือครองถึงขีดจำกัดสูงสุด: 'โหมดพิฆาต' (Wrath Mode) ถูกปลดล็อก!]
[ระบบทำการโอนกรรมสิทธิ์โครงสร้างพื้นฐานทั่วทั้งเขตธุรกิจใจกลางเมืองเข้าสู่บัญชีของท่านโดยสมบูรณ์]
[ท่านได้รับสิทธิ์ขาดในการสั่งการกองกำลังพิเศษและกองทุนฉุกเฉินมูลค่า 50,000 ล้านบาท!]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวของศิลา แต่เขาไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่อยู่ในสายตาตอนนี้คือเมฆา
"เมฆา..." เสียงของศิลาต่ำทุบและทรงพลัง ก้องกังวานผ่านสายฝนที่โปรยปรายลงมา "แกรู้ไหมว่าสิ่งสุดท้ายที่คนโง่มักจะทำก่อนตายคืออะไร?"
เมฆาแค่น
"ปากดีนักนะไอ้สวะ! จะตายอยู่แล้วยังจะมาทำเป็นเก๊ก!" เมฆาชักปืนสั้นออกจากซองพก เล็งปากกระบอกปืนตรงมาที่หน้าอกของศิลาทันที "แกอยากตายก่อน หรืออยากดูผู้หญิงของแกตายก่อน เลือกเอา!"
รินรดาส่ายหัวช้า ๆ น้ำตาไหลพรั่งพรู "ศิลา... หนีไป! อย่าสนใจฉัน!"
ศิลาหยุดเดิน ห่างจากเมฆาเพียงแค่ส้าวเดียว เขายกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้เมฆารู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างไร้สาเหตุ
"แกคิดว่าปืนในมือแกมีอำนาจมากสินะเมฆา?" ศิลาพูดพลล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดหน้าจอเพียงสามครั้งอย่างไม่รีบร้อน
"ทำบ้าอะไรของแกวะ? สั่งคน... ยิงมันเลย!" เมฆาตะโกนลั่นด้วยความหวาดระแวง สั่งให้ลูกน้องชุดดำเบื้องหลังขยับตัว
ทว่า... ไม่มีใครขยับแม้แต่คนเดียว!
กองทัพชุดดำนับร้อยชีวิตที่เคยคุกเข่าคำนับเมฆาเมื่อครู่ กลับหันปากกระบอกปืนไรเฟิลและปืนกลอัดแน่น ทุกกระบอกหันกลับมาเล็งตรงไปที่ "เมฆา" และลูกน้องคนสนิทของมันอย่างไร้ความลังเล!
เมฆาเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้สีเลือด "ทะ... ทำบ้าอะไรกันวะ! พวกแกเป็นคนของฉัน! ฉันจ้างพวกแกมานะเว้ย!"
หนึ่งในหัวหน้าบอดี้การ์ดชุดดำก้าวออกมาข้างหน้า ถอดแว่นตากันแดดออกโค้งคำนับให้ศิลาอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปมองเมฆาด้วยสายตารังเกียจ
"ขอโทษด้วยครับคุณเมฆา..." หัวหน้าบอดี้การ์ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "แต่บัญชีเงินเดือนของพวกเราทั้งหมด ถูกโอนเปลี่ยนมือมาเป็นของท่านศิลาเมื่อสามวินาทีที่แล้ว... และตอนนี้ ค่าจ้างในการเก็บกวาดขยะอย่างพวกคุณ สูงกว่าที่คุณจ้างเราสามร้อยเท่า"
เมฆาเข่าทรุดฮวบลงกับพื้น โทรศัพท์ในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นดาดฟ้าแตกละเอียด ความมั่นใจทั้งหมดพังทลายลงในพริบตาเดียว ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัวที่เกาะกุมหัวใจ
ศิลาเดินผ่านร่างของเมฆาที่คุกเข่าร้องขอชีวิต ไปหยุดอยู่ตรงหน้ารินรดา เขาใช้มือแกะเชือกที่มัดเธอให้อย่างอ่อนโยนและนุ่มนวลที่สุด แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นล้ำลึกทันที
"เจ็บไหมครับริน..." ศิลาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหยดน้ำตาออกจากแก้มเนียนของเธอ
รินรดาส่ายหัวช้า ๆ โผเข้ากอดศิลาแน่น ซบใบหน้าลงกับอกแกร่งของเขา สะอื้นไห้ด้วยความโล่งใจ "ฉันกลัว... ฉันกลัวว่าจะไม่ได้เจอคุณอีก"
ศิลากอดตอบเธอแน่น มือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มของเธอเบา ๆ เป็นการปลอบประโลม ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองเมฆาที่กำลังคลานเข้ามาเกาะขา ก้มกราบอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างน่าสมเพช
"ศิลา! กูขอร้อง... ปล่อยกูไปเถอะ อยากได้อะไร กูยกให้หมด..." เมฆาร้องไห้ฟูมฟาย
ศิลาก้มลงมองเศษซากของความเย่อหยิ่งที่แทบไม่เหลือชิ้นดีของศัตรูตัวฉกาจ ใบหน้าคมคายฉายรอยยิ้มเยือกเย็น พลางหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิทไร้ขีดจำกัดวงเงินขึ้นมาคั่นเล่นระหว่างนิ้ว
"ตึกของฉัน... หุ้นของบริษัทตระกูลฉัน... และผู้หญิงของฉัน..." ศิลาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเมฆาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายต้องเย็นเฉียบ "แกคิดว่ามันมีราคาเท่าไหร่... ถึงจะพอดับลมหายใจของแกในวันนี้?"
เมฆาอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นศิลากดยืนยันการทำธุรกรรมบางอย่างบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ทันใดนั้น เสียงเฮลิคอปเตอร์อีกลำนับสิบลำก็บินแหวกเมฆฝนลงมาล้อมรอบดาดฟ้า พร้อมกับเสียงไซเรนตำรวจและกลุ่มคนในชุดสูทสีเทาเข้มที่กรูเข้ามาควบคุมตัวเมฆาและสมุนทั้งหมดไปอย่างไร้ความปราณี!
ศิลาช้อนตัวอุ้มรินรดาขึ้นมาแนบอก ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปราย แต่ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาด ร่างบางซุกซบใบหน้าเข้ากับแผงอกกว้างของชายหนุ่มโดยไม่ยอมปล่อยมือ
รถยนต์หรูหรา Rolls-Royce สีดำเงารอรับพวกเขาอยู่ชั้นล่างสุดของตึก ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ศิลาก็พาเธอก้าวขึ้นไปนั่งเคียงข้างกันภายในห้องโดยสารที่เงียบสงบและหรูหรา
ทว่า ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถ มือกว้างของศิลากลับถูกรินรดากุมไว้แน่น เธอมองหน้าเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความห่วงใยที่อัดอั้นมานาน
"ศิลา... คุณบอกฉันได้ไหมว่าทั้งหมดนี่มันคืออะไรกันแน่? คุณ... กลายเป็นเจ้าของตึกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ศิลายิ้มบาง ๆ ใช้มืออีกข้างลูบศีรษะเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะโน้มใบเข้าไปใกล้จนลมหายใจรินรดากระชั้นชิด ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อท่ามกลางความมืดสลัวในตัวรถ
"ถ้าคุณสัญญาว่าจะไม่ตกใจจนเกินไป..." ศิลาส่งยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย "คืนนี้... ผมจะเล่าทุกอย่างให้คุณฟังบนเตียงคิงไซส์ของเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุด... ที่ตอนนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ของผมทั้งหมดแล้วครับ"
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "ฮาไม่จำกัด" เสมอมานะครับ!
ขอโทษทีครับ พอดีผมเป็นเจ้าของตึกที่คุณกำลังจะไล่ผมออก•ตอนที่ 21
รินรดาถูกลักพาตัว
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษทีครับ พอดีผมเป็นเจ้าของตึกที่คุณกำลังจะไล่ผมออก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!